ข้ามไปยังเนื้อหา
Historyอธิบาย

ประวัติ World Wide Web: จากข้อเสนอของ Tim Berners-Lee ที่ CERN ปี 1989 สู่เว็บของทุกคน

World Wide Web เริ่มจากข้อเสนอของ Tim Berners-Lee ที่ CERN เมื่อมีนาคม 1989 CERN ยกซอฟต์แวร์เว็บเป็นสาธารณสมบัติ 30 เมษายน 1993 และ Mosaic พาเว็บสู่คนทั่วไป

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 13 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
คอมพิวเตอร์ NeXTcube ที่ Tim Berners-Lee ใช้เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์เครื่องแรกของ World Wide Web จัดแสดงใน Microcosm ของ CERN เมื่อปี 2005 ตัวเครื่องมีป้าย PROPRIETE CERN และป้ายลายมือหมึกแดงที่ลอกไปบางส่วนว่า This machine is a server. DO NOT POWER IT DOWN!! บนแป้นพิมพ์มีสำเนาข้อเสนอ Information Management: A Proposal
ภาพ: Coolcaesar / Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • World Wide Web เริ่มจากข้อเสนอ "Information Management: A Proposal" ที่ Tim Berners-Lee เขียนที่ CERN ในเดือน มีนาคม 1989 เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลสูญหายเมื่อคนย้ายงาน และเป็นข้อเสนอฉบับทางการร่วมกับ Robert Cailliau ในเดือนพฤศจิกายน 1990
  • ปลายปี 1990 เซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์ตัวแรกของ World Wide Web ทำงานบนคอมพิวเตอร์ NeXT ที่ CERN เว็บไซต์แรกของโลกอยู่ที่ info.cern.ch และ Berners-Lee ประกาศโครงการใน newsgroup alt.hypertext เมื่อ 6 สิงหาคม 1991
  • เมื่อ 30 เมษายน 1993 CERN สละสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดในซอฟต์แวร์ World Wide Web ปีเดียวกัน NCSA ออกเบราว์เซอร์ Mosaic และปลายปีมีเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่รู้จักกว่า 500 เครื่อง
  • W3C (World Wide Web Consortium) ระบุว่าก่อตั้งที่ MIT ในเดือน ตุลาคม 1994 ส่วนหอจดหมายเหตุของ CERN ระบุมกราคม 1995 และ CERN นับได้ว่าปลายปี 1994 เว็บมีเซิร์ฟเวอร์ 10,000 เครื่องและผู้ใช้ 10 ล้านคน
  • คำวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลสหรัฐฯ ในคดี Microsoft ระบุว่าส่วนแบ่งการใช้งาน Netscape Navigator ลดจากกว่า 80% ในมกราคม 1996 เหลือ 55% ในพฤศจิกายน 1997 ขณะที่ Internet Explorer เพิ่มจากราว 5% เป็น 36%

World Wide Web หรือเว็บ เริ่มต้นจากเอกสาร "Information Management: A Proposal" ที่ Tim Berners-Lee นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเขียนขณะทำงานที่ CERN ในเดือนมีนาคม 1989 ปลายปี 1990 เว็บเซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์ตัวแรกก็ทำงานบนคอมพิวเตอร์ NeXT และเมื่อ 30 เมษายน 1993 CERN ประกาศสละสิทธิ์ในซอฟต์แวร์เว็บ เปิดให้ทุกคนนำไปใช้และพัฒนาต่อได้ฟรี

บทความนี้เล่าว่าเว็บเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร ไปถึงคนทั่วไปผ่าน Mosaic และ Netscape อย่างไร ทำไมต้องมี W3C สงครามเบราว์เซอร์จบลงอย่างไร และ World Wide Web ต่างจากอินเทอร์เน็ตตรงไหน ข้อเท็จจริงมาจากหน้าประวัติของ CERN และ W3C เอกสารต้นฉบับของ Berners-Lee พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย และเอกสารคดีของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนที่แหล่งข้อมูลระบุไม่ตรงกันแสดงไว้ทั้งสองแบบ

CERN มีปัญหาอะไรจน World Wide Web ต้องเกิดขึ้น

CERN อธิบายว่าเว็บถูกคิดขึ้นเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันทั่วโลกแบ่งปันข้อมูลกันได้โดยอัตโนมัติ ชุมชนของ CERN วันนี้มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 17,000 คนจากกว่า 100 ประเทศ ส่วนใหญ่ทำงานที่สถาบันในประเทศของตนและแวะมา CERN เป็นช่วง ๆ เครื่องมือสื่อสารที่ไว้ใจได้จึงจำเป็น

