ข้ามไปยังเนื้อหา
Historyอธิบาย

Bell X-1 กับวันที่ 14 ตุลาคม 1947: เครื่องบินลำแรกที่บินเร็วกว่าเสียง และบทเรียนการทดสอบ

Bell X-1 คือเครื่องบินจรวดที่ Chuck Yeager บินทะลุ Mach 1.06 เมื่อ 14 ต.ค. 1947 เป็นครั้งแรกของโลก ย้อนดูการออกแบบ การทดสอบทีละขั้น และมรดกถึง X-59 ของ NASA

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 11 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
เครื่องบิน Bell X-1 ลำแรก หมายเลข 46-062 ชื่อ Glamorous Glennis สีส้ม จัดแสดงที่ศูนย์ Steven F. Udvar-Hazy ของ Smithsonian ภาพถ่ายเมื่อมกราคม 2023
ภาพ: FriendlyToaster / Wikimedia Commons (CC0)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • วันที่ 14 ตุลาคม 1947 Capt. Charles "Chuck" Yeager แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ บิน Bell X-1 ได้ความเร็ว Mach 1.06 (ราว 700 ไมล์ หรือ 1,127 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ระดับ 43,000 ฟุต เหนือทะเลสาบแห้ง Muroc รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นนักบินคนแรกที่บินเร็วกว่าเสียง
  • X-1 เกิดจากโครงการร่วมที่ NACA กับกองทัพอากาศบกสหรัฐฯ เริ่มในปี 1944 กองทัพทำสัญญาให้ Bell Aircraft สร้างเครื่องบิน 3 ลำ เมื่อ 16 มีนาคม 1945 ลำตัวเลียนรูปกระสุนปืนกลขนาด .50 และติดเครื่องมือวัดราว 500 ปอนด์
  • Yeager เข้าใกล้ Mach 1 ทีละขั้น จาก Mach 0.85 ในเที่ยวบินใช้เครื่องยนต์ครั้งแรก 29 สิงหาคม 1947 ถึง Mach 0.997 เมื่อ 10 ตุลาคม ก่อนทะลุ Mach 1 อีก 4 วันต่อมา
  • กองทัพอากาศสหรัฐฯ จัดเที่ยวบินและข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับสุดยอดภายใน 2 ชั่วโมง ข่าวเพิ่งรั่วในเดือนธันวาคม 1947 และกองทัพยืนยันอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 1948
  • 79 ปีต่อมา เครื่องบิน X-59 ของ NASA บินเร็วกว่าเสียงครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2026 ที่ราว Mach 1.1 และระดับ 43,400 ฟุต เพื่อพิสูจน์ว่าบินเหนือเสียงได้โดยไม่เกิดเสียงบูมดัง

Bell X-1 คือเครื่องบินวิจัยขับเคลื่อนด้วยจรวดที่พาเครื่องบินเร็วกว่าเสียงได้เป็นลำแรกของโลก เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 1947 Capt. Charles "Chuck" Yeager แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ บิน Bell X-1 ลำแรกได้ความเร็ว Mach 1.06 หรือราว 700 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ระดับ 43,000 ฟุต เหนือทะเลสาบแห้ง Muroc ในทะเลทราย Mojave รัฐแคลิฟอร์เนีย และทำให้คำว่า "กำแพงเสียง" กลายเป็นเพียงความเชื่อ

สัปดาห์นี้ครบ 79 ปีของเที่ยวบินนั้น เรื่องของ Bell X-1 ไม่ได้มีแค่นักบินกล้าและเครื่องบินจรวดสีส้ม แต่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการทดสอบเทคโนโลยีที่ไม่มีใครรู้คำตอบล่วงหน้า ทั้งเรื่องการเก็บข้อมูล การถกเถียงระหว่างทีมที่อยากเร็วกับทีมที่อยากรอบคอบ และราคาของความล้มเหลว

