ดาวแคระขาว J1328-1450 มีจานเศษซากดาวเคราะห์สองวง ภาพตัวอย่างจุดจบของระบบสุริยะ
ESO รายงาน 27 ต.ค. 2026 ว่าดาวแคระขาว J1328-1450 มีจานเศษซากดาวเคราะห์สองวงแยกกันด้วยช่องว่าง น่าจะมีวัตถุรอดชีวิตสองก้อน ใหญ่สุดอาจเท่าดาวพลูโต
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- ESO เผยแพร่ข่าว eso2613 เมื่อ 27 ตุลาคม 2026 ว่ากล้อง VLT กับเครื่องมือ X-shooter พบดาวแคระขาว J1328-1450 มีจานก๊าซและเศษซากดาวเคราะห์เป็นสองวงซ้อนกันแยกด้วยช่องว่าง
- งานวิจัยตีพิมพ์ใน Nature Astronomy วันที่ 26 ตุลาคม 2026 ระบุว่าจานก๊าซที่รู้จักก่อนหน้านี้ทั้ง 21 ระบบ ให้เส้นสเปกตรัมแบบสองยอด แต่ระบบนี้ให้แบบสี่ยอด
- วงในอยู่ห่างดาว 0.14–0.34 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ วงนอก 0.54–1.93 เท่า คณะวิจัยเสนอว่ามีวัตถุสองก้อนคุมวงไว้ ขนาดตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรถึงขนาดดาวพลูโต
- ดาวแคระขาวดวงนี้มีอุณหภูมิผิวราว 17,424 เคลวิน มวลราว 0.47 เท่าของดวงอาทิตย์ และในจานพบแคลเซียม ออกซิเจน แมกนีเซียม และเหล็ก คล้ายวัสดุของดาวเคราะห์หินในระบบสุริยะ
หอดูดาว European Southern Observatory (ESO) รายงานเมื่อ 27 ตุลาคม 2026 (เผยแพร่ราว 20:00 น. เวลาไทย) ว่านักดาราศาสตร์ใช้กล้อง Very Large Telescope (VLT) ในชิลีพบดาวแคระขาว J1328-1450 มีจานเศษซากดาวเคราะห์เป็นสองวงซ้อนกันแยกด้วยช่องว่าง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy เมื่อ 26 ตุลาคม 2026 และเสนอว่าวงทั้งสองถูกคุมไว้ด้วยวัตถุที่รอดจากการตายของดาวสองก้อน ก้อนใหญ่อาจมีขนาดราวดาวพลูโต
ภาพประกอบหลักของข่าวนี้เป็นภาพวาดจำลอง (artist's impression) ของ ESO เพราะจานและวัตถุทั้งสองอยู่ใกล้ดาวมากเกินกว่ากล้องใดจะถ่ายภาพแยกให้เห็นได้ นักดาราศาสตร์รู้ว่ามีสองวงจากการวิเคราะห์แสงของก๊าซ ไม่ใช่จากภาพถ่าย
ดาวแคระขาว J1328-1450 คืออะไร
ดาวแคระขาวคือแกนกลางที่หนาแน่นและมอดดับแล้วของดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ซึ่งใช้เชื้อเพลิงหมด ESO อธิบายว่าเมื่อดาวแบบนี้เข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต มันจะพองตัวและสลัดเปลือกชั้นนอกออก กลืนและทำลายดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ วัตถุหินที่รอดอยู่อาจแตกออกเป็นเศษ แล้วเรียงตัวเป็นจานรอบดาวที่ตายแล้ว
ชื่อเต็มในงานวิจัยคือ WD J132800.85–145019.95 ซึ่งตัวเลขคือพิกัดบนท้องฟ้า คณะวิจัยพบดาวดวงนี้ครั้งแรกเป็นดาวแคระขาวที่น่าสงสัยจากข้อมูลพารัลแลกซ์และสีของดาวเทียม Gaia แล้วเห็นว่ามีแสงอินฟราเรดเกินปกติในข้อมูลสำรวจท้องฟ้า VISTA Hemisphere Survey และ WISE ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจมีจานฝุ่น จึงตามสังเกตด้วยสเปกโตรกราฟ X-shooter