ข้อเสนอฉบับมีนาคม 1989 ตั้งต้นจากปัญหาที่องค์กรจำนวนมากยังเจอวันนี้ คือความรู้หายไปพร้อมคน Berners-Lee เขียนว่าคนที่ CERN มักอยู่ราวสองปี ข้อมูลจึงสูญหายอยู่ตลอด และหลายครั้งข้อมูลถูกบันทึกไว้แล้วแต่หาไม่เจอ ทางออกที่เขาเสนอคือระบบไฮเปอร์เท็กซ์แบบกระจาย โดยมองว่า "web" ของบันทึกที่ลิงก์ถึงกันมีประโยชน์กว่าการจัดเก็บเป็นลำดับชั้นตายตัว

หน้าเอกสารฉบับนี้บนเว็บไซต์ W3C มีบันทึกของ Berners-Lee ว่าตอนนั้นเขาเรียกระบบนี้ว่า "Mesh" และเพิ่งเลือกชื่อ "World Wide Web" ตอนเขียนโค้ดในปี 1990 หอจดหมายเหตุของ CERN ระบุว่างานนี้ได้แรงสนับสนุนจาก Mike Sendall หัวหน้าของเขา ส่วน CERN Document Server เก็บข้อเสนอไว้ทั้งฉบับมีนาคม 1989 ที่มีลายมือเขียนกำกับและฉบับพฤษภาคม 1990

หน้าเอกสาร Information Management: A Proposal ของ Tim Berners-Lee ที่ CERN ลงวันที่ March 1989, May 1990 บนเว็บไซต์ W3C พร้อมบันทึกว่าตอนนั้นระบบนี้ชื่อ Mesh และแผนภาพที่โยงไฮเปอร์เท็กซ์ ENQUIRE, CERNDOC, uucp News และ VAX/NOTES เข้ากับข้อเสนอ
ข้อเสนอ Information Management: A Proposal ฉบับแปลงเป็น HTML บนเว็บไซต์ W3C แผนภาพตรงกลางยังเรียกระบบนี้ว่า "Mesh" ก่อนได้ชื่อ World Wide Web ในปี 1990 ภาพ: W3C (ภาพหน้าจอ)

ข้อเสนอ World Wide Web ฉบับทางการกับ Robert Cailliau ปี 1990

CERN ระบุว่า Berners-Lee ปรับข้อเสนอร่วมกับ Robert Cailliau วิศวกรระบบชาวเบลเยียม จนเป็นข้อเสนอต่อฝ่ายบริหารฉบับทางการในเดือนพฤศจิกายน 1990 เอกสารนี้วางแนวคิดหลักและนิยามคำสำคัญของเว็บ โดยอธิบาย "โครงการไฮเปอร์เท็กซ์" ชื่อ "WorldWideWeb" ที่ "เอกสารไฮเปอร์เท็กซ์" ซึ่งเชื่อมกันเป็น "web" จะถูกเปิดดูผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า "browser"

W3C บันทึกว่าในเดือนตุลาคม 1990 Berners-Lee เขียนเว็บเซิร์ฟเวอร์ตัวแรกของ World Wide Web ชื่อ "httpd" และโปรแกรมฝั่งผู้ใช้ตัวแรกชื่อ "WorldWideWeb" ซึ่งเป็นทั้งเบราว์เซอร์และโปรแกรมแก้ไขหน้าเว็บ เขายังเขียน HTML (HyperText Markup Language) รุ่นแรก และร่างข้อกำหนดของ URI, HTTP และ HTML ที่ถูกปรับปรุงต่อเมื่อเทคโนโลยีนี้แพร่ออกไป

ข่าวประชาสัมพันธ์ของ CERN ปี 2003 ระบุว่า World Wide Web เป็นหนึ่งในหลายระบบช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่ตั้งใจทำให้ใช้อินเทอร์เน็ตง่ายขึ้น และไปได้ไกลกว่าระบบอื่นส่วนหนึ่งเพราะ CERN มีความเชี่ยวชาญด้านเครือข่าย มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมงานกันทั่วโลก และเปิดกว้างแบบมหาวิทยาลัย

