# Zero Trust คืออะไร? หลักการ องค์ประกอบ และขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับองค์กรไทย

> Zero Trust คือแนวคิดความปลอดภัยที่ไม่เชื่อถือผู้ใช้หรืออุปกรณ์ใดโดยอัตโนมัติ ทุกคำขอต้องถูกตรวจสอบก่อนเสมอ บทความนี้อธิบายหลักการตาม NIST และ CISA พร้อมขั้นตอนเริ่มต้นจริง

- ประเภท: อธิบาย · หมวด: Cybersecurity
- เผยแพร่: 2026-10-01T17:40:00.000Z · อัปเดต: 2026-10-02T10:40:00.000Z
- โดย: กองบรรณาธิการ THAI DATA, THAI DATA IT BUSINESS ENTERPRISE
- ที่มา: https://thaidata.co.th/security/what-is-zero-trust/

## สรุปประเด็นสำคัญ

- **Zero Trust** คือแนวคิด "ไม่เชื่อถือโดยปริยาย ตรวจสอบทุกครั้ง" (never trust, always verify) ไม่ว่าคำขอจะมาจากในหรือนอกเครือข่ายองค์กร
- มาตรฐานอ้างอิงหลักคือ **NIST SP 800-207** (ปี 2020) ซึ่งกำหนดหลักการ 7 ข้อ และ **CISA Zero Trust Maturity Model 2.0** (ปี 2023) ซึ่งแบ่งงานเป็น 5 เสาหลัก
- Zero Trust เป็นสถาปัตยกรรมและกระบวนการ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวที่ซื้อมาติดตั้งแล้วจบ
- จุดเริ่มต้นที่คุ้มที่สุดคือ **ตัวตน (Identity)**: บังคับใช้ MFA รวมศูนย์การยืนยันตัวตน และให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น

**Zero Trust** คือแนวคิดการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ตั้งอยู่บนหลัก "ไม่เชื่อถือโดยปริยาย ตรวจสอบทุกครั้ง" (never trust, always verify) ระบบจะไม่ให้สิทธิ์เข้าถึงเพียงเพราะผู้ใช้หรืออุปกรณ์อยู่ในเครือข่ายขององค์กร แต่จะยืนยันตัวตน ตรวจสิทธิ์ และประเมินความเสี่ยงของทุกคำขอก่อนอนุญาตเสมอ

แนวคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกในปี 2010 โดย John Kindervag นักวิเคราะห์ของ Forrester Research และกลายเป็นแนวทางหลักของวงการเมื่อสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) เผยแพร่เอกสาร SP 800-207 ในปี 2020

## ทำไมโมเดลความปลอดภัยแบบเดิมจึงไม่พอ

โมเดลดั้งเดิมมักถูกเปรียบกับ "ปราสาทและคูน้ำ" คือสร้างกำแพงป้องกันที่ขอบเครือข่ายด้วยไฟร์วอลล์และ VPN แล้วถือว่าทุกอย่างที่อยู่ด้านในปลอดภัย โมเดลนี้ใช้ได้ดีในยุคที่พนักงาน เซิร์ฟเวอร์ และข้อมูลอยู่ในสำนักงานเดียวกัน แต่มีจุดอ่อนสำคัญสามข้อเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

- **ขอบเขตเครือข่ายหายไป** ข้อมูลและแอปพลิเคชันย้ายไปอยู่บนคลาวด์และบริการ SaaS ส่วนพนักงานทำงานจากบ้านหรือนอกสถานที่ จึงไม่มี "ด้านใน" ที่ชัดเจนให้ป้องกันอีกต่อไป
- **เมื่อผู้โจมตีเข้ามาได้แล้วจะเคลื่อนที่ได้อิสระ** บัญชีที่ถูกขโมยรหัสผ่านเพียงบัญชีเดียวอาจเป็นทางผ่านไปสู่ระบบสำคัญทั้งองค์กร ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์จำนวนมาก
- **ภัยจากภายในถูกมองข้าม** ทั้งที่เกิดจากความตั้งใจและความผิดพลาดของผู้ใช้ที่มีสิทธิ์มากเกินความจำเป็น