| ข้อมูลดาวแคระขาว J1328-1450 | ค่าตามงานวิจัยใน Nature Astronomy |
|---|---|
| อุณหภูมิผิว (Teff) | 17,424 ± 567 เคลวิน |
| มวล | 0.47 ± 0.09 เท่าของดวงอาทิตย์ |
| อายุนับจากเริ่มเย็นตัวเป็นดาวแคระขาว | ราว 73 ล้านปี (คลาดเคลื่อน +49/−26 ล้านปี) |
| วงก๊าซวงใน | 0.14–0.34 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ |
| วงก๊าซวงนอก | 0.54–1.93 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ |
| เครื่องมือ | X-shooter บนกล้อง VLT ของ ESO |

จานสองวงของดาวแคระขาว J1328-1450 ต่างจากที่เคยพบอย่างไร
บทคัดย่อของงานวิจัยระบุว่าจานก๊าซรอบดาวแคระขาวที่รู้จักก่อนหน้านี้มี 21 ระบบ ทั้งหมดให้เส้นสเปกตรัมแบบ "สองยอด" ซึ่งเป็นลายเซ็นของจานแบนวงเดียวที่หมุนอยู่ แต่ดาวแคระขาว J1328-1450 ให้เส้นสเปกตรัมแบบ "สี่ยอด" แทน
หลักการอ่านลายเซ็นนี้ ESO อธิบายไว้ในแผนภาพประกอบข่าว
- ก๊าซเปล่งแสงเฉพาะที่ความยาวคลื่นบางค่า ซึ่งสเปกโตรกราฟจับได้
- ความยาวคลื่นนั้นเลื่อนไปทางสีน้ำเงินเมื่อก๊าซเคลื่อนเข้าหาเรา และไปทางสีแดงเมื่อเคลื่อนออก
- จานที่หมุนอยู่มีด้านหนึ่งเข้าหาเราและอีกด้านถอยออก จึงเห็นเป็นสองยอด ยิ่งหมุนเร็ว สองยอดยิ่งห่างกัน
- ถ้ามีก๊าซสองวงซ้อนกัน แต่ละวงให้ยอดคู่ของตัวเอง เพราะสองวงโคจรด้วยความเร็วต่างกัน ยอดคู่ของแต่ละวงจึงห่างกันไม่เท่ากัน

คณะวิจัยเขียนว่ารูปเส้นสเปกตรัมที่เกือบสมมาตรไม่เปลี่ยนเลยนานกว่า 2 ปี จึงสนับสนุนว่าวงก๊าซทั้งสองค่อนข้างกลมและสม่ำเสมอ Nicola Pietro Gentile Fusillo นักดาราศาสตร์จาก Università degli Studi di Trieste ประเทศอิตาลี ผู้เขียนหลัก กล่าวในข่าวของ ESO ว่านี่เป็นตัวอย่างแรกของระบบซับซ้อนที่มีจานเศษซากสองวงและอาจมีวัตถุขนาดเล็กระดับดาวเคราะห์ (planetesimal) รอดอยู่สองก้อน
วัตถุที่รอดรอบดาวแคระขาว J1328-1450 ใหญ่แค่ไหน
คณะวิจัยเสนอว่าโครงสร้างสองวงที่คงตัวอยู่ได้นี้น่าจะมาจากวัตถุสองก้อนที่โคจรแยกกัน เมื่อโคจรผ่านจานก็ชนกับเม็ดฝุ่นและปล่อยก๊าซออกมา ตัววัตถุเองยังตรวจจับโดยตรงไม่ได้ ขนาดจึงเป็นค่าประเมินจากระยะห่างจากดาว เพราะยิ่งอยู่ใกล้ดาวแคระขาว แรงไทดัลยิ่งฉีกวัตถุใหญ่ให้แตก
- บทคัดย่องานวิจัย: ขนาดของวัตถุทั้งสองอยู่ในช่วง "ตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงขนาดดาวพลูโต"
- ข่าวของ ESO: ก้อนในวงในขนาดราวดาวเคราะห์น้อยทั่วไป กว้างไม่กี่กิโลเมตร ส่วนก้อนในวงนอกอาจใหญ่ราวดาวพลูโต หรือแม้แต่ดวงจันทร์ของโลก (คำบรรยายภาพวาดอีกภาพของ ESO เขียนว่าก้อนในวงในน่าจะกว้างระดับหลายสิบกิโลเมตร)
