CAAT แจงเปิดตรวจกระเป๋าโหลด: 4 กรณีดังเปิดตามกฎใหม่จริงแค่ 1 พาวเวอร์แบงก์พบมากสุด
CAAT แถลง 25 ต.ค. 2569 ว่าเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามกฎที่ใช้ตั้งแต่ 16 ต.ค. เรียบร้อย พาวเวอร์แบงก์ถูกพบมากสุด และ 4 กรณีที่เป็นข่าวมีเพียง 1 กรณีที่เปิดตามกฎใหม่
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- ประกาศ CAAT เรื่องการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน พ.ศ. 2569 มีผลตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 ให้เจ้าหน้าที่เปิดตรวจกระเป๋าโหลดได้โดยไม่มีเจ้าของอยู่ด้วย เฉพาะเมื่อเครื่อง X-ray พบสิ่งต้องสงสัย
- CAAT แถลงเมื่อ 25 ตุลาคม 2569 (CAAT NEWS 33/2569) ว่าการบังคับใช้ช่วงแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสิ่งของต้องห้ามที่พบมากที่สุดคือแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) กับอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่
- จาก 4 กรณีที่เป็นข่าวบนโซเชียล มีเพียง 1 กรณี (เที่ยวบินในประเทศ) ที่เปิดตามกฎใหม่จริง โดยต้องตัดซิปเพราะกระเป๋าไม่ได้ใช้ TSA Lock อีก 2 กรณีเป็นขาออกที่ภาพกล้องวงจรปิดยืนยันว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจค้น และ 1 กรณีเป็นขาเข้าจากต่างประเทศ
- การเปิดตรวจกระเป๋าโหลดต้องทำในพื้นที่ที่กำหนด มีการบันทึกภาพทุกครั้ง และต้องใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ในกระเป๋า การเปิดนอกขั้นตอนนี้ไม่ใช่มาตรการของ CAAT และอาจผิดกฎหมาย
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT หรือ กพท.) แถลงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 (2026) ว่าการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามประกาศฉบับใหม่ ซึ่งมีผลตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สิ่งของต้องห้ามที่พบมากที่สุดคือแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และจาก 4 กรณีกระเป๋าถูกเปิดที่เป็นข่าวบนโซเชียล มีเพียง 1 กรณีที่เป็นการเปิดตรวจตามกฎใหม่จริง
แถลงการณ์ CAAT NEWS 33/2569 ออกมาหลังมีคลิปและโพสต์ของผู้โดยสารที่พบว่ากระเป๋าถูกเปิดหรือถูกตัดซิปในสัปดาห์แรกของมาตรการ จนเกิดคำถามว่าเจ้าหน้าที่เปิดตรวจกระเป๋าโหลดทุกใบหรือไม่ CAAT ตอบว่าไม่ใช่ และย้ำขั้นตอนที่ผู้โดยสารใช้ตรวจได้ว่ากระเป๋าของตัวเองถูกเปิดตามกฎหรือไม่
กฎเปิดตรวจกระเป๋าโหลดของ CAAT ให้ทำอะไรได้บ้าง
กฎนี้คือประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 เผยแพร่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดให้มีผล 16 ตุลาคม 2569 เพื่อให้สนามบินและสายการบินเตรียมคนและระบบก่อน สาระของการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามหน้าทางการของ CAAT สรุปได้ดังนี้
| ประเด็น | สิ่งที่กฎกำหนด |
|---|---|
| ใครเปิดได้ | พนักงานตรวจค้นที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายเท่านั้น |
| เปิดเมื่อไร | เมื่อผลตรวจด้วยเครื่อง X-ray พบเหตุอันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่กระทบความปลอดภัยการบิน ไม่ใช่การเปิดทุกใบ |
| เจ้าของต้องอยู่ด้วยไหม | ไม่ต้อง เจ้าหน้าที่เปิดได้โดยไม่ตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร |
