ข้ามไปยังเนื้อหา
Healthอธิบาย

โรคหัวใจในผู้ชายไทย: ตายจากหัวใจขาดเลือดเกือบ 2 เท่าของผู้หญิง รู้สัญญาณเตือนและโทร 1669

ผู้ชายไทยตายจากโรคหัวใจขาดเลือด 44.3 ต่อแสนคนในปี 2024 เกือบ 2 เท่าของผู้หญิง และรู้ตัวว่าความดันสูงน้อยกว่า สรุปสัญญาณหัวใจวาย อัมพาต โทร 1669 และการคัดกรอง

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 9 นาที ผู้เข้าชม 1

แชร์FacebookXLINELinkedIn
กราฟแท่งเทียบอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ชายและผู้หญิงไทยปี 2024: โรคระบบไหลเวียนโลหิตทั้งหมด 156.3 กับ 104.7 โรคหลอดเลือดสมอง 72.1 กับ 47.6 และโรคหัวใจขาดเลือด 44.3 กับ 22.9 ต่อประชากร 100,000 คน
ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2567 ของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าปี 2024 ผู้ชายไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด 14,018 คน (44.3 ต่อประชากร 100,000 คน) เทียบกับผู้หญิง 7,645 คน (22.9) และจากโรคหลอดเลือดสมอง 22,817 คน (72.1) เทียบกับ 15,881 คน (47.6)
  • WHO ประมาณว่าปี 2019 ผู้ชายไทยอายุ 30–79 ปีที่มีความดันโลหิตสูงได้รับการวินิจฉัยเพียง 47% ได้รับการรักษา 37% และคุมความดันได้ 22% ต่ำกว่าผู้หญิงทุกขั้น ทั้งที่ความชุกเท่ากันที่ 29%
  • กรมควบคุมโรครณรงค์วันหัวใจโลก 29 กันยายน 2026 ภายใต้แนวคิด Don't Miss a Beat และย้ำสัญญาณหัวใจวาย คือเจ็บหรืออึดอัดกลางหน้าอก ปวดร้าวไปแขน ไหล่ซ้าย ข้อศอก กราม หรือหลัง
  • สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองใช้หลัก B.E.F.A.S.T. เมื่อมีอาการให้โทร 1669 และนำผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค
  • กรมควบคุมโรคแนะนำให้ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจสุขภาพประจำปีหรือคัดกรองความดันโลหิตสูงที่สถานบริการใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ความดันตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทถือเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่าชีวิตผู้ชายไทยมากกว่าผู้หญิงชัดเจน สถิติสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าปี 2024 อัตราตายจากโรคหัวใจขาดเลือดของผู้ชายอยู่ที่ 44.3 ต่อประชากร 100,000 คน เกือบ 2 เท่าของผู้หญิง (22.9) ส่วนโรคหลอดเลือดสมองอยู่ที่ 72.1 เทียบกับ 47.6 และองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณว่าผู้ชายไทยที่มีความดันโลหิตสูงได้รับการวินิจฉัยแล้วเพียง 47%

ตัวเลขชุดนี้ควรอ่านคู่กับการรณรงค์วันหัวใจโลก 29 กันยายน 2026 ของกรมควบคุมโรค ซึ่งใช้แนวคิด "Don't Miss a Beat" ของสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation) และก่อนวันหลอดเลือดสมองโลก 29 ตุลาคม กรมควบคุมโรคอ้างข้อมูลระบบ HDC ของกระทรวงสาธารณสุขว่าปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2024–กันยายน 2025) มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 40,362 คน ตัวเลขนี้มาจากคนละระบบข้อมูลกับสถิติการตายในบทความนี้จึงไม่เท่ากัน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล

ผู้ชายไทยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิงแค่ไหน

ตาราง 2.3.2 ในหนังสือสถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2567 ของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน แยกจำนวนผู้เสียชีวิตตามสาเหตุและเพศไว้ดังนี้ อัตราเป็นต่อประชากร 100,000 คน และยังไม่ได้ปรับโครงสร้างอายุ

