# Black Tuesday 1929: วันที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่ม ก่อนสหรัฐฯ เข้าสู่ Great Depression

> Black Tuesday 1929 คือวันที่ 29 ต.ค. ที่ดาวโจนส์ร่วงเกือบ 12% ต่อจาก Black Monday ที่ร่วงเกือบ 13% ตลาดหายเกือบครึ่งภายในกลางเดือน พ.ย. ตามบันทึกของเฟด

- ประเภท: อธิบาย · หมวด: History
- เผยแพร่: 2026-10-25T12:01:00.000Z · อัปเดต: 2026-10-25T12:01:00.000Z
- โดย: กองบรรณาธิการ THAI DATA, THAI DATA IT BUSINESS ENTERPRISE
- ที่มา: https://thaidata.co.th/history/black-tuesday-1929-wall-street-crash/

## สรุปประเด็นสำคัญ

- **Black Tuesday 1929** คือวันอังคารที่ **29 ตุลาคม 1929** ที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงเกือบ **12%** ต่อจาก Black Monday วันที่ **28 ตุลาคม** ที่ร่วงเกือบ **13%** ตามบันทึกของ Federal Reserve History
- ดาวโจนส์ขึ้นจาก **63** จุดในสิงหาคม 1921 เป็น **381.17** จุดเมื่อ **3 กันยายน 1929** แล้วลงไปปิดที่ **41.22** จุดเมื่อ **8 กรกฎาคม 1932** ต่ำกว่าจุดสูงสุด **89%** และกลับไปถึงระดับเดิมได้เมื่อ**พฤศจิกายน 1954**
- ช่วงฟองสบู่ นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นด้วยเงินกู้ จ่ายเงินสดเพียงราว **10%** ของราคา ที่เหลือกู้โดยใช้หุ้นเป็นหลักประกัน
- ตลาดหุ้นล่มเป็นหนึ่งในวิกฤตการเงินช่วงต้นของ **Great Depression** ซึ่งเฟดระบุว่ากินเวลา **1929–1941** และปริมาณเงินลดลงเกือบ **30%** ระหว่างปลายปี 1930 ถึงต้นปี 1933

Black Tuesday 1929 คือวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงเกือบ 12% ต่อจากวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคมที่ร่วงเกือบ 13% ตามบันทึกของ Federal Reserve History ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนดาวโจนส์หายไปเกือบครึ่ง และการล่มครั้งนั้นเป็นหนึ่งในวิกฤตการเงินช่วงต้นของ Great Depression ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ยาวและลึกที่สุดของสหรัฐอเมริกา

วันที่ 29 ตุลาคม 2026 ครบ 97 ปีของ Black Tuesday 1929 บทความนี้เรียบเรียงจากบทความประวัติศาสตร์ของ Federal Reserve History เว็บไซต์ของระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เล่าทั้งสาเหตุ วิธีที่เฟดรับมือ และบทเรียนที่ธนาคารกลางยังใช้อยู่

## Black Tuesday 1929 เกิดขึ้นอย่างไร

ทศวรรษ 1920 หรือ Roaring Twenties เป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ รุ่งเรือง รถยนต์ โทรศัพท์ และเทคโนโลยีใหม่แพร่หลาย คนทั่วไปเริ่มลงทุนในหุ้นและพันธบัตรมากขึ้น และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กพุ่งขึ้นจนดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 6 เท่า จาก 63 จุดในเดือนสิงหาคม 1921 เป็น 381 จุดในเดือนกันยายน 1929

หลังราคาขึ้นถึงจุดสูงสุด Irving Fisher นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังกล่าวว่าราคาหุ้นมาถึง "สิ่งที่ดูเหมือนที่ราบสูงถาวร" แต่ภายในไม่กี่สัปดาห์ตลาดกลับทิศ

- **กันยายน 1929** ราคาหุ้นแกว่งแรง ร่วงลงฉับพลันแล้วฟื้นเร็ว
- **ตุลาคม 1929** Charles E. Mitchell ประธาน National City Bank (ปัจจุบันคือ Citibank) และกลุ่มนายธนาคารพยายามกู้ความเชื่อมั่นด้วยการซื้อหุ้นล็อตใหญ่ในราคาสูงต่อหน้าสาธารณะ แต่ไม่สำเร็จ นักลงทุนเทขายอย่างหนัก
- **28 ตุลาคม 1929 (Black Monday)** ดาวโจนส์ร่วงเกือบ 13%
- **29 ตุลาคม 1929 (Black Tuesday)** ดาวโจนส์ร่วงอีกเกือบ 12%
- **กลางเดือนพฤศจิกายน 1929** ดาวโจนส์หายไปเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่า