| เปิดที่ไหน | ในพื้นที่ที่สนามบินกำหนดไว้สำหรับการตรวจ |
| หลักฐาน | บันทึกภาพระหว่างการตรวจค้นทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเปิดและพบอะไร |
| แจ้งเจ้าของ | ใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ในกระเป๋า |
| ของที่พบ | อินโฟกราฟิกของ CAAT ระบุว่าวัตถุต้องห้าม เช่น Power Bank วัตถุระเบิด อาวุธ วัตถุไวไฟ สารเคมี เจ้าหน้าที่ยึดได้และไม่คืนในทุกกรณี |
| ล็อกกระเป๋า | แนะนำ TSA Lock ถ้าใช้ล็อกที่เจ้าหน้าที่เปิดไม่ได้ อาจต้องทำลายล็อก และเรียกค่าเสียหายไม่ได้ |

CAAT ระบุในแถลงการณ์ฉบับที่ 28/2569 ว่าการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดโดยไม่เรียกเจ้าของมาเปิดเองเป็นแนวปฏิบัติที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หลายประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกาใช้อยู่ และช่วยลดความล่าช้าของเที่ยวบินจากการตามตัวเจ้าของกระเป๋ามาเปิดก่อนออกเดินทาง
4 กรณีที่ CAAT ตรวจแล้ว มีเพียง 1 กรณีที่เป็นการเปิดตรวจกระเป๋าโหลด
CAAT ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจข้อเท็จจริงของกรณีที่ถูกแชร์บนสื่อสังคมออนไลน์ 4 กรณี ผลตามแถลงการณ์วันที่ 25 ตุลาคม 2569 เป็นดังนี้
| กรณี | เส้นทาง | ผลการตรวจสอบของ CAAT |
|---|---|---|
| 1–2 | ขาออกจากไทยไปต่างประเทศ | ภาพกล้องวงจรปิดของท่าอากาศยานยืนยันว่าไม่ใช่การเปิดตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามมาตรการใหม่ |
| 3 | ขาเข้าจากต่างประเทศมาไทย | การตรวจก่อนออกเดินทางอยู่ใต้กฎของสนามบินประเทศต้นทาง ไม่เกี่ยวกับมาตรการของไทย |
| 4 | เที่ยวบินภายในประเทศ | เปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามมาตรการใหม่จริง เพราะพบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ในกระเป๋า และกระเป๋าไม่ได้ใช้ล็อกแบบ TSA เจ้าหน้าที่จึงตัดซิปเพื่อเปิด และใส่ใบแจ้งการเปิดตรวจไว้ |
ก่อนหน้านั้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2569 CAAT ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 32/2569 กรณีคลิปผู้โดยสารที่พบว่ากระเป๋าถูกเปิดหลังบินถึงจีน โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยืนยันเบื้องต้นว่าไม่พบการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดใบนั้นตามกระบวนการตรวจค้นของสนามบิน และสาเหตุที่กระเป๋าถูกเปิดยังต้องรอข้อมูลจากหน่วยงานอื่น

ข้อความสำคัญที่สุดของแถลงการณ์คือ การเปิดกระเป๋านอกขั้นตอน นอกพื้นที่ที่กำหนด หรือโดยคนที่ไม่ได้รับมอบหมาย ไม่ถือเป็นการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามมาตรการนี้ และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย
พาวเวอร์แบงก์คือสาเหตุอันดับหนึ่งของการเปิดตรวจกระเป๋าโหลด
CAAT ระบุว่าสิ่งของต้องห้ามที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ ซึ่งเสี่ยงลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้ในห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่อง หน้าคำถามที่พบบ่อยเรื่องแบตเตอรี่ลิเทียมของ CAAT ให้รายละเอียดที่ผู้โดยสารใช้ได้ทันที