สาเหตุการตาย ปี 2024 ผู้ชาย ผู้หญิง
โรคระบบไหลเวียนโลหิตทั้งหมด 49,486 คน (156.3) 34,926 คน (104.7)
โรคหลอดเลือดสมอง 22,817 คน (72.1) 15,881 คน (47.6)
โรคหัวใจขาดเลือด 14,018 คน (44.3) 7,645 คน (22.9)
โรคความดันโลหิตสูง 4,084 คน (12.9) 4,498 คน (13.5)

ภาพรวมทั้งประเทศ ปี 2024 โรคหลอดเลือดสมองคร่าชีวิตคนไทย 38,698 คน มากกว่าโรคหัวใจขาดเลือดที่ 21,663 คนราว 1.8 เท่า ในทั้งสองโรค ผู้ชายมีอัตราตายสูงกว่าผู้หญิง ข้อมูลประมาณการของ WHO สำหรับปี 2019 ชี้ไปทางเดียวกัน คือผู้ชายไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 59,800 คน ผู้หญิง 55,000 คน และโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อของผู้ชายอยู่ที่ 17% เทียบกับผู้หญิง 11%

กราฟแท่งเทียบอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ชายและผู้หญิงไทยปี 2024: โรคระบบไหลเวียนโลหิตทั้งหมด 156.3 กับ 104.7 โรคหลอดเลือดสมอง 72.1 กับ 47.6 และโรคหัวใจขาดเลือด 44.3 กับ 22.9 ต่อประชากร 100,000 คน
อัตราตายจากโรคระบบไหลเวียนโลหิต โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือดของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงทุกกลุ่มในปี 2024 ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข)

โรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร

WHO อธิบายว่าหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองมักเกิดแบบเฉียบพลัน จากการอุดตันที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองไม่ได้ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือไขมันสะสมที่ผนังด้านในของหลอดเลือด ส่วนโรคหลอดเลือดสมองยังเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือลิ่มเลือดได้ด้วย ปัญหาคือโรคของหลอดเลือดมักไม่มีอาการ หัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองจึงอาจเป็นสัญญาณแรกที่ผู้ป่วยรู้ตัว

ในระดับโลก WHO ประมาณว่าปี 2022 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 19.8 ล้านคน หรือราว 32% ของการตายทั้งหมด และ 85% ของกลุ่มนี้มาจากหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง กรมควบคุมโรคสรุปปัจจัยเสี่ยงไว้ในการรณรงค์ปี 2026 ว่ามาจากหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ มลพิษทางอากาศ บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การไม่ออกกำลังกาย การดื่มสุรา ความเครียด ประวัติครอบครัว และอายุ

ภาพประกอบทางการแพทย์ของหัวใจวาย แสดงหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจถูกอุดตันจากคราบไขมัน และบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย
ภาพประกอบหัวใจวาย หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจถูกอุดตัน (ภาพขยายด้านบน) และกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนเสียหาย ภาพ: Blausen Medical Communications / Wikimedia Commons (CC BY 3.0)

ความดันโลหิตสูง ต้นทางของโรคหัวใจที่ผู้ชายรู้ตัวน้อยกว่า

ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง กรมควบคุมโรคอ้างการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (ปี 2019–2020) ว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 25.4 หรือราว 14 ล้านคน เพิ่มจากร้อยละ 24.7 หรือราว 13 ล้านคนในปี 2014 แต่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ณ 6 พฤษภาคม 2025 พบผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7.4 ล้านคน และ 3.5 ล้านคนในกลุ่มนี้ยังคุมความดันไม่ได้

ช่องว่างนี้กว้างกว่าในผู้ชาย โปรไฟล์ความดันโลหิตสูงของไทยที่ WHO จัดทำจากข้อมูลปี 2019 ระบุว่าคนไทยอายุ 30–79 ปีเป็นความดันโลหิตสูง 29% เท่ากันทั้งชายและหญิง แต่ผู้ชายที่เป็นโรคได้รับการวินิจฉัย 47% ได้รับการรักษา 37% และคุมความดันได้ 22% เทียบกับผู้หญิง 59%, 51% และ 30% WHO ยังประเมินว่าการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ชายไทย 46% เป็นผลจากความดันตัวบน (systolic) ที่สูง

WHO ระบุว่าถ้าไทยจะคุมความดันให้ได้ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย ต้องรักษาให้ได้ผลเพิ่มอีก 3.1 ล้านคน และหากทำได้ตามฉากทัศน์ที่ WHO เรียกว่า progress จะป้องกันการตายได้ 234,000 รายภายในปี 2040

