# กระดูกพรุนในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ใครควรตรวจมวลกระดูก รับวันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ต.ค.

> กระดูกพรุนทำให้ผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนกระดูกหัก สรุปข้อมูลไทย เกณฑ์ตรวจมวลกระดูก แคลเซียม วิตามินดี และการป้องกันหกล้ม ก่อนวันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ต.ค.

- ประเภท: อธิบาย · หมวด: Health
- เผยแพร่: 2026-10-09T08:19:00.000Z · อัปเดต: 2026-10-09T08:19:00.000Z
- โดย: กองบรรณาธิการ THAI DATA, THAI DATA IT BUSINESS ENTERPRISE
- ที่มา: https://thaidata.co.th/health/osteoporosis-women-menopause-thailand/

## สรุปประเด็นสำคัญ

- มูลนิธิโรคกระดูกพรุนระหว่างประเทศ (IOF) ใช้วันโรคกระดูกพรุนโลก **20 ตุลาคม 2026** รณรงค์หัวข้อ **Build, Protect and Strengthen Your Bones for Life** และระบุว่าผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป **1 ใน 3 คน** จะมีกระดูกหักจาก**กระดูกพรุน**
- งานวิจัยใน Osteoporosis International ปี 2024 พบอุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักของคนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มจาก **112.7 เป็น 146.9 ต่อประชากรแสนคน** ระหว่างปี 2013–2022
- แนวทางเวชปฏิบัติของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (TOPF) ปี 2021 ให้ตรวจมวลกระดูกด้วย DXA ในผู้หญิงอายุ **65 ปีขึ้นไป** และผู้หญิงอายุน้อยกว่านั้นที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น หมดประจำเดือนก่อนอายุ **45 ปี**
- งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ **28 กันยายน 2026** พบผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–70 ปี **14.4%** มีกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง และ 60% ของกลุ่มนี้อายุยังไม่ถึง 65 ปี
- กรมอนามัยกำหนดปริมาณแคลเซียมอ้างอิงสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไปไว้ที่ **1,000 มิลลิกรัมต่อวัน** และกรมควบคุมโรคระบุว่าผู้สูงอายุไทยหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก**มากกว่า 29,000 ราย** ค่ารักษามากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี

กระดูกพรุน (osteoporosis) คือภาวะที่เนื้อกระดูกบางและเปราะจนหักได้แม้ล้มเพียงเบา ๆ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด มูลนิธิโรคกระดูกพรุนระหว่างประเทศ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่าทั่วโลกผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนจะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุนในช่วงชีวิตที่เหลือ และใช้วันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ตุลาคม 2026 ชวนคนทุกวัยดูแลกระดูกตั้งแต่ก่อนจะหัก

แคมเปญปี 2026 ของ IOF ใช้ชื่อว่า "Build, Protect and Strengthen Your Bones for Life" แบ่งการดูแลกระดูกเป็น 3 ช่วง คือ สร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็กและวัยทำงาน ปกป้องกระดูกด้วยการรู้ความเสี่ยงของตัวเองและป้องกันการหกล้ม และเสริมความแข็งแรงหลังได้รับการวินิจฉัยหรือหลังกระดูกหักเพื่อไม่ให้หักซ้ำ บทความนี้สรุปว่าผู้หญิงไทยควรรู้อะไรในแต่ละช่วง โดยอ้างอิงแนวทางของไทยเป็นหลัก

![หน้าแคมเปญวันโรคกระดูกพรุนโลกปี 2026 ของ IOF ภายใต้หัวข้อ Build, Protect, Strengthen Your Bones for Life](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/osteoporosis-women-menopause-thailand/iof-world-osteoporosis-day-2026-campaign.webp?v=c6b11b4f) _(ภาพ: International Osteoporosis Foundation (ภาพหน้าจอ))_