คอมพิวเตอร์ NeXT และเว็บไซต์แรกที่ info.cern.ch

ปลายปี 1990 เซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์ตัวแรกทำงานที่ CERN แล้ว Berners-Lee เขียนโค้ดบนคอมพิวเตอร์ NeXT เครื่องเดียวกับที่ใช้เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์และตั้งไว้ในห้องทำงาน เครื่องนี้มีป้ายเขียนด้วยหมึกแดงว่า "This machine is a server. DO NOT POWER IT DOWN!!" เพื่อกันคนเผลอปิดเครื่อง

CERN ระบุว่า info.cern.ch เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์และเว็บเซิร์ฟเวอร์แห่งแรกของโลก หน้าแรกอยู่ที่ http://info.cern.ch/hypertext/WWW/TheProject.html เนื้อหาเป็นเรื่องโครงการ World Wide Web เอง ทั้งคำอธิบายไฮเปอร์เท็กซ์ วิธีตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ และลิงก์ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่นเมื่อเริ่มมีขึ้น หน้าในยุคแรกยังลิงก์ไปยังข้อมูลที่คนใน CERN ใช้ประจำ เช่น สมุดโทรศัพท์และคู่มือใช้คอมพิวเตอร์กลาง ช่วงนั้นยังไม่มีเสิร์ชเอนจิน การค้นหาอาศัยคำสำคัญ

เบราว์เซอร์บน NeXT ของ Berners-Lee มีความสามารถหลายอย่างที่เบราว์เซอร์ปัจจุบันมี และยังแก้ไขหน้าเว็บได้จากในเบราว์เซอร์ CERN จึงนับว่าเป็นเครื่องมือแก้ไขเว็บตัวแรก ในปี 2013 CERN เริ่มโครงการกู้คืนเว็บไซต์แรก ซึ่งยังเปิดดูได้ที่ info.cern.ch

หน้า World Wide Web ที่ info.cern.ch/hypertext/WWW/TheProject.html ซึ่ง CERN สร้างขึ้นใหม่จากเว็บไซต์แรกของโลก มีลิงก์ What's out there?, Help, Software Products, Technical, Bibliography, People, History, How can I help และ Getting code
หน้าเว็บแรกของโลกฉบับที่ CERN สร้างขึ้นใหม่ที่ info.cern.ch เนื้อหาเป็นเรื่องโครงการ World Wide Web เอง พร้อมลิงก์ไปยังรายชื่อเซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์ และวิธีรับโค้ดผ่าน anonymous FTP ภาพ: CERN (ภาพหน้าจอ)

World Wide Web ออกจาก CERN ในปี 1991

คนที่มีคอมพิวเตอร์ NeXT มีไม่มาก ทีมจึงทำเบราว์เซอร์แบบ line-mode ที่เรียบง่ายกว่าและรันได้บนแทบทุกระบบ ผู้เขียนคือ Nicola Pellow ระหว่างฝึกงานที่ CERN ตามหน้าประวัติของ CERN ชุดซอฟต์แวร์ World Wide Web ปี 1991 มีทั้งเบราว์เซอร์ line-mode ซอฟต์แวร์เว็บเซิร์ฟเวอร์ และไลบรารีสำหรับนักพัฒนา เปิดให้เพื่อนร่วมงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ของ CERN ในเดือนมีนาคม 1991 แต่อีกหน้าหนึ่งของ CERN ระบุว่าเบราว์เซอร์ line-mode เปิดตัวในปี 1992

วันที่ 6 สิงหาคม 1991 Berners-Lee โพสต์ใน newsgroup alt.hypertext แนะนำว่าโครงการ World Wide Web มุ่งให้ลิงก์ไปยังข้อมูลใดก็ได้ในที่ใดก็ได้ พร้อมให้ที่อยู่ของหน้าแรกไว้ลองเปิด ความสนใจจึงกระจายไปทั่วโลก ธันวาคม 1991 เว็บเซิร์ฟเวอร์แห่งแรกในสหรัฐฯ เปิดที่ Stanford Linear Accelerator Center (SLAC) จากความพยายามของ Paul Kunz และ Louise Addis

ทีมเล็ก ๆ ของ CERN ทำงานทั้งหมดเองไม่ไหว Berners-Lee จึงชวนนักพัฒนาภายนอกผ่านอินเทอร์เน็ต เกิดเบราว์เซอร์อีกหลายตัว ส่วนใหญ่สำหรับ X Window System เช่น MIDAS ของ Tony Johnson จาก SLAC, Viola ของ Pei Wei จาก O'Reilly และ Erwise ของนักศึกษา Helsinki University of Technology