![แบบจำลองการเข้าถึงใน NIST SP 800-207: ทุกคำขอต้องผ่านจุดตัดสินใจและบังคับใช้นโยบาย (PDP/PEP) ก่อนถึงทรัพยากร](https://thaidata.co.th/images/articles/what-is-zero-trust/nist-sp-800-207-zero-trust-access.webp) _(ภาพ: NIST SP 800-207)_

Zero Trust แก้ปัญหานี้ด้วยการย้ายจุดควบคุมจากขอบเครือข่ายมาอยู่ที่ตัวทรัพยากรแต่ละรายการ

## หลักการ 7 ข้อของ Zero Trust ตาม NIST SP 800-207

NIST SP 800-207 เป็นเอกสารอ้างอิงที่ใช้กันกว้างขวางที่สุด โดยกำหนดหลักการพื้นฐาน (tenets) ไว้ 7 ข้อ

1. **ทุกแหล่งข้อมูลและบริการประมวลผลถือเป็นทรัพยากร** รวมถึงอุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลองค์กร
2. **การสื่อสารทั้งหมดต้องปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในเครือข่าย** การอยู่ในเครือข่ายภายในไม่ได้หมายความว่าเชื่อถือได้
3. **การเข้าถึงทรัพยากรอนุญาตเป็นรายเซสชัน** และให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็นต่อการทำงานนั้นเท่านั้น
4. **การตัดสินใจอนุญาตมาจากนโยบายแบบไดนามิก** โดยพิจารณาตัวตนผู้ใช้ สถานะอุปกรณ์ แอปพลิเคชันที่ร้องขอ และปัจจัยแวดล้อมอื่น เช่น เวลาและตำแหน่ง
5. **องค์กรเฝ้าติดตามความสมบูรณ์และสถานะความปลอดภัยของสินทรัพย์ทั้งหมด** ไม่มีอุปกรณ์ใดได้รับความเชื่อถือโดยกำเนิด
6. **การยืนยันตัวตนและการให้สิทธิ์ต้องเข้มงวดและเกิดขึ้นก่อนการเข้าถึงทุกครั้ง** พร้อมประเมินซ้ำอย่างต่อเนื่อง
7. **องค์กรเก็บข้อมูลสถานะของสินทรัพย์ เครือข่าย และการสื่อสารให้ได้มากที่สุด** เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายและสถานะความปลอดภัย

## องค์ประกอบหลักของสถาปัตยกรรม Zero Trust

ในเชิงสถาปัตยกรรม NIST แบ่งการทำงานออกเป็นส่วนตัดสินใจและส่วนบังคับใช้

| องค์ประกอบ | หน้าที่ |
| --- | --- |
| Policy Engine (PE) | ตัดสินใจว่าจะอนุญาตหรือปฏิเสธคำขอ โดยอาศัยนโยบายขององค์กรและข้อมูลจากแหล่งภายนอก เช่น ข้อมูลภัยคุกคาม |
| Policy Administrator (PA) | สั่งเปิดหรือปิดเส้นทางการสื่อสารตามผลการตัดสินใจของ Policy Engine |
| Policy Enforcement Point (PEP) | จุดบังคับใช้ที่คั่นระหว่างผู้ร้องขอกับทรัพยากร ทำหน้าที่เปิด ตรวจสอบ และยุติการเชื่อมต่อ |

![องค์ประกอบเชิงตรรกะหลักของ Zero Trust ตาม NIST SP 800-207: ระนาบควบคุมตัดสินใจ ระนาบข้อมูลบังคับใช้](https://thaidata.co.th/images/articles/what-is-zero-trust/nist-sp-800-207-core-logical-components.webp) _(ภาพ: NIST SP 800-207)_

Policy Engine และ Policy Administrator รวมกันเรียกว่า Policy Decision Point (PDP) ในทางปฏิบัติ องค์ประกอบเหล่านี้มักอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างระบบจัดการตัวตน (Identity Provider) ระบบ ZTNA และระบบจัดการอุปกรณ์ปลายทาง