## กระดูกพรุนคืออะไร ทำไมจึงเรียกว่าโรคเงียบ

กระดูกในร่างกายมีการสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา IOF อธิบายว่ากระดูกพรุนเกิดเมื่อความหนาแน่นและคุณภาพของกระดูกลดลงจนกระดูกเปราะ ผลที่ตามมาคือกระดูกหักจากแรงที่ปกติไม่ควรทำให้หัก เช่น ล้มจากท่ายืน ก้มยกของ หรือกระแทกเล็กน้อย เรียกว่ากระดูกหักจากความเปราะบาง (fragility fracture) ตำแหน่งที่หักบ่อยคือสะโพก กระดูกสันหลัง ข้อมือ และต้นแขน

โรคนี้ถูกเรียกว่า "โรคเงียบ" เพราะตัวโรคเองไม่ทำให้ปวด คนส่วนใหญ่รู้ตัวครั้งแรกเมื่อกระดูกหักไปแล้ว ชุดข้อมูลรณรงค์ปี 2026 ของ IOF ระบุว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นกระดูกพรุนมากกว่า 500 ล้านคน และผู้ป่วยที่กระดูกหักจากกระดูกพรุนมากถึง 80% ไม่ได้รับการตรวจหรือรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ ทั้งที่กระดูกหักครั้งแรกทำให้ความเสี่ยงที่จะหักครั้งต่อไปสูงขึ้นราว 2 เท่า และสูงที่สุดในช่วง 1–2 ปีแรกหลังหัก

แพทย์วินิจฉัยด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density, BMD) ด้วยเครื่อง DXA ซึ่งรายงานผลเป็นค่า T-score แนวทางเวชปฏิบัติของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (Thai Osteoporosis Foundation หรือ TOPF) ปี 2021 ถือว่าเป็นกระดูกพรุนเมื่อ T-score ต่ำกว่าหรือเท่ากับ −2.5 หรือเมื่อกระดูกสันหลังหรือสะโพกหักจากความเปราะบาง รวมถึงกรณีที่มวลกระดูกต่ำระดับ −1.0 ถึง −2.5 ร่วมกับความเสี่ยงสะโพกหักใน 10 ปีตามแบบประเมิน Thai FRAX ตั้งแต่ 3% ขึ้นไป

## ทำไมผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงกระดูกพรุนมากกว่า

เอกสาร "Osteoporosis: What you need to know" ของ IOF อธิบายว่าฮอร์โมนเอสโทรเจน (estrogen) ช่วยปกป้องกระดูก เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโทรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว การสูญเสียเนื้อกระดูกจึงเร่งตัวขึ้น ตัวเลขของ IOF สะท้อนความต่างนี้ชัด ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนจะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุน ขณะที่ผู้ชายวัยเดียวกันอยู่ที่ 1 ใน 5 คน

ความเสี่ยงยังขึ้นกับว่ามีมวลกระดูกสะสมไว้มากแค่ไหนตอนยังอายุน้อย IOF ระบุว่ามวลกระดูกสูงสุดถึง 90% สะสมเสร็จภายในอายุ 18 ปีในเด็กผู้หญิง และ 20 ปีในเด็กผู้ชาย คนที่สร้างกระดูกได้น้อยในวัยนั้นจึงเริ่มวัยหมดประจำเดือนด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

ปัจจัยที่ IOF และ TOPF ระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงในผู้หญิง ได้แก่

- หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงการผ่าตัดรังไข่ออก
- ขาดเอสโทรเจนนานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น ประจำเดือนขาดจากการออกกำลังกายหนักเกินไปหรือโรคอะนอเร็กเซีย (anorexia nervosa)
- ใช้ยาที่ทำให้กระดูกบาง เช่น สเตียรอยด์ชนิดกิน (glucocorticoids) หรือยาต้านฮอร์โมนบางกลุ่มที่ใช้รักษามะเร็งเต้านม
- น้ำหนักตัวน้อย พ่อหรือแม่เคยสะโพกหัก สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์มาก
- โรคบางโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลำไส้อักเสบ เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคไทรอยด์หรือพาราไทรอยด์