ชื่อเรียกวันในแหล่งข้อมูลไม่ตรงกันทั้งหมด Federal Reserve History เรียกวันที่ 28 ตุลาคมว่า Black Monday และวันที่ 29 ตุลาคมว่า Black Tuesday ส่วนหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ (Library of Congress) เขียนถึง "การล่มของตลาดหุ้นวันที่ 28 ตุลาคม 1929" ว่าเป็นวันที่คนจดจำในชื่อ Black Tuesday บทความนี้ใช้ชื่อเรียกตามบันทึกของเฟด

![ฝูงชนรวมตัวอยู่หน้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กบนถนนวอลล์สตรีทหลังตลาดหุ้นล่มในเดือนตุลาคม 1929 ภาพนี้ Wikimedia Commons ระบุว่าถ่ายวันที่ 29 ตุลาคม 1929 ซึ่งตรงกับ Black Tuesday 1929](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/black-tuesday-1929-wall-street-crash/s-space-1025-black-tuesday-1929-crowd-nyse.webp?v=71dbd73e) _(ภาพ: US-gov / Wikimedia Commons (สาธารณสมบัติ))_

## ทำไม Black Tuesday 1929 จึงเกิด: เงินกู้ซื้อหุ้นและฟองสบู่

Federal Reserve History อธิบายว่าราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมาจากเงินกู้เป็นหลัก ธุรกิจใหม่อย่างบริษัทนายหน้า กองทรัสต์เพื่อการลงทุน และบัญชีมาร์จิน ทำให้คนทั่วไปซื้อหุ้นด้วยเงินยืมได้ง่าย

| กลไกช่วงฟองสบู่ | ข้อมูลตาม Federal Reserve History |
| --- | --- |
| เงินสดที่ผู้ซื้อหุ้นจ่ายเอง | ราว 10% ของราคา |
| ส่วนที่เหลือ | กู้มา โดยใช้หุ้นที่ซื้อเป็นหลักประกัน |
| แหล่งเงินกู้ | ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้กู้อื่นที่ปล่อยกู้ให้นายหน้า (call loans) |
| ท่าทีของเฟด | เห็นว่าการเก็งกำไรดึงทรัพยากรไปจากการค้าและอุตสาหกรรม |
| มาตรการของเฟดนิวยอร์ก | ขอขึ้นอัตรารับซื้อลด (discount rate) หลายครั้ง ถึง 6% ในเดือนสิงหาคม 1929 |

เมื่อเงินกู้ไหลเข้าตลาดหุ้น ราคาก็ยิ่งสูง แต่เมื่อราคาร่วง หลักประกันของเงินกู้ก็ลดค่าลงพร้อมกัน ฟองสบู่ที่สร้างจากหนี้จึงแตกเร็วและแรง

ที่สำคัญคือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมีผลข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจ เพราะในระบบมาตรฐานทองคำระหว่างประเทศ ธนาคารกลางประเทศอื่นต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม นโยบายการเงินตึงตัวจึงผลักเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและการค้าระหว่างประเทศหดตัว ขณะที่ฟองสบู่ในตลาดหุ้นยังโตต่อ

## ก่อน Black Tuesday 1929 เฟดถกเถียงกันเองว่าจะหยุดการเก็งกำไรอย่างไร

Federal Reserve History เล่าว่าผู้ว่าการธนาคารกลางสาขาหลายแห่งและเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการเฟด (Federal Reserve Board) เห็นว่าเงินไม่ควรไหลไปเก็งกำไรหุ้น คณะกรรมการยกข้อความในกฎหมายจัดตั้งเฟด (Federal Reserve Act) มาตรา 13 ซึ่งห้ามธนาคารกลางรับตั๋วหรือเอกสารที่ออกเพื่อซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์ลงทุนเป็นหลักประกันเงินกู้ ยกเว้นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แนวคิดเบื้องหลังคือทฤษฎี real bills ที่ว่าธนาคารกลางควรเพิ่มเงินเมื่อการผลิตและการค้าขยายตัว และลดเงินเมื่อเศรษฐกิจหดตัว