ทำไม "กำแพงเสียง" จึงน่ากลัวในทศวรรษ 1940

ปลายทศวรรษ 1930 ถึงต้นทศวรรษ 1940 เครื่องบินเริ่มบินเร็วจนอากาศที่ไหลผ่านปีกบางส่วนเร็วกว่าเสียง NASA อธิบายว่าทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลจากการอัดตัวของอากาศ (compressibility) แรงต้านที่เพิ่มขึ้น การทรงตัวที่เปลี่ยนไป การสั่นรุนแรง และพื้นบังคับที่ใช้การไม่ได้ผล ปัญหาใหญ่คืออุโมงค์ลมก็เจอปัญหาอากาศพลศาสตร์แบบเดียวกัน ข้อมูลจากอุโมงค์ลมในย่านความเร็วนี้จึงเชื่อถือไม่ได้

เอกสารประวัติศาสตร์ NASA SP-4219 ระบุว่าในปี 1947 ไม่มีข้อมูลจากอุโมงค์ลมเลยสำหรับความเร็วเกิน Mach 0.85 ทางเดียวที่จะได้ข้อมูลจริงจึงเป็นการสร้างเครื่องบินวิจัยขึ้นไปบินเอง แนวคิดนี้มาจาก John Stack ของ NACA, Ezra Kotcher ของกองทัพอากาศบก และ Walter Diehl ของกองทัพเรือ

คำว่า "sound barrier" เองก็เกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ในปี 1935 W. F. Hilton นักอากาศพลศาสตร์ชาวอังกฤษอธิบายกราฟแรงต้านของปีกให้นักข่าวฟังว่า "แรงต้านของปีกพุ่งขึ้นเหมือนกำแพงที่ขวางความเร็วที่สูงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ความเร็วเสียง" เช้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษพาดหัวว่า "the sound barrier" ความเชื่อว่ามีกำแพงที่เครื่องบินผ่านไปไม่ได้จึงแพร่ไปทั่ว แม้วิศวกรส่วนใหญ่จะรู้ว่าไม่จริง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าแรงต้านจะเพิ่มขึ้นเท่าไร

Bell X-1 ออกแบบอย่างไร

พิพิธภัณฑ์ National Air and Space Museum ระบุว่า Bell X-1 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการร่วมระหว่าง NACA (หน่วยงานต้นกำเนิดของ NASA) กับกองทัพอากาศบกสหรัฐฯ ที่เริ่มในปี 1944 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1945 กองทัพทำสัญญาให้ Bell Aircraft แห่งเมือง Buffalo รัฐนิวยอร์ก สร้างเครื่องบินวิจัย 3 ลำภายใต้รหัสโครงการ MX-653 และตั้งชื่อว่า XS-1 ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น Bell X-1

ส่วนประกอบ รายละเอียดตามเอกสารของ NASA และ Smithsonian
ลำตัว รูปทรงเดียวกับกระสุนปืนกลขนาด .50 ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเสถียรที่ความเร็วเหนือเสียง โครงสร้างอะลูมิเนียมความแข็งแรงสูง
ปีก ปีกตรง ไม่ลู่ไปด้านหลัง และบางสำหรับยุคนั้น อัตราส่วนความหนาต่อคอร์ดปีกของลำที่ 1 เท่ากับ 8% ส่วนลำที่ 2 เท่ากับ 10%
เครื่องยนต์ จรวด XLR-11 ของ Reaction Motors 4 ห้องเผาไหม้ แรงขับ 6,000 ปอนด์ ใช้ออกซิเจนเหลวกับแอลกอฮอล์ผสมน้ำ
ระบบเชื้อเพลิง 2 ลำแรกดันเชื้อเพลิงด้วยแรงดันไนโตรเจนแทนปั๊มเทอร์ไบน์ มีถังไนโตรเจน 12 ใบ
เครื่องมือวัด อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินกว่า 500 ปอนด์ อัดอยู่ในลำตัวที่แคบมาก
การขึ้นบิน ปล่อยจากช่องทิ้งระเบิดของ B-29 หรือ B-50 กลางอากาศ แล้วจุดจรวดไต่ขึ้น
เครื่องบินตระกูล Bell X-1 ในงานเปิดบ้านของหน่วยทดสอบการบิน NACA ที่ Muroc พร้อมชุดเครื่องมือวัดที่ถอดออกมาวางบนโต๊ะ
เครื่องบิน Bell X-1 จัดแสดงในงานเปิดบ้านของหน่วย NACA ที่ Muroc โดยมีชุดเครื่องมือวัดที่ถอดออกมาวางบนโต๊ะข้างลำตัว ภาพ: NASA