## 5 เสาหลักตาม CISA Zero Trust Maturity Model

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA) เผยแพร่ Zero Trust Maturity Model เวอร์ชัน 2.0 ในเดือนเมษายน 2023 เพื่อให้องค์กรใช้ประเมินตัวเองและวางแผนงาน โดยแบ่งเป็น 5 เสาหลัก

| เสาหลัก | สิ่งที่ต้องทำ |
| --- | --- |
| Identity (ตัวตน) | ยืนยันตัวตนหลายปัจจัยที่ทนต่อฟิชชิง รวมศูนย์บัญชีผู้ใช้ ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น |
| Devices (อุปกรณ์) | ทำทะเบียนอุปกรณ์ ตรวจสถานะความปลอดภัยก่อนอนุญาตให้เข้าถึง |
| Networks (เครือข่าย) | แบ่งส่วนเครือข่ายแบบละเอียด (micro-segmentation) เข้ารหัสการสื่อสาร |
| Applications & Workloads (แอปพลิเคชัน) | ควบคุมการเข้าถึงรายแอป ทดสอบความปลอดภัยต่อเนื่อง |
| Data (ข้อมูล) | จัดชั้นความลับ เข้ารหัส และควบคุมการเข้าถึงตามประเภทข้อมูล |

![5 เสาหลักของ CISA Zero Trust Maturity Model และความสามารถร่วม 3 ด้านที่รองรับอยู่ด้านล่าง](https://thaidata.co.th/images/articles/what-is-zero-trust/cisa-zero-trust-maturity-model-pillars.webp) _(ภาพ: CISA Zero Trust Maturity Model v2.0)_

ทั้ง 5 เสาหลักมีความสามารถร่วม 3 ด้านรองรับ ได้แก่ การมองเห็นและการวิเคราะห์ (Visibility and Analytics) ระบบอัตโนมัติและการประสานงาน (Automation and Orchestration) และธรรมาภิบาล (Governance) ส่วนระดับความพร้อมแบ่งเป็น 4 ขั้น คือ Traditional, Initial, Advanced และ Optimal

![ระดับความพร้อม 4 ขั้นของ CISA จาก Traditional ถึง Optimal](https://thaidata.co.th/images/articles/what-is-zero-trust/cisa-zero-trust-maturity-journey.webp) _(ภาพ: CISA Zero Trust Maturity Model v2.0)_

## Zero Trust ต่างจาก VPN อย่างไร

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ องค์กรที่มี VPN อยู่แล้วยังต้องทำ Zero Trust อีกหรือไม่ คำตอบคือทั้งสองอย่างแก้ปัญหาคนละระดับ

| ประเด็น | VPN แบบดั้งเดิม | Zero Trust (ZTNA) |
| --- | --- | --- |
| ขอบเขตการเข้าถึง | ทั้งเครือข่ายหรือทั้งซับเน็ต | เฉพาะแอปพลิเคชันที่ได้รับอนุญาต |
| การตรวจสอบ | ครั้งเดียวตอนเชื่อมต่อ | ต่อเนื่องตลอดเซสชัน |
| สถานะอุปกรณ์ | มักไม่ตรวจ | เป็นเงื่อนไขในการอนุญาต |
| ผลเมื่อบัญชีถูกยึด | ผู้โจมตีเคลื่อนที่ในเครือข่ายได้ | ความเสียหายจำกัดอยู่ที่แอปที่บัญชีนั้นเข้าถึงได้ |

## Zero Trust, ZTNA และ SASE เกี่ยวข้องกันอย่างไร

สามคำนี้มักถูกใช้ปนกัน แต่อยู่คนละระดับ Zero Trust เป็นแนวคิดและสถาปัตยกรรมโดยรวม ส่วน ZTNA (Zero Trust Network Access) เป็นเทคโนโลยีที่นำแนวคิดนั้นมาใช้กับการเข้าถึงแอปพลิเคชันจากระยะไกล โดยเปิดเส้นทางให้เฉพาะแอปที่ผู้ใช้ได้รับอนุญาตหลังผ่านการตรวจสอบตัวตนและอุปกรณ์แล้ว