## กระดูกพรุนในผู้หญิงไทยพบบ่อยแค่ไหน

ตัวเลขของไทยมาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์และหน่วยงานรัฐ แต่ละชุดเก็บจากกลุ่มคนต่างกัน จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

| ข้อมูล | ตัวเลข | ที่มาและปี |
| --- | --- | --- |
| อุบัติการณ์กระดูกสะโพกหัก คนอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า | 112.7 ต่อแสนคน (2013), 146.7 (2019), 146.9 (2022) | Osteoporosis International, 2024 |
| ค่ารักษาในโรงพยาบาลจากสะโพกหักต่อปี | 17.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2013) เป็น 42.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2022) | Osteoporosis International, 2024 |
| ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–70 ปี ที่เป็นกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง | 14.4% (ทุกตำแหน่ง 19.1%) จาก 721 คน | Archives of Osteoporosis, 28 ก.ย. 2026 |
| ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เข้าเกณฑ์ควรได้ยารักษา | 37.3% จาก 3,280 คน | PLoS One, 2023 |
| ผู้สูงอายุไทยที่หกล้มจนกระดูกสะโพกหัก | มากกว่า 29,000 ราย (ค่ารักษามากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี) | กรมควบคุมโรค, 1 ต.ค. 2026 |

งานวิจัยใน [Osteoporosis International ปี 2024](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38832991/) ใช้ข้อมูลการนอนโรงพยาบาลด้วยกระดูกสะโพกหักของคนอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2013–2022 พบว่าอุบัติการณ์เพิ่มทุกปีจนถึงปี 2019 แล้วทรงตัว อัตราที่ปรับตามโครงสร้างอายุอยู่ที่ 116.3 ต่อแสนคนในปี 2013 และ 140.7 ในปี 2022 อุบัติการณ์แบบหยาบเพิ่มขึ้น 34% ในผู้หญิงและ 21% ในผู้ชาย ส่วนค่ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า

![กราฟอุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักของคนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไป ปี 2013 2019 และ 2022](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/osteoporosis-women-menopause-thailand/thai-hip-fracture-incidence-2013-2022.webp?v=acbe1584) _(ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Osteoporosis International))_

## งานวิจัยจุฬาฯ ชี้กระดูกพรุนเริ่มก่อนอายุ 65 ปี

งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ใน [Archives of Osteoporosis เมื่อ 28 กันยายน 2026](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42803871/) ตรวจมวลกระดูกด้วย DXA ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–70 ปีที่คลินิกวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างพฤษภาคม 2024 ถึงมีนาคม 2025 จำนวน 721 คน พบกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง 14.4% และพบที่ตำแหน่งใดก็ได้ 19.1% ความชุกสูงขึ้นตามอายุและจำนวนปีหลังหมดประจำเดือน

ประเด็นที่ผู้วิจัยเน้นคือ 60% ของผู้ที่เป็นกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลังมีอายุยังไม่ถึง 65 ปี และในกลุ่มอายุ 60–70 ปี พบกระดูกสันหลังหักโดยไม่มีอาการ 4.4% ผู้วิจัยสรุปว่าเกณฑ์ตรวจคัดกรองที่ใช้อายุเป็นหลักอาจมองข้ามผู้หญิงที่เสี่ยงก่อนอายุ 65 ปี ข้อควรระวังคือกลุ่มตัวอย่างมาจากคลินิกของโรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเทพฯ จึงยังไม่ใช่ตัวแทนผู้หญิงไทยทั้งประเทศ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นใน [PLoS One ปี 2023](https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0279829) ที่ศึกษาผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนซึ่งเข้ารับการตรวจคัดกรองระหว่างปี 2014–2019 จำนวน 3,280 คน พบว่าหลังตัดผู้ที่เคยกระดูกหักออก 21.3% เป็นกระดูกพรุน และรวมแล้ว 37.3% เข้าเกณฑ์ที่ควรได้รับยารักษาตามเกณฑ์ของ National Osteoporosis Foundation สหรัฐฯ ที่ใช้ในการศึกษา