ปัญหาคือในปีของ Black Tuesday 1929 ผู้นำเฟดเห็นไม่ตรงกันว่าจะลงมืออย่างไร

- **คณะกรรมการเฟดในวอชิงตัน** ต้องการ "ลงมือโดยตรง" ขอให้ธนาคารกลางสาขาปฏิเสธการให้กู้แก่ธนาคารสมาชิกที่ปล่อยกู้ให้นักเก็งกำไร และเตือนประชาชนถึงอันตรายของการเก็งกำไร
- **George Harrison ผู้ว่าการเฟดนิวยอร์ก** ต้องการขึ้นอัตรารับซื้อลด ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนกู้ยืมของธนาคารโดยตรงและของผู้กู้ทุกรายทางอ้อม คณะกรรมการปฏิเสธคำขอของนิวยอร์กหลายครั้งในปี 1929 ก่อนยอมในเดือนสิงหาคม

ความล่าช้าและความเห็นที่แตกกันก่อน Black Tuesday 1929 เป็นภาพสะท้อนโครงสร้างของเฟดยุคนั้นที่แต่ละสาขาตัดสินใจเองได้มาก ซึ่ง Federal Reserve History ระบุว่าเป็นจุดอ่อนที่เห็นชัดในช่วงต้นของ Great Depression

## หลัง Black Tuesday 1929 ดาวโจนส์ใช้เวลา 25 ปีจึงกลับไปที่เดิม

หลัง Black Tuesday 1929 ตลาดไม่ได้ฟื้นเร็ว ดาวโจนส์ไหลลงต่อจนถึงฤดูร้อนปี 1932 ตัวเลขหลัง Black Tuesday 1929 ตาม Federal Reserve History ซึ่งอ้างข้อมูลจาก FRED ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเซนต์หลุยส์ มีดังนี้

| วันที่ | ดาวโจนส์ (จุด) | ความหมาย |
| --- | --- | --- |
| สิงหาคม 1921 | 63 | จุดเริ่มของขาขึ้นในทศวรรษ 1920 |
| 3 กันยายน 1929 | 381.17 | จุดปิดสูงสุดก่อนวิกฤต |
| 8 กรกฎาคม 1932 | 41.22 | จุดต่ำสุดของศตวรรษที่ 20 ต่ำกว่าจุดสูงสุด 89% |
| 23 พฤศจิกายน 1954 | กลับถึงระดับสูงสุดปี 1929 | ราว 25 ปีหลังวิกฤต |

![กราฟดัชนีดาวโจนส์จาก 63 จุดในสิงหาคม 1921 ขึ้นไป 381.17 จุดเมื่อ 3 กันยายน 1929 ก่อนลงไป 41.22 จุดเมื่อ 8 กรกฎาคม 1932 ตามข้อมูลของ Federal Reserve History](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/black-tuesday-1929-wall-street-crash/s-space-1025-black-tuesday-1929-dow-jones-chart.webp?v=26bfb8a8) _(ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Federal Reserve History (ข้อมูลจาก FRED)))_

## เฟดนิวยอร์กรับมือ Black Tuesday 1929 อย่างไร

เงินที่หนีออกจากตลาดหุ้นไหลเข้าธนาคารพาณิชย์ในนิวยอร์ก ธนาคารเหล่านี้ยังต้องรับเงินกู้ในตลาดหุ้นอีกหลายล้านดอลลาร์ ทำให้หลายแห่งขาดเงินสำรองชั่วคราว เฟดสาขานิวยอร์กจึงเข้าแทรกแซงทันที

- ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดเปิด (open market)
- เร่งปล่อยกู้ผ่านช่องทางกู้ยืมของธนาคารกลาง (discount window) และลดอัตรารับซื้อลด
- ยืนยันกับธนาคารพาณิชย์ว่าจะจัดหาเงินสำรองให้เท่าที่ต้องการ

ในช่วง Black Tuesday 1929 การกระทำของเฟดนิวยอร์กถูกวิจารณ์ว่าเกินอำนาจ แต่ Federal Reserve History ระบุว่าเมื่อมองย้อนหลัง มาตรการนี้ช่วยจำกัดวิกฤตในระยะสั้น ตลาดหุ้นล่มก็จริง แต่ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่กลางพายุยังเปิดทำการได้