กราฟแท่งเทียบผู้ชายและผู้หญิงไทยอายุ 30–79 ปีที่มีความดันโลหิตสูง ปี 2019 ตาม WHO: ได้รับการวินิจฉัย 47% กับ 59% ได้รับการรักษา 37% กับ 51% และคุมความดันได้ 22% กับ 30%
ผู้ชายไทยที่มีความดันโลหิตสูงได้รับการวินิจฉัย ได้รับการรักษา และคุมความดันได้ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าผู้หญิง ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: World Health Organization)

ค่าความดันเท่าไรจึงเรียกว่าสูง

กรมควบคุมโรคใช้เกณฑ์ต่อไปนี้ในการรณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลกเมื่อ 16 พฤษภาคม 2025 หน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท

ระดับความดัน ความหมายตามกรมควบคุมโรค สิ่งที่ควรทำ
ต่ำกว่า 120/80 เหมาะสม วัดต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ
ตั้งแต่ 130/80 เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เริ่มปรับพฤติกรรม
ตั้งแต่ 140/90 โรคความดันโลหิตสูง พบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษา
ตั้งแต่ 180/110 ความดันโลหิตสูงอันตราย รีบพบแพทย์โดยด่วน

โรคความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการ กรมควบคุมโรคเตือนว่าถ้าคุมไม่ได้ในระยะยาวจะนำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และไตวายเรื้อรัง ผู้ที่กินยาอยู่ไม่ควรหยุดยาเอง

สัญญาณเตือนหัวใจวายจากโรคหัวใจขาดเลือด และสิ่งที่ต้องทำทันที

กรมควบคุมโรคเตือนในวันหัวใจโลกปี 2026 ว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดบางครั้งไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่แสดงอาการครั้งแรกตอนเกิดภาวะวิกฤต อาการที่ต้องจำมีดังนี้

  • เจ็บหรืออึดอัดบริเวณกลางหน้าอก
  • ปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ซ้าย ข้อศอก กราม หรือหลัง
  • อาจหายใจลำบาก คลื่นไส้ หน้ามืด เหงื่อแตก หรือหน้าซีดร่วมด้วย

WHO ระบุเพิ่มว่าผู้หญิงมีแนวโน้มมากกว่าผู้ชายที่จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ อาเจียน และปวดหลังหรือกราม จึงไม่ควรรอให้เจ็บหน้าอกชัดเจนก่อน เมื่อสงสัยหัวใจวาย ให้โทร 1669 ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุเป็นหมายเลขสำหรับการเจ็บป่วยฉุกเฉิน

สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง B.E.F.A.S.T.

กรมควบคุมโรคให้ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. สังเกตอาการด้วยตนเอง ได้แก่ B (Balance) เสียการทรงตัว วิงเวียน เดินเซ, E (Eye) มองไม่เห็นหรือเห็นภาพซ้อน, F (Face) ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวเฉียบพลัน, A (Arms) แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก, S (Speech) พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ และ T (Time) โทร 1669 นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที ถ้าไปช้าอาจเสียชีวิตหรือกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

แผนภาพสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองตามหลัก B.E.F.A.S.T. ของกรมควบคุมโรค: เสียการทรงตัว ตามองไม่เห็นหรือเห็นภาพซ้อน หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด และโทร 1669 ไปโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที
สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองตามหลัก B.E.F.A.S.T. ของกรมควบคุมโรค และการโทร 1669 ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: กรมควบคุมโรค)

WHO ระบุอาการอื่นที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลเช่นกัน ได้แก่ สับสน พูดหรือเข้าใจคำพูดลำบาก ปวดศีรษะรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ และเป็นลมหรือหมดสติ กรมควบคุมโรคอ้างข้อมูลระบบ HDC ปี พ.ศ. 2567 ว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสม 363,688 คน และการทำกายภาพบำบัดในช่วง 3–6 เดือนแรกมีความจำเป็นต่อการฟื้นตัว