## ใครควรตรวจความหนาแน่นของกระดูก และเมื่อไร

แนวทางของไทยกับของสหรัฐฯ ตรงกันที่ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่ต่างกันในรายละเอียดของผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าและผู้ชาย

| กลุ่ม | TOPF ประเทศไทย (แนวทางปี 2021) | USPSTF สหรัฐฯ (14 ม.ค. 2025) |
| --- | --- | --- |
| ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป | ตรวจ BMD ด้วย DXA | แนะนำให้ตรวจคัดกรอง (ระดับ B) |
| ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี | ตรวจเมื่อหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อ เช่น เคยกระดูกหักจากความเปราะบาง ตัวเตี้ยลง 4 ซม. ขึ้นไป (หรือ 2 ซม. เมื่อมีบันทึกส่วนสูงเดิม) ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 พ่อแม่เคยสะโพกหัก ใช้ยาที่ทำให้กระดูกบาง | เฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน: ดูปัจจัยเสี่ยงก่อน เช่น น้ำหนักตัวน้อย พ่อแม่เคยสะโพกหัก สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก ถ้ามีให้ใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยง และตรวจเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น (ระดับ B) |
| ผู้ชาย | อายุ 70 ปีขึ้นไป หรืออายุน้อยกว่าเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง | หลักฐานไม่พอจะแนะนำหรือคัดค้าน |
| ตรวจซ้ำ | ก่อนเริ่มยาและ 1–2 ปีหลังเริ่มรักษา กลุ่มเสี่ยงต่ำถึงปานกลางประเมินความเสี่ยงซ้ำใน 2–5 ปี | หลักฐานเรื่องช่วงเวลาตรวจซ้ำยังจำกัด |

แนวทางของ TOPF ปรับปรุงต่อจากฉบับปี 2010 และ 2016 ส่วนคำแนะนำของ [USPSTF](https://www.uspreventiveservicestaskforce.org/uspstf/recommendation/osteoporosis-screening) ออกเมื่อ 14 มกราคม 2025 ข้อเสนอให้ตรวจเร็วกว่าอายุ 65 ปีในงานวิจัยจุฬาฯ ปี 2026 ยังเป็นผลจากงานวิจัยชิ้นเดียว ไม่ใช่การเปลี่ยนแนวทาง ผู้หญิงอายุ 50–64 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรนำรายการปัจจัยเสี่ยงไปปรึกษาแพทย์

## แคลเซียม วิตามินดี และการออกกำลังกายเพื่อป้องกันกระดูกพรุน

ปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีที่แนะนำต่างกันตามประเทศ ตารางนี้เทียบค่าอ้างอิงของกรมอนามัยกับตารางที่ IOF ยกมาจาก Institute of Medicine (National Academy of Medicine) ของสหรัฐฯ

| ผู้หญิง อายุ | แคลเซียม กรมอนามัย (DRI 2563) | วิตามินดี กรมอนามัย (DRI 2563) | แคลเซียม ตามตารางของ IOF (IOM สหรัฐฯ) |
| --- | --- | --- | --- |
| 19–50 ปี | 800 มก./วัน | 600 หน่วยสากล/วัน | 1,000 มก./วัน |
| 51–70 ปี | 1,000 มก./วัน | 600 หน่วยสากล/วัน | 1,200 มก./วัน |
| 71 ปีขึ้นไป | 1,000 มก./วัน | 800 หน่วยสากล/วัน | 1,200 มก./วัน |

ค่าเหล่านี้คือปริมาณรวมที่ควรได้ต่อวันสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่ขนาดยาเสริม IOF ระบุว่าคนส่วนใหญ่ได้สารอาหารพอจากอาหารที่สมดุล แหล่งแคลเซียมได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม อาหารที่เสริมแคลเซียม และผักใบเขียวบางชนิด ส่วนวิตามินดีได้จากการรับแสงแดดอย่างปลอดภัยอย่างน้อย 10–20 นาทีทุกวันที่ใบหน้า มือ และแขน รวมถึงปลาที่มีไขมัน ไข่ และเห็ด ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าได้รับพอหรือไม่ควรให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจใช้อาหารเสริม