## จาก Black Tuesday 1929 สู่ Great Depression

ตลาดหุ้นล่มทำร้ายการค้าและการผลิต คนกลัวตกงานและสูญเงินออม จึงลดการซื้อสินค้าราคาสูงที่ซื้อด้วยเงินผ่อนอย่างรถยนต์ บริษัทอย่าง Ford ลดการผลิตและพักงานคนงาน Federal Reserve History ระบุว่าผลของตลาดหุ้นล่มเริ่มจางลงภายในไม่กี่เดือน และฤดูใบไม้ร่วงปี 1930 เศรษฐกิจดูเหมือนจะฟื้น แต่ปัญหาในระบบธนาคารที่ตามมาเปลี่ยนภาวะถดถอยสั้น ๆ ให้กลายเป็นภาวะตกต่ำที่ยาวและลึกที่สุดของประเทศ

| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ตาม Federal Reserve History |
| --- | --- |
| สิงหาคม 1929 | เศรษฐกิจขาขึ้นของ Roaring Twenties สิ้นสุด Great Depression เริ่มต้น |
| ตุลาคม 1929 | ตลาดหุ้นล่ม (Black Monday 28 ต.ค. และ Black Tuesday 29 ต.ค.) |
| 1930–1931 | ธนาคารแตกตื่นเป็นระลอกในหลายภูมิภาค |
| 1931–1933 | วิกฤตการเงินระดับประเทศและระหว่างประเทศ |
| ปลายปี 1930–ต้นปี 1933 | ปริมาณเงินลดลงเกือบ 30% ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยลดลงใกล้เคียงกัน |
| มีนาคม 1933 | ระบบธนาคารพาณิชย์ล่ม ประธานาธิบดี Roosevelt ประกาศวันหยุดธนาคารทั่วประเทศ |
| 1933–1935 | ปฏิรูประบบการเงิน เช่น Banking Act of 1933 (Glass-Steagall) และ Banking Act of 1935 |
| 1937 | เศรษฐกิจถดถอยซ้ำ (double-dip) |
| 1941 | Great Depression สิ้นสุดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 |

ปี 2002 Ben Bernanke ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการเฟด กล่าวในงานเฉลิมฉลองวันเกิด 90 ปีของ Milton Friedman ว่า "เรื่อง Great Depression ... เราเป็นคนทำ เราขอโทษมาก ... เราจะไม่ทำอีก" โดย Federal Reserve History อธิบายว่า "เรา" หมายถึงผู้นำเฟดในยุคนั้น ที่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดการเก็งกำไรและไม่ได้ทำหน้าที่ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายเมื่อธนาคารแตกตื่น

![ภาพหน้าบทความ Stock Market Crash of 1929 บนเว็บไซต์ Federal Reserve History ที่บันทึกว่าดาวโจนส์ร่วงเกือบ 13% ใน Black Monday 28 ตุลาคม 1929](https://thaidata-co-th.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/thaidata.co.th/images/articles/black-tuesday-1929-wall-street-crash/s-space-1025-black-tuesday-1929-fed-history-page.webp?v=2a95b0ca) _(ภาพ: Federal Reserve History (ภาพหน้าจอ))_

## บทเรียนสำหรับองค์กรไทยวันนี้

Federal Reserve History สรุปว่าผู้นำธนาคารกลางได้บทเรียนจาก Black Tuesday 1929 อย่างน้อย 2 ข้อ คือธนาคารกลางต้องระวังเมื่อใช้นโยบายการเงินรับมือราคาหุ้น เพราะการตรวจจับและเจาะฟองสบู่ทำได้ยากและอาจมีผลข้างเคียงกว้าง และเมื่อตลาดหุ้นล่ม ความเสียหายจำกัดได้ด้วยแนวทางที่เฟดนิวยอร์กใช้ในปี 1929 คือเติมสภาพคล่องให้ระบบธนาคาร สำหรับองค์กรไทย บทเรียนที่ใช้ได้มีดังนี้