การเลือกเครื่องยนต์จรวดเป็นจุดที่ทีมเห็นต่างกัน NASA บันทึกว่า NACA และกองทัพเรืออยากได้เครื่องบินวิจัยเครื่องยนต์ไอพ่นมากกว่า แต่กองทัพอากาศบกเลือกจรวด เพราะต้องการบินให้ถึงความเร็วเหนือเสียงเร็วที่สุดเพื่อพิสูจน์ว่ากำแพงเสียงทำลายได้ และกองทัพเป็นผู้จ่ายเงิน ความเห็นของกองทัพจึงชนะ

จากเที่ยวบินร่อนถึง Mach 0.997: ทดสอบทีละขั้น

Bell X-1 ลำแรกส่งมอบในเดือนธันวาคม 1945 Jack Woolams นักบินทดสอบของ Bell ทำเที่ยวบินร่อนครั้งแรกเมื่อ 19 มกราคม 1946 ที่สนามบิน Pinecastle รัฐฟลอริดา รวม 10 เที่ยวก่อนส่งกลับไปติดเครื่องยนต์ จากนั้นเครื่องบินย้ายไปหน่วย NACA ที่ Muroc ในเดือนตุลาคม 1946 ซึ่งปัจจุบันคือศูนย์วิจัยการบิน Armstrong ของ NASA ที่ Edwards รัฐแคลิฟอร์เนีย

เมื่อ 30 มิถุนายน 1947 กองทัพอากาศบกกับ NACA ตกลงแบ่งงานเป็น 2 ระยะ กองทัพใช้ Bell X-1 ลำที่ 1 ซึ่งปีกบางกว่า เร่งบินให้ถึง Mach 1.1 โดยเร็ว ส่วน NACA ให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล แล้วจึงใช้ Bell X-1 ลำที่ 2 ทำการวิจัยย่านความเร็วใกล้เสียง (transonic) อย่างละเอียดภายหลัง

เครื่องบิน Bell X-1 ลำที่ 2 หมายเลข 6063 จอดบนลานของสถานีวิจัยการบินความเร็วสูงของ NACA โดยมีเครื่องบิน B-29 อยู่ด้านหลัง
เครื่องบิน Bell X-1 ลำที่ 2 หมายเลข 6063 จอดบนลานของสถานีวิจัยการบินความเร็วสูงของ NACA โดยมี B-29 ที่ใช้ปล่อยกลางอากาศอยู่ด้านหลัง ภาพ: NASA

Yeager ได้รับเลือกเป็นนักบินสำหรับเที่ยวบินสู่ Mach 1 เขาบินร่อนครั้งแรกในวันที่ 6, 7 และ 8 สิงหาคม 1947 และบินใช้เครื่องยนต์ครั้งแรกเมื่อ 29 สิงหาคม ได้ Mach 0.85 ตลอด 6 สัปดาห์ต่อมาเขาขยับเข้าใกล้ Mach 1 ทีละน้อย จนได้ Mach 0.997 เมื่อ 10 ตุลาคม NASA บันทึกว่าในสายตาวิศวกร NACA ที่คุ้นกับการทดสอบทีละขั้นอย่างระมัดระวัง ฝั่ง Yeager และกองทัพดูเร่งรีบเกินไป