ด้านการออกกำลังกาย IOF แนะนำให้ออกกำลังกาย 30–40 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดิน เต้น ขึ้นบันได วิ่งเหยาะ กับการฝึกแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนักหรือยางยืด ผู้ที่เป็นกระดูกพรุนหรือเคยกระดูกสันหลังหักควรให้แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดช่วยออกแบบท่า เพื่อเลี่ยงการก้มหรือบิดตัวมากเกินไป นอกจากนี้ควรเลิกสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ เพราะ IOF ระบุว่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 19 เป็นปัจจัยเสี่ยง

## ป้องกันการหกล้ม ลดโอกาสกระดูกสะโพกหัก

กระดูกพรุนไม่ทำให้กระดูกหักเอง สิ่งที่ทำให้หักส่วนใหญ่คือการล้ม กรมควบคุมโรคระบุเมื่อ 1 ตุลาคม 2026 เนื่องในวันผู้สูงอายุสากลว่า ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยพบผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 3 คนหกล้มทุกปี บาดเจ็บจนกระดูกสะโพกหักมากกว่า 29,000 ราย ภาครัฐเสียค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี และผู้สูงอายุไทยสูญเสียปีสุขภาวะรวมมากกว่า 400,000 ปี

![ประกาศของกรมควบคุมโรค 1 ตุลาคม 2026 ระบุผู้สูงอายุไทย 1 ใน 3 หกล้มทุกปี และกระดูกสะโพกหักมากกว่า 29,000 ราย](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/osteoporosis-women-menopause-thailand/ddc-falls-older-people-2569.webp?v=26941121) _(ภาพ: กรมควบคุมโรค (ภาพหน้าจอ))_

กรมควบคุมโรคใช้หลัก "รู้–ปรับ–ขยับเพิ่ม"

- **รู้** ประเมินความเสี่ยงหกล้มอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- **ปรับ** สภาพบ้านให้ปลอดภัย ทางเดินโล่ง แสงสว่างพอ ติดราวจับในห้องน้ำ และสวมรองเท้าพื้นไม่ลื่น ช่วงน้ำท่วมหรือหลังน้ำลดต้องระวังพื้นเปียก ตะไคร่น้ำ และคราบโคลนเป็นพิเศษ
- **ขยับเพิ่ม** ลดการนั่งหรือนอนนาน ฝึกแรงต้านและการทรงตัวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ ยืนเขย่งปลายเท้า หรือใช้ยางยืด เริ่มจากระดับที่ปลอดภัยแล้วค่อยเพิ่ม

ถ้าล้มแล้วปวดมาก ขยับไม่ได้ หรือสงสัยว่ากระดูกหัก กรมควบคุมโรคแนะนำไม่ให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเอง และโทร. 1669 สอบถามเรื่องการป้องกันหกล้มได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

## การรักษากระดูกพรุนตามแนวทางของไทย

แนวทางของ TOPF แบ่งผู้ป่วยตามระดับความเสี่ยงกระดูกหัก กลุ่มเสี่ยงต่ำถึงปานกลางไม่แนะนำให้ใช้ยารักษากระดูกพรุน แต่ให้ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีเพียงพอ ปรับพฤติกรรม และประเมินความเสี่ยงซ้ำใน 2–5 ปี ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงแนะนำยาต้านการสลายกระดูก โดยใช้ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonates) เป็นยาแรก และมียาต้านการสลายกระดูกชนิดอื่นเป็นทางเลือก