1. **หนี้ทำให้ฟองสบู่แตกแรงขึ้น** — บทเรียนแรกจาก Black Tuesday 1929 คือการซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินกู้เกือบทั้งหมดทำให้ราคาที่ลดลงเพียงเล็กน้อยกลายเป็นการบังคับขาย องค์กรที่ลงทุนหรือขยายกิจการด้วยเงินกู้ควรทดสอบว่าหากมูลค่าหลักประกันลดลงมาก กระแสเงินสดยังรับได้หรือไม่
2. **ความเชื่อมั่นซื้อด้วยเงินไม่ได้เสมอไป** — การที่กลุ่มนายธนาคารซื้อหุ้นต่อหน้าสาธารณะไม่ได้หยุดการเทขาย สิ่งที่ช่วยได้จริงคือสภาพคล่องที่ระบบการเงินเข้าถึงได้
3. **ผลกระทบไม่จบที่ตลาดหุ้น** — หลัง Black Tuesday 1929 วิกฤตส่งผ่านไปยังการบริโภค การผลิต และการจ้างงาน แผนรับมือความเสี่ยงขององค์กรจึงควรครอบคลุมยอดขายที่ลดลงและลูกค้าที่ชะลอการซื้อ ไม่ใช่เฉพาะมูลค่าพอร์ตลงทุน
4. **กติกาตลาดเกิดจากบทเรียน** — การปฏิรูประบบการเงินหลัง Great Depression คือต้นแบบของกลไกกำกับดูแลหลายอย่างที่ตลาดทั่วโลกใช้ ผู้สนใจกลไกหยุดการซื้อขายและความผันผวนในยุคใหม่อ่านต่อได้ในเรื่อง [Black Monday 1987](/history/black-monday-1987-stock-market-crash/) และ[ประวัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย](/history/stock-exchange-of-thailand-history-1975/)

ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและธุรกิจอื่นได้ที่หมวด[ประวัติศาสตร์](/history/)

## คำถามที่พบบ่อย

### Black Tuesday 1929 คือวันอะไร เกิดอะไรขึ้น?

Black Tuesday 1929 คือวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ที่ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงเกือบ 12% ต่อจากวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม (Black Monday) ที่ร่วงเกือบ 13% ตามบันทึกของ Federal Reserve History ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนดาวโจนส์หายไปเกือบครึ่ง

### ทำไมตลาดหุ้นล่มในปี 1929?

Federal Reserve History อธิบายว่าช่วงทศวรรษ 1920 ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากจากเงินกู้ นักลงทุนจ่ายเงินสดราว 10% แล้วกู้ส่วนที่เหลือ เฟดพยายามสกัดการเก็งกำไรด้วยการขึ้นดอกเบี้ยจนอัตรารับซื้อลดของเฟดนิวยอร์กถึง 6% ในเดือนสิงหาคม 1929 แต่ฟองสบู่ยังโตต่อ จนนักลงทุนเทขายพร้อมกันในเดือนตุลาคม

### ดาวโจนส์ใช้เวลานานเท่าไรจึงกลับไปถึงระดับก่อนวิกฤต 1929?

ดาวโจนส์ปิดสูงสุดที่ 381.17 จุดเมื่อ 3 กันยายน 1929 ลงไปต่ำสุดที่ 41.22 จุดเมื่อ 8 กรกฎาคม 1932 และกลับไปถึงระดับเดิมได้เมื่อ 23 พฤศจิกายน 1954 หรือราว 25 ปีหลัง Black Tuesday 1929 ตามข้อมูลที่ Federal Reserve History อ้างจาก FRED

### Black Tuesday 1929 ต่างจาก Black Monday 1987 อย่างไร?

Black Tuesday 1929 เป็นส่วนหนึ่งของการล่มหลายวันในเดือนตุลาคม 1929 (ดาวโจนส์ร่วงเกือบ 13% วันที่ 28 และเกือบ 12% วันที่ 29) ซึ่งเฟดระบุว่าเป็นหนึ่งในวิกฤตช่วงต้นของ Great Depression ส่วน Black Monday คือวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ที่ดาวโจนส์ร่วง 22.6% ในวันเดียว ห่างกันราว 58 ปี


## แหล่งอ้างอิง

- [Stock Market Crash of 1929](https://www.federalreservehistory.org/essays/stock-market-crash-of-1929) — Federal Reserve History
- [The Great Depression](https://www.federalreservehistory.org/essays/great-depression) — Federal Reserve History
- [This Month in Business History: October](https://guides.loc.gov/this-month-in-business-history/october) — Library of Congress