30 เมษายน 1993: วันที่ World Wide Web เป็นของทุกคน

CERN บันทึกว่าเมื่อ 30 เมษายน 1993 CERN ออกแถลงการณ์ให้ซอฟต์แวร์เว็บสามส่วน ได้แก่ เบราว์เซอร์ line-mode พื้นฐาน เซิร์ฟเวอร์พื้นฐาน และไลบรารีโค้ดกลาง เป็นสาธารณสมบัติ แถลงการณ์ระบุว่า "CERN relinquishes all intellectual property rights to this code, both source and binary" และอนุญาตให้ทุกคนใช้ ทำซ้ำ แก้ไข และแจกจ่ายต่อได้

ต่อมา CERN เลือกใช้ใบอนุญาตแบบเปิด François Flückiger ผู้รับช่วงทีมต่อจาก Berners-Lee ประกาศเมื่อ 15 พฤศจิกายน 1994 ว่าซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์รุ่น 3 ยังใช้ได้ฟรี แต่ CERN จะถือลิขสิทธิ์ไว้เพื่อกันไม่ให้ใครนำไปปิดเป็นซอฟต์แวร์ของตนและเพื่อรักษาการให้เครดิต นี่คือใบอนุญาตโอเพนซอร์สแบบแรกของ CERN และเป็นซอฟต์แวร์เว็บรุ่นสุดท้ายที่ CERN ออกเอง ในเดือนกรกฎาคม 1995 MIT ออกรุ่น 3.1 ต่อยอดจากรุ่นนี้

ในวาระครบสิบปี CERN อ้างคำพูดของ Berners-Leeว่า "CERN's decision to make the Web foundations and protocols available on a royalty free basis, and without additional impediments, was crucial to the Web's existence." หรือการเปิดรากฐานและโปรโตคอลของเว็บแบบไม่เก็บค่าสิทธิ์คือสิ่งที่ทำให้เว็บมีอยู่ได้

Mosaic พา World Wide Web จากห้องแล็บไปถึงคนทั่วไป

Mosaic เป็นผลงานของ National Center for Supercomputing Applications (NCSA) ที่ University of Illinois Illinois Distributed Museum ของมหาวิทยาลัย ระบุว่า Marc Andreessen นักศึกษาที่เป็นโปรแกรมเมอร์ของ NCSA ร่วมกับ Eric Bina และคนอื่น ๆ ปล่อย Mosaic เมื่อ 23 มกราคม 1993 หน้าประวัติของ NCSA ระบุมกราคม 1993 เช่นกัน แต่ข่าวประชาสัมพันธ์ของ CERN ปี 2003 ระบุว่า NCSA ออก Mosaic อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 1993

จุดเด่นที่มหาวิทยาลัยบันทึกไว้คือภาพแสดงแทรกอยู่ในข้อความ ไม่ต้องเปิดในหน้าต่างใหม่แบบเบราว์เซอร์รุ่นก่อน CERN ระบุว่า Mosaic เริ่มบน X Window System แล้วตามด้วยรุ่นสำหรับพีซีและ Macintosh เบราว์เซอร์ที่ใช้ง่ายบนเครื่องยอดนิยมทำให้เว็บแพร่เร็วทันที

NCSA ระบุว่าเมื่อ Mosaic ขึ้นปกหน้าธุรกิจของ New York Times ในเดือนธันวาคม 1993 มีคนดาวน์โหลดเดือนละกว่า 5,000 ชุด ปลายปีนั้น CERN นับเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่รู้จักได้กว่า 500 เครื่อง NCSA ยังออกเว็บเซิร์ฟเวอร์ HTTPd ในปี 1993 ซึ่งภายหลังเป็นฐานของ Apache HTTP Server

หน้าต่างเบราว์เซอร์ NCSA Mosaic for X แสดงหน้าเว็บของ National Center for Supercomputing Applications at the University of Illinois พร้อมช่อง Document Title, Document URL และปุ่ม Back, Forward, Home, Reload ด้านล่าง
NCSA Mosaic for X ในภาพหน้าจอที่ Charles Severance บันทึกภายหลังเมื่อ ค.ศ. 2013 ขณะเปิดเว็บไซต์ของ NCSA หน้าต่างมีช่องชื่อเอกสาร ช่อง URL และปุ่ม Back, Forward และ Home ภาพ: Charles Severance / Wikimedia Commons (CC0)