กราฟแท่งความเร็วสูงสุดของ Bell X-1 ในเที่ยวบินสำคัญ: Mach 0.79 วันที่ 9 ธันวาคม 1946 Mach 0.85 วันที่ 29 สิงหาคม 1947 Mach 0.997 วันที่ 10 ตุลาคม 1947 Mach 1.06 วันที่ 14 ตุลาคม 1947 และ Mach 1.45 วันที่ 26 มีนาคม 1948
ความเร็วสูงสุดของ Bell X-1 ในเที่ยวบินสำคัญ จาก Mach 0.79 ปลายปี 1946 ถึง Mach 1.45 ในเดือนมีนาคม 1948 ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: NASA)

เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 1947 เกิดอะไรขึ้น

หนังสือประวัติศาสตร์ของ NASA เล่าว่าวันอังคารที่ 14 ตุลาคม 1947 ทีมวิศวกรเริ่มเตรียม Bell X-1 ตั้งแต่ 06:00 น. ติดตั้งเครื่องบินสีส้มลำเล็กไว้ในช่องทิ้งระเบิดของ B-29 แล้วออกบินเวลา 10:00 น. ขณะผ่านระดับ 5,000 ฟุต Yeager ปีนเข้าห้องนักบินของ X-1 ทั้งที่ซี่โครงหัก 2 ซี่จากอุบัติเหตุขี่ม้าเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน เขาไม่บอกใครนอกจาก Capt. Jack Ridley เพื่อนสนิทที่ช่วยดันเขาเข้าห้องนักบิน

  • 10:26 น. Bell X-1 หลุดจากช่องทิ้งระเบิดที่ความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมง Yeager จุดจรวด XLR-11 ไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • Mach 0.85 ความเร็วที่ไม่มีข้อมูลอุโมงค์ลมรองรับ Yeager ดับห้องเผาไหม้ 2 ใน 4 ห้องชั่วคราวเพื่อทดสอบการบังคับ
  • ระดับ 40,000 ฟุต เครื่องบินเริ่มบินระดับ Yeager จุดห้องเผาไหม้กลับ 1 ห้อง มาตรวัดขยับจาก 0.98, 0.99 ถึง 1.02 แล้วกระโดดไปที่ 1.06
  • Mach 1.06 ที่ 43,000 ฟุต การบินนิ่ง ไม่มีการสั่นรุนแรงหรือสูญเสียการควบคุมอย่างที่วิศวกรบางคนกลัว

ระดับความสูงตอนปล่อยตัวมีบันทึกไม่ตรงกัน หนังสือ NASA SP-4219 ระบุว่า B-29 ไต่ขึ้นถึง 20,000 ฟุต ส่วน Smithsonian ระบุว่าปล่อยที่ระดับ 7,000 เมตร (23,000 ฟุต) ทั้งสองแหล่งตรงกันเรื่องความเร็วสูงสุด Mach 1.06 และระดับ 43,000 ฟุต

ภาพถ่ายของกองทัพอากาศสหรัฐฯ แสดงเครื่องบิน Bell X-1 ลำที่ 1 ขณะบิน พร้อมแถบกระดาษบันทึกข้อมูล Mach jump ของเที่ยวบินเร็วกว่าเสียงครั้งแรก 14 ตุลาคม 1947 ซ้อนอยู่ด้านล่าง
เครื่องบิน Bell X-1 ลำที่ 1 ขณะบิน มองเห็นแนวคลื่นกระแทกในไอพ่นจรวด และแถบกระดาษบันทึก "Mach jump" ของเที่ยวบินวันที่ 14 ตุลาคม 1947 ซ้อนอยู่ด้านล่างภาพ ภาพ: U.S. Air Force / Lt. Robert A. Hoover (ผ่าน NASA)