สำหรับผู้หญิง แนวทางระบุว่าฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือนเป็นทางเลือกในผู้ที่เสี่ยงกระดูกหักสูง อายุน้อยกว่า 60 ปี และหมดประจำเดือนมาไม่ถึง 10 ปี และช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในผู้ที่หมดประจำเดือนก่อนวัย ยาทุกชนิดเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ซึ่งพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายบุคคล IOF ย้ำว่าผู้ที่ได้รับยาควรใช้ต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง หรือคุยกับแพทย์เมื่อกังวลเรื่องผลข้างเคียง แทนการหยุดยาเอง

IOF ยังรณรงค์ให้โรงพยาบาลมีบริการประสานการดูแลหลังกระดูกหัก (Fracture Liaison Service) เพื่อให้ผู้ที่กระดูกหักจากความเปราะบางได้รับการตรวจกระดูกพรุน การรักษา และการติดตามต่อเนื่อง ลดโอกาสหักซ้ำ

## เมื่อไรควรพบแพทย์

กระดูกพรุนเองไม่มีอาการ สัญญาณที่ IOF แนะนำให้ไปพบแพทย์และขอให้ประเมินเรื่องกระดูกพรุน ได้แก่

- กระดูกหักหลังอายุ 50 ปี จากการล้มหรือกระแทกเพียงเล็กน้อย
- ส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร
- ปวดหลังรุนแรงขึ้นมาทันทีบริเวณกลางหรือล่างของกระดูกสันหลัง
- หลังโค้งค่อมมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังหักหรือยุบ

![ภาพเปรียบเทียบโครงกระดูกปกติ (ซ้าย) กับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน (ขวา) ที่เนื้อกระดูกบางลงและแนวกระดูกสันหลังโค้งงอ](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/osteoporosis-women-menopause-thailand/blausen-osteoporosis-posture.webp?v=d4661a3d) _(ภาพ: Blausen Medical / Wikimedia Commons (CC BY 3.0))_

ควรนัดคุยกับแพทย์ด้วย ถ้าหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี ใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินต่อเนื่อง ใช้ยาต้านฮอร์โมนหลังรักษามะเร็งเต้านม หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้กระดูกบาง IOF แนะนำให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจมวลกระดูกหรือไม่ ผลตรวจหมายความว่าอย่างไร และควรได้แคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนจากอาหารเท่าไร

## ผลต่อองค์กรและฝ่ายบุคคล

ชุดข้อมูลรณรงค์ปี 2026 ของ IOF ระบุว่าคนจำนวนมากใช้เวลาตื่นมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ที่ทำงาน ที่ทำงานจึงเป็นจุดที่เหมาะกับการส่งเสริมสุขภาพกระดูก และเสนอให้องค์กรใช้วันโรคกระดูกพรุนโลกเป็นโอกาสเริ่มหรือขยายโครงการ Workplace Wellness ฝ่ายบุคคลทำได้หลายอย่างโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลสุขภาพรายบุคคล

- จัด "วันสุขภาพกระดูก" ให้ความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยง และชวนพนักงานทำแบบประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเอง เช่น IOF Osteoporosis Risk Check
- ปรับเมนูในโรงอาหารให้มีอาหารแคลเซียมสูงและโปรตีนพอ ตามค่าอ้างอิงของกรมอนามัย
- สนับสนุนกิจกรรมทางกายระหว่างวัน เช่น กลุ่มเดินหรือคลาสฝึกแรงต้าน
- ตรวจพื้นที่ทำงานเรื่องพื้นลื่น ทางเดินกีดขวาง และแสงสว่างตามหลักป้องกันหกล้มของกรมควบคุมโรค
- ความรู้เรื่องป้องกันหกล้มนำไปใช้กับผู้สูงอายุในครอบครัวของพนักงานได้ด้วย