ปี 1994 ปีแห่งเว็บ และการเกิดของ W3C

CERN เรียกปี 1994 ว่า "Year of the Web" งานประชุม World Wide Web นานาชาติครั้งแรกจัดที่ CERN ในเดือนพฤษภาคม 1994 ตามที่ Robert Cailliau ริเริ่ม และได้ฉายาว่า "Woodstock of the Web" จำนวนผู้เข้าร่วมระบุไม่ตรงกัน หน้าประวัติบน home.cern ระบุ 380 คน ส่วนหอจดหมายเหตุของ CERN ระบุ 400 คน งานครั้งที่สองที่สหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมมีผู้ร่วม 1,300 คน ปลายปี 1994 World Wide Web มีเซิร์ฟเวอร์ 10,000 เครื่อง เป็นของภาคธุรกิจ 2,000 เครื่อง และมีผู้ใช้ 10 ล้านคน

เพื่อให้เว็บเป็นมาตรฐานเปิดที่ไม่มีใครผูกขาด CERN เสนอโครงการ "WebCore" ต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศร่วมกับ MIT W3C ระบุว่า Berners-Lee ก่อตั้ง World Wide Web Consortium ที่ MIT Laboratory for Computer Science ในเดือนตุลาคม 1994 ร่วมกับ CERN โดยได้รับการสนับสนุนจาก DARPA และคณะกรรมาธิการยุโรป แต่หอจดหมายเหตุของ CERN ระบุว่า W3C ก่อตั้งในเดือนมกราคม 1995

CERN ตัดสินใจว่าการพัฒนาเว็บต่อไม่ใช่ภารกิจหลักของห้องแล็บ ขณะที่โครงการ LHC ใกล้ได้รับอนุมัติ บทบาทฝั่งยุโรปจึงส่งต่อให้ Inria ของฝรั่งเศสในเดือนเมษายน 1995 ตามด้วย Keio University ของญี่ปุ่นในปี 1996

Netscape กับ Internet Explorer: สงครามเบราว์เซอร์

Computer History Museum (CHM) บันทึกว่า Marc Andreessen กับ Jim Clark ผู้ก่อตั้ง Silicon Graphics ตั้งบริษัท Mosaic Communications Corp. เมื่อ 4 เมษายน 1994 CHM ระบุว่าชื่อนี้ทำให้ NCSA ฟ้อง การเปลี่ยนชื่อเป็นเงื่อนไขของการยอมความ บริษัทจึงใช้ชื่อเบราว์เซอร์ Netscape เป็นชื่อบริษัท และดึง Eric Bina กับทีม Mosaic ส่วนใหญ่มาร่วมงาน

ศาลแขวงสหรัฐฯ บันทึกในคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า Netscape Navigator ออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม 1994 เป็นเบราว์เซอร์กราฟิกตัวแรกที่ได้รับความนิยมกว้างขวางและขายเชิงพาณิชย์ ส่วน Microsoft ออก Internet Explorer ในเดือนกรกฎาคม 1995 ซึ่ง CHM ระบุว่าพัฒนาจาก Mosaic รุ่นที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์ ในบันทึก "Internet Tidal Wave" ปี 1995 Bill Gates เขียนว่า "I assign the Internet the highest level of importance."

Netscape เข้าตลาดหุ้นในเดือนสิงหาคม 1995 CHM ระบุวันที่ 8 สิงหาคม ราคาหุ้นพุ่งจาก 28 เป็น 75 ดอลลาร์สหรัฐก่อนปิดวันแรกที่ 58 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Illinois Distributed Museum ระบุวันที่ 9 สิงหาคม ทั้งสองแหล่งมองว่า IPO ครั้งนี้เปิดยุคดอตคอม ซึ่งต่อมาจบลงด้วยฟองสบู่ดอตคอมปี 2000

คดี Microsoft และสิ่งที่เหลือจาก Netscape

CHM ระบุว่า Internet Explorer มากับ Windows 95 โดยไม่คิดเงินเพิ่ม ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีของรัฐ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดคดีฟ้อง Microsoft เมื่อ 18 พฤษภาคม 1998 คำวินิจฉัยข้อเท็จจริงลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 1999 อ้างตัวเลขประมาณการที่ผู้บริหาร Microsoft ใช้ประกอบคำให้การว่า ส่วนแบ่งการใช้งาน Navigator ลดจากกว่า 80% ในมกราคม 1996 เหลือ 55% ในพฤศจิกายน 1997 ส่วน Internet Explorer เพิ่มจากราว 5% เป็น 36% ศาลเห็นว่าคุณภาพที่ดีขึ้นและการแจกฟรีพร้อม Windows มีส่วนต่อผลนี้ แต่ส่วนแบ่งจะไม่เปลี่ยนมากขนาดนั้นหาก Microsoft ไม่ใช้อำนาจผูกขาดเพื่อเป้าหมายนี้