ภาพประกอบโรคหลอดเลือดสมองสองชนิด ด้านซ้ายลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดจนเลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่ได้ ด้านขวาหลอดเลือดแตกและเลือดรั่วเข้าเนื้อสมอง
โรคหลอดเลือดสมองชนิดหลอดเลือดอุดตัน (ซ้าย) ลิ่มเลือดหยุดการไหลเวียนไปยังสมองบางส่วน ส่วนชนิดหลอดเลือดแตก (ขวา) เลือดรั่วเข้าเนื้อสมอง ภาพ: Scientific Animations / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจที่ผู้ชายปรับได้

โปรไฟล์ของ WHO แสดงว่าปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจบางตัวของผู้ชายไทยสูงกว่าผู้หญิงมาก ค่าเป็นแบบปรับมาตรฐานอายุ ยกเว้นปริมาณเกลือ

ปัจจัยเสี่ยง (ปีข้อมูล) ผู้ชาย ผู้หญิง
ใช้ยาสูบ อายุ 15 ปีขึ้นไป (2019) 42% 3%
แอลกอฮอล์ต่อหัว อายุ 15 ปีขึ้นไป (2019) 13 ลิตร 3 ลิตร
เกลือเฉลี่ย อายุ 25 ปีขึ้นไป (2019) 11 กรัม/วัน 10 กรัม/วัน
ขาดกิจกรรมทางกาย อายุ 18 ปีขึ้นไป (2016) 22% 27%
ภาวะอ้วน อายุ 18 ปีขึ้นไป (2016) 7% 13%

เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง กรมควบคุมโรคแนะนำให้คนทั่วไปกินโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม ออกกำลังกายระดับปานกลางสะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์หรือ 30 นาทีต่อวัน คุมดัชนีมวลกายที่ 18.5–22.9 งดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และนอนหลับให้เพียงพอ กรมควบคุมโรคอ้าง WHO ว่าหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้ถึง 80% ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้

ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจอะไร เมื่อไร และใช้สิทธิอะไรได้

รายการ อายุและความถี่ ที่มา
ตรวจสุขภาพประจำปีหรือคัดกรองความดันโลหิตสูง 35 ปีขึ้นไป ไม่เสียค่าใช้จ่าย กรมควบคุมโรค (พ.ค. 2025)
น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร 35 ปีขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง รายการตรวจสุขภาพผู้ประกันตน
ไขมัน Total cholesterol และ HDL 20–34 ปีทุก 5 ปี และ 35 ปีขึ้นไปปีละครั้ง รายการตรวจสุขภาพผู้ประกันตน
การทำงานของไต (Creatinine, eGFR) 35 ปีขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง รายการตรวจสุขภาพผู้ประกันตน

กรมควบคุมโรคระบุว่าการคัดกรองความดันโลหิตสูงทำได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพียงแสดงบัตรประชาชน ส่วนรายการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้ประกันตนที่ สปสช. สรุปไว้ระบุว่ารายการน้ำตาลและไขมันตรงกับชุดสิทธิของ สปสช. ใช้ได้ทั้งผู้ประกันตนคนไทยและผู้มีสิทธิบัตรทอง กรมควบคุมโรคยังแนะนำให้ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง และติดตามความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • โทร 1669 ทันที เมื่อมีอาการหัวใจวาย หรือมีอาการตามหลัก B.E.F.A.S.T.
  • พบแพทย์โดยด่วน เมื่อวัดความดันได้ตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอท ตามเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค
  • นัดพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย เมื่อความดันตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท หรือผลตรวจน้ำตาลและไขมันผิดปกติ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรพบแพทย์และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเอง ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค

ผลต่อองค์กรและฝ่ายบุคคล

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดกระทบผู้ชายวัยทำงานโดยตรง WHO ประมาณว่าโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อของผู้ชายไทยอยู่ที่ 17% เทียบกับผู้หญิง 11%
  • ผู้ประกันตนมีสิทธิตรวจน้ำตาล ไขมัน และการทำงานของไตตามรายการตรวจสุขภาพประจำปี ฝ่ายบุคคลช่วยได้ด้วยการแจ้งสิทธิและจัดเวลาให้พนักงานไปตรวจ
  • ฝึกพนักงานให้รู้อาการหัวใจวายจากโรคหัวใจขาดเลือดและหลัก B.E.F.A.S.T. และติดหมายเลข 1669 ในจุดที่เห็นง่าย เพราะกรมควบคุมโรคย้ำว่าโรคหลอดเลือดสมองต้องถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • โรงอาหารและร้านค้าในสถานที่ทำงานลดโซเดียมได้ โดยใช้เกณฑ์ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันของกรมควบคุมโรคเป็นแนวทาง ผลตรวจสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรไม่ควรขอดูผลรายบุคคล