- Power Bank ต้องถือขึ้นห้องโดยสาร ห้ามใส่กระเป๋าโหลด และ CAAT ให้เหตุผลว่าถ้าเกิดความร้อนบนห้องโดยสาร ลูกเรือจะเห็นและรับมือได้ทันที (ห้ามวางในช่องเก็บของเหนือศีรษะด้วย)
- ดูค่า Wh เป็นหลัก ถ้าไม่มีค่า Wh ให้คำนวณจาก Wh = (mAh × แรงดันไฟฟ้า) ÷ 1,000 ถ้าไม่เกิน 160 Wh นำขึ้นเครื่องได้ตามข้อกำหนดของสายการบิน เช่น 20,000 mAh ที่ 3.7V ประมาณ 74 Wh
- Power Bank ที่ไม่ระบุ Wh และเกิน 20,000 mAh ต้องติดต่อสายการบินเพื่อขออนุญาต และอาจไม่ได้รับอนุญาตถ้าคำนวณพลังงานไม่ได้
- อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ในตัว เช่น โน้ตบุ๊ก ใส่กระเป๋าโหลดได้เมื่อปิดเครื่องสนิท ป้องกันการเปิดใช้งานโดยไม่ตั้งใจ และเป็นไปตามข้อกำหนดของสายการบิน

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
ก่อนมีกฎเปิดตรวจกระเป๋าโหลดฉบับนี้ กระเป๋าที่ X-ray พบสิ่งต้องสงสัยต้องตามตัวเจ้าของมาเปิด ซึ่ง CAAT ระบุว่าทำให้เที่ยวบินล่าช้า กฎใหม่โอนการตัดสินใจไปที่เจ้าหน้าที่และชดเชยด้วยหลักฐานภาพกับใบแจ้ง เมื่อผู้โดยสารไม่ได้เห็นการเปิดเอง ความเชื่อมั่นจึงขึ้นกับว่ามีหลักฐานให้ตรวจย้อนหลังได้จริง แถลงการณ์สองฉบับภายในหนึ่งสัปดาห์จึงเป็นความพยายามแยกการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดที่ถูกต้องออกจากการเปิดกระเป๋าที่ไม่มีใครรับผิดชอบ
สำหรับธุรกิจการบินและสนามบิน กฎนี้ทำให้สายการบินเป็นด่านแรกของการรับเรื่องร้องเรียน เพราะ CAAT ย้ำว่าสัมภาระลงทะเบียนอยู่ในความรับผิดชอบของสายการบินตลอดการเดินทาง ช่วงไฮซีซันปลายปีที่มีผู้โดยสารในประเทศเพิ่มจากมาตรการกระตุ้นอย่างส่วนลดตั๋วเครื่องบิน 500 บาท จำนวนครั้งที่ต้องเปิดตรวจกระเป๋าโหลดก็น่าจะเพิ่มตาม ถ้าผู้โดยสารยังใส่แบตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า
สิ่งที่ผู้โดยสารและองค์กรไทยควรทำ
- แยก Power Bank และแบตเตอรี่สำรองไว้ในกระเป๋าถือ ก่อนเช็กอินทุกครั้ง เพราะเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเปิดตรวจกระเป๋าโหลด และอาจถูกยึดโดยไม่คืน
- ใช้ล็อกมาตรฐาน TSA เพื่อให้การเปิดตรวจกระเป๋าโหลดไม่ต้องตัดซิปหรือทำลายล็อก
- ถ่ายภาพของในกระเป๋าก่อนปิด และถ่ายภาพภายนอกกระเป๋าตอนเช็กอิน ตามที่ CAAT แนะนำ เพื่อใช้เป็นหลักฐานกับสายการบิน
- ไม่ใส่เงินสด เครื่องประดับ และของมีค่าในกระเป๋าโหลด เพราะกระเป๋าผ่านมือหลายหน่วยงานระหว่างทาง
- ฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายจัดการเดินทางขององค์กร ควรเพิ่มเรื่องแบตเตอรี่และการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดลงในคู่มือเดินทางของพนักงาน โดยเฉพาะทีมที่พกอุปกรณ์สาธิต กล้อง หรือแบตเตอรี่สำรองจำนวนมาก และตรวจเงื่อนไขของสายการบินที่ใช้ก่อนเดินทาง
ถ้าพบว่ากระเป๋าถูกเปิดโดยไม่มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น แปลว่าไม่ใช่การเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามกฎของ CAAT ให้แจ้งสายการบินทันที หรือร้องเรียนกับ CAAT ทาง complaint.caat.or.th ติดตามข่าวการบิน สนามบิน และการขนส่งอื่น ๆ ได้ที่หมวดขนส่งและโลจิสติกส์
คำถามที่พบบ่อย
เปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามกฎใหม่ เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าทุกใบหรือไม่?