Microsoft อุทธรณ์ทั้งข้อกฎหมายและคำสั่งเยียวยา ศาลอุทธรณ์ตัดสินเมื่อ 28 มิถุนายน 2001 ยืนคำพิพากษาบางส่วนว่า Microsoft ใช้วิธีที่ขัดต่อการแข่งขันเพื่อรักษาการผูกขาดตลาดระบบปฏิบัติการ กลับคำวินิจฉัยเรื่องพยายามผูกขาดตลาดเบราว์เซอร์ ส่งประเด็นการผูกขายเบราว์เซอร์กับระบบปฏิบัติการกลับไปพิจารณาใหม่ และเพิกถอนคำสั่งแยกบริษัท คำพิพากษาขั้นสุดท้ายออกเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2002

Mozilla ระบุว่า Netscape เปิดซอร์สโค้ดชุดเบราว์เซอร์ในปี 1998 จนเกิดโครงการ Mozilla ถึงปี 2002 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 90% ใช้ Internet Explorer จากนั้น Firefox 1.0 ออกในปี 2004 และถูกดาวน์โหลดเกิน 100 ล้านครั้งในไม่ถึงปี

World Wide Web ต่างจากอินเทอร์เน็ตอย่างไร

อินเทอร์เน็ตคือเครือข่ายที่เชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน มีรากมาจาก ARPANET ส่วน World Wide Web คือระบบข้อมูลที่ทำงานบนเครือข่ายนั้น CERN อธิบายว่าแนวคิดของเว็บคือการรวมคอมพิวเตอร์ เครือข่ายข้อมูล และไฮเปอร์เท็กซ์ ให้เป็นระบบข้อมูลระดับโลกที่ใช้ง่าย และนักวิทยาศาสตร์ในการทดลองยุคนั้นพร้อมรับวิธีใหม่ในการแบ่งปันข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต

ตัวเลขของ CERN ช่วยให้เห็นความต่าง ปลายปี 1993 เว็บมีสัดส่วนเพียง 1% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต ที่เหลือคือการเข้าใช้เครื่องระยะไกล อีเมล และการโอนไฟล์ ซึ่งล้วนเป็นบริการบนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ใช่เว็บ โพสต์ปี 1991 ของ Berners-Lee ก็ระบุว่าเบราว์เซอร์รุ่นแรกเปิดไฟล์ผ่าน anonymous FTP ได้ด้วย

องค์ประกอบที่ Berners-Lee ร่างไว้ตามที่ W3C บันทึก คือสิ่งที่ทำให้เว็บเป็นเว็บ

  • URI หรือ URL ที่อยู่ของเอกสาร โพสต์ปี 1991 อธิบายว่าประกอบด้วยวิธีเข้าถึง ชื่อเครื่อง และพาธ
  • HTTP โปรโตคอลรับส่งเอกสารระหว่างเบราว์เซอร์กับเว็บเซิร์ฟเวอร์อย่าง httpd
  • HTML ภาษาจัดรูปแบบเอกสารที่ฝังลิงก์ได้ และกลายเป็นรูปแบบหลักของการเผยแพร่บนเว็บ

World Wide Web ในประเทศไทยช่วงแรก

กรณีศึกษาประวัติอินเทอร์เน็ตไทยของ NSRC มหาวิทยาลัยออริกอน บันทึกว่าในช่วง พ.ศ. 2535–2536 (ค.ศ. 1992–1993) Trin Tantsetthi อาสาสมัครที่ช่วยงานเครือข่ายไทยสารมาตั้งแต่ต้น ตั้งเซิร์ฟเวอร์ gopher, ftp, news และ World Wide Web ชุดแรกของไทยเพื่อให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศใช้สื่อสาร

หลังอินเทอร์เน็ตไทยเปิดเชิงพาณิชย์ หนังสือพิมพ์เริ่มเผยแพร่บนเว็บ NSRC ยกตัวอย่าง Bangkok Post ที่รายงานข่าวเลือกตั้ง พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) สดบนเว็บ เส้นทางของอินเทอร์เน็ตไทยตั้งแต่อีเมลฉบับแรกอ่านต่อได้ที่ประวัติอินเทอร์เน็ตไทย