ภาพนี้มีทั้งตัวเครื่องบินและหลักฐานทางวิศวกรรมของวันนั้น คือแถบกระดาษบันทึกข้อมูล "Mach jump" ของเที่ยวบินแรกที่เร็วกว่าเสียง ซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ นำมาซ้อนไว้ในภาพถ่าย

ความลับ 5 เดือน และรางวัล Collier Trophy

NASA ระบุว่าเพียง 2 ชั่วโมงต่อมา กองทัพอากาศสหรัฐฯ จัดเที่ยวบินและข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับสุดยอด ข่าวเริ่มรั่วในเดือนธันวาคม 1947 และกองทัพเพิ่งยืนยันอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 1948

วันที่ 17 ธันวาคม 1948 ประธานาธิบดี Harry S. Truman มอบรางวัล Collier Trophy ประจำปี 1947 ให้คน 3 คน คือ Lawrence D. Bell ผู้ผลิต, John Stack นักวิทยาศาสตร์ของ NACA และ Chuck Yeager นักบิน ในฐานะ "ความสำเร็จทางการบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับจากเที่ยวบินแรกของพี่น้องตระกูลไรต์" ตามที่ NASA SP-4219 บันทึกไว้

Chuck Yeager ยืนข้างห้องนักบินของเครื่องบิน Bell X-1 ลำที่ 1 ที่มีชื่อ Glamorous Glennis เขียนไว้บนหัวเครื่อง
Chuck Yeager ยืนข้างห้องนักบินของ Bell X-1 ลำที่ 1 ซึ่งมีชื่อ Glamorous Glennis เขียนไว้ที่หัวเครื่อง ภาพของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในทศวรรษ 1940 ภาพ: U.S. Air Force / Wikimedia Commons (สาธารณสมบัติ)

Yeager ตั้งชื่อเครื่องบินว่า Glamorous Glennis ตามชื่อภรรยา ต่อมาเมื่อ 26 มีนาคม 1948 เขาบินลำเดิมได้ Mach 1.45 หรือราว 957 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วน Herbert H. Hoover นักบินของ NACA บิน Bell X-1 ลำที่ 2 ได้ Mach 1.029 เมื่อ 4 มีนาคม 1948 เป็นคนที่สองที่บินเร็วกว่าเสียงและเป็นพลเรือนคนแรกที่ทำได้

ลำดับเหตุการณ์ของ Bell X-1

วันที่ เหตุการณ์
1935 หนังสือพิมพ์อังกฤษพาดหัว "the sound barrier" จากคำอธิบายของ W. F. Hilton
1944 NACA และกองทัพอากาศบกสหรัฐฯ เริ่มโครงการเครื่องบินวิจัยความเร็วใกล้และเหนือเสียง
16 มี.ค. 1945 กองทัพทำสัญญาให้ Bell Aircraft สร้าง XS-1 จำนวน 3 ลำ
19 ม.ค. 1946 Jack Woolams ทำเที่ยวบินร่อนครั้งแรกที่ Pinecastle รัฐฟลอริดา
9 ธ.ค. 1946 Chalmers "Slick" Goodlin บินใช้เครื่องยนต์ครั้งแรกด้วย Bell X-1 ลำที่ 2 ได้ Mach 0.79
30 มิ.ย. 1947 กองทัพกับ NACA ตกลงแบ่งการทดสอบเป็น 2 ระยะ
29 ส.ค. 1947 Yeager บินใช้เครื่องยนต์ครั้งแรก ได้ Mach 0.85
10 ต.ค. 1947 Yeager ได้ Mach 0.997
14 ต.ค. 1947 Yeager ได้ Mach 1.06 ที่ 43,000 ฟุต บินเร็วกว่าเสียงครั้งแรก
4 มี.ค. 1948 Herbert H. Hoover ของ NACA ได้ Mach 1.029 พลเรือนคนแรกที่เร็วกว่าเสียง
26 มี.ค. 1948 Yeager ได้ Mach 1.45 ความเร็วสูงสุดของ Bell X-1 ลำที่ 1
17 ธ.ค. 1948 ประธานาธิบดี Truman มอบรางวัล Collier Trophy ประจำปี 1947
12 พ.ค. 1950 เที่ยวบินสุดท้ายของ Bell X-1 ลำที่ 1
26 ส.ค. 1950 กองทัพอากาศสหรัฐฯ มอบ Bell X-1 ลำที่ 1 ให้สถาบัน Smithsonian
9 พ.ย. 1951 Bell X-1 ลำที่ 3 ระเบิดบนพื้น เสียหายทั้งลำพร้อมเครื่องบิน B-50
5 มิ.ย. 2026 X-59 ของ NASA บินเร็วกว่าเสียงครั้งแรก ที่ระดับ 43,400 ฟุต