ไม่ใช่ CAAT ระบุว่าการเปิดตรวจกระเป๋าโหลดโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยทำได้เฉพาะเมื่อผลการตรวจด้วยเครื่อง X-ray พบเหตุอันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจกระทบความปลอดภัยการบิน กระเป๋าที่ผ่านเครื่อง X-ray โดยไม่มีจุดน่าสงสัยจะไม่ถูกเปิด
รู้ได้อย่างไรว่ากระเป๋าถูกเปิดตรวจตามกฎของ CAAT?
การเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามประกาศ CAAT ต้องทำในพื้นที่ที่กำหนด โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย มีการบันทึกภาพระหว่างตรวจ และต้องใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ในกระเป๋า ถ้ากระเป๋าถูกเปิดแต่ไม่มีเอกสารนี้ CAAT ระบุว่าไม่ใช่การดำเนินการตามมาตรการนี้
กระเป๋าถูกเปิดหรือของหาย ต้องติดต่อใคร?
ไม่ว่ากระเป๋าจะถูกเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามกฎหรือไม่ CAAT แนะนำให้ติดต่อสายการบินที่ใช้บริการก่อน เพราะสัมภาระลงทะเบียนอยู่ในความรับผิดชอบของสายการบินตลอดการเดินทาง สายการบินจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ หรือยื่นเรื่องร้องเรียนกับ CAAT ทางระบบ complaint.caat.or.th
ใส่พาวเวอร์แบงก์ในกระเป๋าโหลดได้ไหม?
ไม่ได้ CAAT ย้ำว่าแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ห้ามใส่ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน ต้องถือติดตัวขึ้นห้องโดยสาร และเป็นสิ่งของต้องห้ามที่พบมากที่สุดหลังเริ่มเปิดตรวจกระเป๋าโหลดตามกฎใหม่ อินโฟกราฟิกของ CAAT ระบุว่าวัตถุต้องห้ามที่ตรวจพบ เจ้าหน้าที่ยึดได้และไม่คืนในทุกกรณี
ไม่ได้ใช้ TSA Lock แล้วกระเป๋าถูกตัดซิประหว่างเปิดตรวจกระเป๋าโหลด เรียกค่าเสียหายได้หรือไม่?
อินโฟกราฟิกหลักเกณฑ์ของ CAAT ระบุว่า ถ้าใช้ล็อกที่เจ้าหน้าที่เปิดไม่ได้ อาจต้องทำลายล็อก (Break) และผู้โดยสารไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ CAAT จึงแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ล็อกมาตรฐานสากลอย่าง TSA Lock ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ
แหล่งอ้างอิง
- CAAT NEWS 33/2569 CAAT ย้ำเปิดตรวจสัมภาระต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตรวจสอบได้ พร้อมแนะผู้โดยสารจัดกระเป๋าให้ถูกต้องก่อนเดินทาง — สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
- CAAT NEWS 32/2569 CAAT ชี้แจงกรณีกระเป๋าผู้โดยสารถูกเปิดหลังเดินทางถึงจีน ไม่พบการเปิดตรวจตามมาตรการใหม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ — สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
- CAAT NEWS 28/2569 CAAT ยกระดับมาตรการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน ย้ำเปิดตรวจเฉพาะกรณีพบสิ่งของต้องสงสัย มีผลใช้บังคับ 16 ตุลาคม 2569 — สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
- หลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน — สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
- ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. ๒๕๖๙ — สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
- คำถามที่พบบ่อย: การนำพาแบตเตอรี่ลิเทียมไปกับอากาศยาน — สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- CAAT7
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