สิ่งที่ควรทำ

  1. ผู้ชายอายุ 35 ปีขึ้นไปวัดความดันอย่างน้อยปีละครั้งและจำตัวเลขของตัวเอง ใช้สิทธิคัดกรองฟรีที่สถานบริการใกล้บ้าน
  2. ถ้าความดันตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท นัดพบแพทย์ ถ้ากินยาอยู่แล้วอย่าหยุดยาเอง
  3. ลดเค็มให้โซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และลดหรืองดแอลกอฮอล์
  4. จำอาการหัวใจวายและหลัก B.E.F.A.S.T. บันทึกเบอร์ 1669 ไว้ในโทรศัพท์ของตัวเองและคนในบ้าน
  5. ฝ่ายบุคคลใช้รายการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้ประกันตนให้เต็มสิทธิ อ่านเรื่องสุขภาพผู้ชายเพิ่มเติมได้ที่หมวดสุขภาพผู้ชาย

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ชายเสี่ยงโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงจริงไหม?

ในแง่การเสียชีวิตใช่ สถิติสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าปี 2024 ผู้ชายไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด 44.3 ต่อประชากร 100,000 คน เทียบกับผู้หญิง 22.9 และจากโรคหลอดเลือดสมอง 72.1 เทียบกับ 47.6 ส่วน WHO ประมาณว่าผู้ชายที่มีความดันโลหิตสูงได้รับการวินิจฉัยและคุมความดันได้น้อยกว่าผู้หญิง

อาการหัวใจวายเป็นอย่างไร ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก?

กรมควบคุมโรคระบุว่าอาการหัวใจวายคือเจ็บหรืออึดอัดบริเวณกลางหน้าอก ปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ซ้าย ข้อศอก กราม หรือหลัง อาจหายใจลำบาก คลื่นไส้ หน้ามืด เหงื่อแตก หรือหน้าซีดร่วมด้วย เมื่อสงสัยให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจแสดงอาการครั้งแรกตอนเกิดภาวะวิกฤต

B.E.F.A.S.T. สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?

เป็นหลักสังเกตอาการที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่ B คือเสียการทรงตัว E คือมองไม่เห็นหรือเห็นภาพซ้อน F คือหน้าเบี้ยว A คือแขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก S คือพูดไม่ชัด และ T คือเวลา ให้โทร 1669 และนำผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที

ความดันเท่าไรถือว่าเป็นความดันโลหิตสูง?

กรมควบคุมโรคระบุว่าความดันที่เหมาะสมควรต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท ตั้งแต่ 130/80 ถือว่าเสี่ยงและควรเริ่มปรับพฤติกรรม ตั้งแต่ 140/90 ถือเป็นโรคความดันโลหิตสูงและควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย ส่วนตั้งแต่ 180/110 ถือว่าอันตราย ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน ความดันที่คุมไม่ได้นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต

ผู้ชายควรตรวจความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือดตอนอายุเท่าไร?

กรมควบคุมโรคแนะนำให้ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไปตรวจสุขภาพประจำปีหรือคัดกรองความดันโลหิตสูงที่สถานบริการใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนรายการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนให้ตรวจน้ำตาลในเลือดปีละครั้งตั้งแต่อายุ 35 ปี และตรวจไขมันทุก 5 ปีช่วงอายุ 20–34 ปี แล้วปีละครั้งตั้งแต่ 35 ปี ตัวเลขเหล่านี้ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันหัวใจโลก ปี 2569 ทุกจังหวะหัวใจ ใส่ใจดูแล หมั่นตรวจสุขภาพ ป้องกันโรคหัวใจ — กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  2. สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2567 (Public Health Statistics A.D. 2024) — กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  3. Hypertension profile: Thailand (Hypertension profiles, 2023) — World Health Organization
  4. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก 2568 ร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสังเกตสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง และเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว — กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  5. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2568 เน้นย้ำให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ — กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  6. Cardiovascular diseases (CVDs) (Fact sheet) — World Health Organization

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