SASE (Secure Access Service Edge) เป็นรูปแบบการให้บริการที่รวมความสามารถด้านเครือข่ายอย่าง SD-WAN เข้ากับบริการความปลอดภัยบนคลาวด์ เช่น ZTNA, Secure Web Gateway และ CASB ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว องค์กรจึงมักใช้ SASE เป็นช่องทางนำ Zero Trust ไปใช้กับสาขาและพนักงานนอกสถานที่ แต่การมี SASE ไม่ได้แปลว่าองค์กรเป็น Zero Trust แล้ว หากยังไม่ได้จัดการตัวตน สิทธิ์ และข้อมูลให้เป็นระบบ

## ขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับองค์กรไทย

Zero Trust เป็นการเดินทางระยะยาว แต่ลำดับงานต่อไปนี้ช่วยให้เห็นผลเร็วโดยไม่ต้องรื้อระบบเดิม

### ขั้นตอนที่ 1: สำรวจสิ่งที่ต้องปกป้อง

ระบุข้อมูล แอปพลิเคชัน และระบบที่สำคัญที่สุดต่อธุรกิจ เช่น ระบบบัญชี ฐานข้อมูลลูกค้า และอีเมลผู้บริหาร พร้อมทำแผนผังว่าใครเข้าถึงสิ่งเหล่านี้จากที่ใดบ้าง

### ขั้นตอนที่ 2: ทำให้ตัวตนแข็งแรงก่อน

เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) กับทุกบัญชี โดยเฉพาะผู้ดูแลระบบและอีเมล รวมการล็อกอินไว้ที่ผู้ให้บริการยืนยันตัวตนเดียว และยกเลิกบัญชีที่ไม่ได้ใช้งาน ขั้นนี้ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับต้นทุน

### ขั้นตอนที่ 3: ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น

ทบทวนสิทธิ์ของผู้ใช้และบัญชีบริการ ลดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบถาวรให้เหลือน้อยที่สุด และใช้การขอสิทธิ์ชั่วคราวเมื่อจำเป็น

### ขั้นตอนที่ 4: นำสถานะอุปกรณ์มาเป็นเงื่อนไข

อนุญาตให้เข้าถึงระบบสำคัญเฉพาะจากอุปกรณ์ที่องค์กรจัดการ อัปเดตแพตช์ครบ และเปิดการเข้ารหัสดิสก์

### ขั้นตอนที่ 5: แทนที่การเข้าถึงทั้งเครือข่ายด้วยการเข้าถึงรายแอป

ย้ายการเข้าถึงจากระยะไกลจาก VPN ไปสู่ ZTNA ทีละแอปพลิเคชัน เริ่มจากระบบที่มีความเสี่ยงสูง และแบ่งส่วนเครือข่ายภายในเพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ของผู้โจมตี

### ขั้นตอนที่ 6: เก็บ log และวัดผล

รวม log การยืนยันตัวตนและการเข้าถึงไว้ที่เดียว ตั้งการแจ้งเตือนพฤติกรรมผิดปกติ และใช้ CISA Maturity Model ประเมินความคืบหน้าทุกปี

## ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

- **มองว่าเป็นผลิตภัณฑ์** ไม่มีผู้ผลิตรายใดขาย "Zero Trust" สำเร็จรูปได้ ผลิตภัณฑ์เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยบังคับใช้หลักการ
- **เริ่มจากเครือข่ายก่อนตัวตน** การแบ่งส่วนเครือข่ายใช้เวลานานและซับซ้อน ขณะที่การจัดการตัวตนให้ผลเร็วกว่ามาก
- **ลืมบัญชีบริการและ API** ตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์มักมีสิทธิ์สูงและไม่มี MFA จึงเป็นเป้าหมายที่ผู้โจมตีชอบ
- **ทำให้ผู้ใช้ลำบากเกินไป** นโยบายที่เข้มงวดโดยไม่ดูบริบทจะผลักให้พนักงานหาทางเลี่ยง ควรใช้การประเมินความเสี่ยงเพื่อขอการยืนยันเพิ่มเฉพาะเมื่อจำเป็น