ลำดับเหตุการณ์ World Wide Web ตั้งแต่ปี 1989 ถึง 2004

ปี/วันที่ เหตุการณ์
มี.ค. 1989 Berners-Lee เขียนข้อเสนอ Information Management: A Proposal
ต.ค. 1990 httpd และเบราว์เซอร์ WorldWideWeb ตัวแรก
พ.ย. 1990 ข้อเสนอฉบับทางการร่วมกับ Robert Cailliau
มี.ค. 1991 ซอฟต์แวร์ WWW เปิดให้คนใน CERN
6 ส.ค. 1991 ประกาศโครงการ World Wide Web ใน alt.hypertext
ธ.ค. 1991 SLAC เปิดเว็บเซิร์ฟเวอร์แรกในสหรัฐฯ
ม.ค. 1993 (CERN ระบุ พ.ย. 1993) NCSA ออก Mosaic
30 เม.ย. 1993 CERN ยกซอฟต์แวร์ World Wide Web เป็นสาธารณสมบัติ
4 เม.ย. 1994 ตั้ง Mosaic Communications ต่อมาคือ Netscape
พ.ค. 1994 งานประชุม WWW นานาชาติครั้งแรกที่ CERN
ต.ค. 1994 (CERN ระบุ ม.ค. 1995) ตั้ง W3C ที่ MIT
ธ.ค. 1994 Netscape Navigator ออกสู่ตลาด
ก.ค. 1995 Internet Explorer รุ่นแรก
8 หรือ 9 ส.ค. 1995 Netscape เข้าตลาดหุ้น
18 พ.ค. 1998 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ฟ้อง Microsoft
1998 Netscape เปิดซอร์สโค้ด เกิดโครงการ Mozilla
28 มิ.ย. 2001 ศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งแยกบริษัท Microsoft
2004 Firefox 1.0
เส้นเวลา World Wide Web: ข้อเสนอของ Tim Berners-Lee มี.ค. 1989, ข้อเสนอฉบับทางการกับ Robert Cailliau พ.ย. 1990, เซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์แรกบน NeXT ปลายปี 1990, ประกาศใน alt.hypertext 6 ส.ค. 1991, Mosaic ม.ค. 1993, CERN ยกซอฟต์แวร์เป็นสาธารณสมบัติ 30 เม.ย. 1993, ตั้ง W3C ต.ค. 1994, Netscape Navigator ธ.ค. 1994, Internet Explorer ก.ค. 1995, โครงการ Mozilla 1998 และ Firefox 1.0 ปี 2004
เส้นเวลา World Wide Web จากข้อเสนอปี 1989 ถึง Firefox 1.0 ปี 2004 ปีที่แหล่งข้อมูลระบุไม่ตรงกันแสดงไว้ทั้งสองแบบ ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: CERN, W3C, NCSA, UIUC, ศาลและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และ Mozilla)

มรดกที่เหลือถึงปัจจุบัน

  • มาตรฐานเปิดที่ไม่เก็บค่าสิทธิ์ยังเป็นกติกาหลัก นโยบายสิทธิบัตรของ W3C ฉบับ 15 พฤษภาคม 2025 ตั้งเป้าให้ข้อกำหนดของ World Wide Web ที่ W3C ออกนำไปใช้ได้แบบ Royalty-Free สอดคล้องกับหลักไม่เก็บค่าสิทธิ์ที่ Berners-Lee บอกว่าทำให้เว็บมีอยู่ได้
  • W3C ยังดูแลมาตรฐานของ World Wide Web และเริ่มปี 2023 ในฐานะองค์กรไม่แสวงกำไรเพื่อประโยชน์สาธารณะ แทนรูปแบบที่มีสถาบันเจ้าภาพสี่แห่ง
  • ซอฟต์แวร์ยุคแรกยังมีลูกหลาน HTTPd ของ NCSA เป็นฐานของ Apache HTTP Server ส่วนโค้ดที่ Netscape เปิดในปี 1998 กลายเป็นโครงการ Mozilla และ Firefox
  • ปัญหาที่เว็บตั้งใจแก้ยังอยู่ในองค์กร ข้อเสนอปี 1989 เกิดจากข้อมูลที่หายไปเมื่อคนย้ายงานและเอกสารที่มีอยู่แต่หาไม่เจอ องค์กรไทยที่เก็บความรู้ในไฟล์กระจัดกระจายเจอปัญหาเดียวกัน การให้เอกสารมีที่อยู่ถาวร ลิงก์ถึงกัน และค้นได้ คือหลักเดียวกับที่ Berners-Lee เสนอ
  • พึ่งมาตรฐานมากกว่าผู้ขายรายเดียว ส่วนแบ่งของ Navigator ที่ลดจากกว่า 80% เหลือ 55% ในเวลาไม่ถึงสองปีบอกว่าตลาดเปลี่ยนเร็ว ระบบภายในที่สร้างบนมาตรฐานของ W3C จึงเปลี่ยนเบราว์เซอร์หรือผู้ให้บริการได้ง่ายกว่าระบบที่ผูกกับความสามารถเฉพาะของผู้ผลิตรายเดียว