- ขีดจำกัดในงานวิจัย: ถ้าวัตถุมีความหนาแน่นแบบเหล็ก (7.8 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) ก้อนในวงในกว้างได้ไม่เกิน 45 กิโลเมตรที่ขอบใน และ 172 กิโลเมตรที่ขอบนอก ส่วนวงนอกขยายเป็นราว 346 กิโลเมตรที่ขอบใน และ 2,340 กิโลเมตรที่ขอบนอก

องค์ประกอบของจานรอบดาวแคระขาว J1328-1450 บอกอะไร
การสังเกตพบธาตุแคลเซียม ออกซิเจน แมกนีเซียม และเหล็กในจานของดาวแคระขาว J1328-1450 ซึ่ง ESO ระบุว่าคล้ายวัสดุของดาวเคราะห์หินในระบบสุริยะ ส่วนในบรรยากาศของดาวเองพบเส้นดูดกลืนของแคลเซียม แมกนีเซียม และซิลิคอน ยืนยันว่าดาวกำลังดูดวัสดุจากจานฝุ่นเข้าไป
ข้อมูลยังชี้ว่าสองวงมีองค์ประกอบต่างกัน วงในมีก๊าซแมกนีเซียมมาก แต่วงนอกแทบไม่มี ESO ระบุว่าอาจแปลว่าวัตถุสองก้อนที่ป้อนวัสดุให้แต่ละวงมาจากดาวเคราะห์สองดวงที่มีองค์ประกอบต่างกัน หรืออีกคำอธิบายหนึ่งคือมาจากส่วนต่าง ๆ ของวัตถุก้อนเดียวกัน เช่น เปลือกและแกนของดาวเคราะห์
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
Felipe Lagos-Vilches ผู้ร่วมวิจัยจาก University of Warwick สหราชอาณาจักร และ Universidad Técnica Federico Santa María ประเทศชิลี กล่าวในข่าวของ ESO ว่าระบบของดาวแคระขาว J1328-1450เป็นภาพหายากของกระบวนการที่รุนแรงและวุ่นวายตอนระบบดาวเคราะห์ถึงจุดจบ และบอกเป็นนัยว่าจานรอบดาวที่ตายแล้วอาจซับซ้อนกว่าที่เคยคิด บทคัดย่อของงานวิจัยก็ระบุว่าจานสองวงที่คงตัวนี้เป็นโจทย์ใหม่ของแบบจำลองการเกิดและวิวัฒนาการของจานเศษซากในปัจจุบัน
อีกเหตุผลคืออนาคตของระบบสุริยะ ESO ระบุว่าในอนาคตอันไกลมาก ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นดาวแคระขาว ในกระบวนการที่อาจทำลายโลก ระบบของดาวแคระขาว J1328-1450 จึงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าระบบดาวเคราะห์อย่างของเราอาจมีหน้าตาอย่างไรหลังดาวฤกษ์ตาย
คนไทยจะได้อะไรจากการค้นพบดาวแคระขาว J1328-1450
- อ่านงานวิจัยต้นฉบับได้ฟรี บทความใน Nature Astronomy เปิดให้อ่านแบบ open access ครูวิทยาศาสตร์และนักศึกษาดาราศาสตร์ใช้เป็นตัวอย่างการอ่านสเปกตรัมจริงได้ ตั้งแต่หลักการ Doppler shift ไปถึงการประเมินขนาดวัตถุจากแรงไทดัล
- ภาพและวิดีโอใช้สอนได้ ESO เผยแพร่ภาพวาดจำลอง แผนภาพ และวิดีโอแอนิเมชันชุดนี้ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 นำไปใช้ในห้องเรียนหรือสื่อการสอนได้เมื่อใส่เครดิตตามที่หน้าภาพกำหนด
- ข้อจำกัดที่ควรรู้ ขนาดของวัตถุทั้งสองเป็นค่าประเมิน ยังไม่มีการตรวจจับวัตถุโดยตรง และการตีความว่าวัสดุมาจากดาวเคราะห์สองดวงหรือจากเปลือกกับแกนของดาวเคราะห์ดวงเดียวยังเปิดอยู่ทั้งสองทาง
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
- การสังเกตซ้ำ ว่าวงก๊าซทั้งสองของดาวแคระขาว J1328-1450ยังคงตัวต่อไปหรือไม่ เพราะคณะวิจัยใช้ความคงที่ของสเปกตรัมนานกว่า 2 ปีเป็นหลักฐานสำคัญ