## สิ่งที่ควรทำ

1. ทบทวนปัจจัยเสี่ยงของตัวเองตามรายการของ TOPF และ IOF ถ้าอายุ 65 ปีขึ้นไป หรืออายุน้อยกว่าแต่มีปัจจัยเสี่ยง ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจมวลกระดูกด้วย DXA
2. ได้แคลเซียมจากอาหารให้ใกล้ค่าอ้างอิงของกรมอนามัย คือ 800 มก./วันเมื่ออายุ 19–50 ปี และ 1,000 มก./วันเมื่ออายุ 51 ปีขึ้นไป และอย่าเริ่มอาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
3. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและฝึกแรงต้าน 30–40 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
4. จัดบ้านตามหลัก "รู้–ปรับ–ขยับเพิ่ม" ของกรมควบคุมโรค โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ
5. ถ้าเคยกระดูกหักหลังอายุ 50 ปีจากการล้มเบา ๆ ให้ขอแพทย์ประเมินกระดูกพรุน เพราะกระดูกหักครั้งแรกทำให้ความเสี่ยงหักซ้ำสูงขึ้นราว 2 เท่า

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล ติดตามความรู้สุขภาพผู้หญิงเพิ่มเติมได้ที่[หมวดสุขภาพผู้หญิง](/health/womens-health/)

## คำถามที่พบบ่อย

### ทำไมผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย?

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนระหว่างประเทศ (IOF) อธิบายว่าฮอร์โมนเอสโทรเจนช่วยปกป้องกระดูก เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโทรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว การสูญเสียเนื้อกระดูกจึงเร็วขึ้น ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนจึงจะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุน เทียบกับผู้ชาย 1 ใน 5 คน

### ผู้หญิงควรตรวจกระดูกพรุนหรือตรวจมวลกระดูกเมื่ออายุเท่าไร?

แนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (TOPF) ปี 2021 ให้ตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง DXA ในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าให้ตรวจเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง เช่น หมดประจำเดือนก่อน 45 ปี เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกเล็กน้อย ตัวเตี้ยลง ใช้ยาสเตียรอยด์ ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 หรือพ่อแม่เคยสะโพกหัก การตัดสินใจรายบุคคลเป็นของแพทย์

### ผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไปควรได้แคลเซียมและวิตามินดีวันละเท่าไร?

ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ของกรมอนามัย กำหนดแคลเซียมสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไปไว้ที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และวิตามินดี 600 หน่วยสากลต่อวันสำหรับอายุ 51–70 ปี และ 800 หน่วยสากลสำหรับอายุ 71 ปีขึ้นไป ควรได้จากอาหารเป็นหลัก ส่วนผู้ที่เป็นกระดูกพรุนอยู่แล้วหรือคิดจะกินอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

### สัญญาณเตือนของกระดูกพรุนที่ควรไปพบแพทย์มีอะไรบ้าง?

กระดูกพรุนมักไม่มีอาการจนกระดูกหัก IOF ระบุสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ กระดูกหักหลังอายุ 50 ปีจากการล้มหรือกระแทกเล็กน้อย ส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร ปวดหลังรุนแรงฉับพลันบริเวณกลางหรือล่างของกระดูกสันหลัง และหลังโค้งค่อม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังหัก


## แหล่งอ้างอิง

- [Get involved: About the 2026 World Osteoporosis Day Campaign](https://www.worldosteoporosisday.org/get-involved) — International Osteoporosis Foundation
- [Summary of the Thai Osteoporosis Foundation (TOPF) Clinical Practice Guideline on the diagnosis and management of osteoporosis 2021](https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10366425/) — Osteoporosis and Sarcopenia (PubMed Central)
- [Epidemiology of hip fractures in Thailand](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38832991/) — Osteoporosis International (PubMed)
- [Prevalence of vertebral osteoporosis in Thai postmenopausal women under 70](https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42803871/) — Archives of Osteoporosis (PubMed)
- [กรมควบคุมโรคชวน “ป้องกันล้ม เพิ่มปีสุขภาพดีให้ผู้สูงวัย” เนื่องในวันผู้สูงอายุสากล 2569](https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=60600&deptcode=brc) — กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- [ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับคนไทย พ.ศ.2563](https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/book/194515) — กองโภชนาการ กรมอนามัย