เรื่องราวเบื้องหลังเทคโนโลยีอื่นอ่านต่อได้ในหมวดประวัติศาสตร์

คำถามที่พบบ่อย

World Wide Web คืออะไร ใครเป็นผู้คิดค้น?

World Wide Web คือระบบข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์ที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต เอกสารแต่ละหน้ามีที่อยู่ของตัวเองและลิงก์ถึงกันได้ Tim Berners-Lee นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคิดค้นขณะทำงานที่ CERN ในปี 1989 และ W3C ระบุว่าเขาเขียนเว็บเซิร์ฟเวอร์ httpd กับเบราว์เซอร์ WorldWideWeb ตัวแรกในเดือนตุลาคม 1990

World Wide Web กับอินเทอร์เน็ตต่างกันอย่างไร?

อินเทอร์เน็ตคือเครือข่ายที่เชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน ส่วน World Wide Web คือบริการหนึ่งที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต ใช้ URL, HTTP และ HTML เชื่อมเอกสารด้วยลิงก์ CERN ระบุว่าปลายปี 1993 เว็บมีสัดส่วนเพียง 1% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต ที่เหลือเป็นการเข้าใช้เครื่องระยะไกล อีเมล และการโอนไฟล์

เว็บไซต์แรกของโลกคืออะไร ยังเปิดดูได้ไหม?

เว็บไซต์แรกของโลกอยู่ที่ info.cern.ch ทำงานบนคอมพิวเตอร์ NeXT ของ Tim Berners-Lee ที่ CERN หน้าแรกมีที่อยู่ http://info.cern.ch/hypertext/WWW/TheProject.html และมีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการ World Wide Web เอง CERN เริ่มโครงการกู้คืนเว็บไซต์นี้ในปี 2013 และยังเปิดดูได้ที่ info.cern.ch

CERN ทำอะไรกับซอฟต์แวร์ World Wide Web เมื่อ 30 เมษายน 1993?

CERN ออกแถลงการณ์ให้ซอฟต์แวร์เว็บสามส่วน คือเบราว์เซอร์ line-mode เซิร์ฟเวอร์พื้นฐาน และไลบรารีโค้ดกลาง เป็นสาธารณสมบัติ โดยสละสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดและอนุญาตให้ทุกคนใช้ แก้ไข และแจกจ่ายต่อได้ ต่อมาปลายปี 1994 CERN ประกาศว่าซอฟต์แวร์รุ่นใหม่จะใช้ใบอนุญาตโอเพนซอร์สของตนเอง

สงครามเบราว์เซอร์ระหว่าง Netscape กับ Microsoft เกิดขึ้นอย่างไร?

สงครามเบราว์เซอร์ในยุคแรกของ World Wide Web เริ่มเมื่อ Netscape Navigator ออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม 1994 และ Microsoft ออก Internet Explorer ในเดือนกรกฎาคม 1995 ศาลสหรัฐฯ บันทึกว่าส่วนแบ่งของ Navigator ลดจากกว่า 80% เหลือ 55% ระหว่างปี 1996–1997 คดีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ฟ้องในปี 1998 มีคำพิพากษาขั้นสุดท้ายในปี 2002 ส่วน Netscape เปิดซอร์สโค้ดจนเกิดโครงการ Mozilla

แหล่งอ้างอิง

  1. A short history of the Web — CERN
  2. Licensing the Web — CERN
  3. Information Management: A Proposal — World Wide Web Consortium (W3C)
  4. History — World Wide Web Consortium (W3C)
  5. NCSA Mosaic — National Center for Supercomputing Applications, University of Illinois
  6. U.S. v. Microsoft: Court's Findings of Fact — U.S. Department of Justice

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

องค์กรและบริษัท
MIT8Microsoft31European Commission7DARPA2
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
Windows20Firefox3
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