## ผลต่อองค์กรไทย

แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้ใช้ Zero Trust โดยตรง แต่ PDPA กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดหน้าที่เพิ่มเติมสำหรับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หลักการของ Zero Trust โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าถึง การให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น และการเก็บบันทึกการเข้าถึง สอดคล้องกับข้อกำหนดเหล่านี้โดยตรง

สำหรับองค์กรที่กำลังย้ายระบบขึ้นคลาวด์หรือใช้การทำงานแบบไฮบริด การออกแบบตามแนวทาง Zero Trust ตั้งแต่ต้นมีต้นทุนต่ำกว่าการกลับมาแก้ไขภายหลัง และช่วยจำกัดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุบัญชีถูกยึดหรือแรนซัมแวร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

## คำถามที่พบบ่อย

### Zero Trust คืออะไร แบบสั้นที่สุด?

Zero Trust คือแนวคิดการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ให้ความเชื่อถือกับผู้ใช้ อุปกรณ์ หรือเครือข่ายใดโดยอัตโนมัติ ทุกคำขอเข้าถึงข้อมูลหรือระบบต้องถูกยืนยันตัวตน ตรวจสิทธิ์ และประเมินความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง แม้คำขอนั้นจะมาจากภายในเครือข่ายขององค์กรเองก็ตาม

### Zero Trust ต่างจาก VPN อย่างไร?

VPN เชื่อมผู้ใช้เข้ากับเครือข่ายทั้งวง เมื่อผ่านการยืนยันตัวตนแล้วมักเข้าถึงระบบได้กว้าง ส่วน Zero Trust (ผ่านเทคโนโลยีอย่าง ZTNA) เปิดให้เข้าถึงเฉพาะแอปพลิเคชันที่ได้รับอนุญาตทีละรายการ และตรวจสอบตัวตนกับสถานะอุปกรณ์ต่อเนื่องตลอดการใช้งาน

### องค์กรขนาดเล็กทำ Zero Trust ได้ไหม?

ทำได้ และควรเริ่มจากสิ่งที่ได้ผลมากที่สุดก่อน คือเปิดใช้ MFA กับทุกบัญชี รวมการล็อกอินไว้ที่ผู้ให้บริการยืนยันตัวตนเดียว (SSO) และจำกัดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ ทั้งสามอย่างนี้มักมีอยู่แล้วในบริการที่องค์กรใช้ เช่น Microsoft 365 หรือ Google Workspace โดยไม่ต้องซื้อระบบใหม่

### ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเป็น Zero Trust?

Zero Trust ไม่มีจุดสิ้นสุดตายตัว CISA แบ่งระดับความพร้อมเป็น 4 ขั้น ได้แก่ Traditional, Initial, Advanced และ Optimal องค์กรส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายปีในการไล่ระดับ แต่มาตรการขั้นต้นอย่าง MFA และการจัดการสิทธิ์สามารถเห็นผลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

### กฎหมายไทยบังคับให้ทำ Zero Trust หรือไม่?

ไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดบังคับให้ใช้ Zero Trust โดยตรง แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งหลักการของ Zero Trust เช่น การควบคุมการเข้าถึงและการให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น ช่วยตอบโจทย์ข้อนี้ได้โดยตรง


## แหล่งอ้างอิง

- [SP 800-207: Zero Trust Architecture](https://csrc.nist.gov/pubs/sp/800/207/final) — NIST
- [Zero Trust Maturity Model Version 2.0](https://www.cisa.gov/zero-trust-maturity-model) — CISA
- [M-22-09: Moving the U.S. Government Toward Zero Trust Cybersecurity Principles](https://www.whitehouse.gov/wp-content/uploads/2022/01/M-22-09.pdf) — U.S. Office of Management and Budget
- [BeyondCorp: A New Approach to Enterprise Security](https://cloud.google.com/beyondcorp) — Google Cloud