- การค้นหาระบบแบบเดียวกัน ในจานก๊าซรอบดาวแคระขาวดวงอื่น เพื่อดูว่าจานสองวงพบได้บ่อยแค่ไหน
- กล้อง Extremely Large Telescope (ELT) ที่ ESO กำลังสร้างบน Cerro Armazones ใกล้ Paranal ซึ่งจะเป็นเครื่องมือรุ่นถัดไปสำหรับงานแบบนี้
ภาพของ ESO ในบทความนี้ใช้ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 อ่านข่าวดาราศาสตร์อื่น ๆ เช่นภาพเนบิวลา N159 จากกล้อง Webb และข่าวทั้งหมดได้ที่หมวดดาราศาสตร์
คำถามที่พบบ่อย
ดาวแคระขาว J1328-1450 คืออะไร และพบอะไรใหม่?
ดาวแคระขาว J1328-1450 คือแกนกลางที่หนาแน่นของดาวคล้ายดวงอาทิตย์ซึ่งเผาเชื้อเพลิงหมดแล้ว ESO รายงานเมื่อ 27 ตุลาคม 2026 ว่ารอบดาวดวงนี้มีจานเศษซากดาวเคราะห์เป็นสองวงซ้อนกันแยกด้วยช่องว่าง ต่างจากระบบอื่นที่พบก่อนหน้านี้ซึ่งมีจานแบนเพียงวงเดียว
นักดาราศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าจานมีสองวง?
คณะวิจัยใช้สเปกโตรกราฟ X-shooter บนกล้อง VLT วัดความเร็วของก๊าซที่โคจรรอบดาว ก๊าซในจานหมุนวงเดียวให้เส้นสเปกตรัมสองยอด แต่ดาวแคระขาว J1328-1450ให้สี่ยอด แปลว่ามีก๊าซสองวงที่โคจรด้วยความเร็วต่างกัน และรูปเส้นสเปกตรัมคงเดิมมานานกว่า 2 ปี
วัตถุที่รอดชีวิตรอบดาวแคระขาว J1328-1450 ใหญ่แค่ไหน?
บทคัดย่องานวิจัยระบุว่าวัตถุสองก้อนที่น่าจะคุมจานไว้มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงขนาดดาวพลูโต ESO ประเมินว่าก้อนในวงในเล็กราวดาวเคราะห์น้อย ส่วนก้อนในวงนอกอาจใหญ่ราวดาวพลูโตหรือดวงจันทร์ของโลก ทั้งสองก้อนยังไม่ได้ถูกถ่ายภาพหรือตรวจจับโดยตรง
ระบบสุริยะจะจบแบบดาวแคระขาว J1328-1450 หรือไม่?
ESO ระบุว่าในอนาคตอันไกลมาก ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นดาวแคระขาว ในกระบวนการที่อาจทำลายโลก ระบบของดาวแคระขาว J1328-1450 จึงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าระบบดาวเคราะห์อย่างของเราอาจมีหน้าตาอย่างไรหลังดาวฤกษ์ตาย แต่งานวิจัยไม่ได้ระบุว่าระบบสุริยะจะเป็นแบบเดียวกันทุกประการ
แหล่งอ้างอิง
- Dead star and planetary bodies: astronomers spot unique disc of debris that foretells Solar System’s future — European Southern Observatory (ESO)
- A double debris disc around a white dwarf sculpted by two planetary bodies — Nature Astronomy
- Usage of ESO Images, Videos, Web texts and Music — European Southern Observatory (ESO)
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- ESO2
- ประเทศและสถานที่
- สหราชอาณาจักร227
- ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
- Very Large Telescope2
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