ความสูงสูงสุดของ Bell X-1 ลำที่ 1 ก็มีบันทึกต่างกันในหน้าเดียวของ Smithsonian ส่วนสรุประบุว่าเที่ยวบิน Mach 1.45 ของ Yeager อยู่ที่ 21,900 เมตร (71,900 ฟุต) ส่วนคำอธิบายฉบับยาวระบุว่าเที่ยวบินนั้นอยู่ที่ 40,130 ฟุต และความสูง 71,902 ฟุตเป็นของ Maj. Frank K. Everest Jr. เมื่อ 8 สิงหาคม 1949

ราคาของการทดลองที่ไม่มีใครรู้คำตอบ

Bell X-1 ลำที่ 1 บินรวม 78 เที่ยว แบ่งเป็นเที่ยวบินสาธิตของผู้ผลิต 19 เที่ยวและเที่ยวบินทดสอบของกองทัพอากาศ 59 เที่ยว แต่ครอบครัว Bell X-1 ก็จ่ายราคาด้วยอุบัติเหตุหลายครั้ง

  • Bell X-1 ลำที่ 3 ใช้ปั๊มเทอร์ไบน์แทนแรงดันไนโตรเจน คำนวณว่าเร็วได้ถึง Mach 2.4 แต่ระเบิดเมื่อ 9 พฤศจิกายน 1951 ระหว่างเตรียมระบายออกซิเจนเหลว เปลวไฟทำลายทั้งตัวเครื่องและเครื่องบิน B-50 Joseph Cannon นักบินทดสอบของ Bell หนีออกมาได้แต่ต้องรักษาแผลไฟไหม้ในโรงพยาบาลเกือบ 1 ปี
  • X-1A และ X-1D รุ่นที่สองสูญเสียทั้งคู่จากการระเบิดของระบบขับเคลื่อน ตามที่ Smithsonian บันทึก
  • Bell X-1 ลำที่ 2 ถูกสั่งงดบินเพราะถังไนโตรเจนใกล้หมดอายุการรับความล้า เสี่ยงต่อการระเบิด ก่อนกลับมาในรูปแบบดัดแปลงชื่อ X-1E

มรดกที่เหลือถึงปัจจุบัน

NASA สรุปว่า Bell X-1 เปลี่ยนประวัติศาสตร์การบินมากกว่าการเป็นเครื่องบินลำแรกที่เร็วกว่าเสียง เพราะสร้างแนวคิด "เครื่องบินวิจัย" ที่สร้างขึ้นเพื่อการทดลองโดยเฉพาะ ไม่ต้องตอบโจทย์การทหารหรือการพาณิชย์ เครื่องบินตระกูล X ที่ตามมาถูกสร้างเพื่อจุดประสงค์หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องสาธิตเทคโนโลยีไปจนถึงขีปนาวุธทดสอบไร้คนขับ เมื่อมอบเครื่องบินให้ Smithsonian ในปี 1950 พล.อ. Hoyt Vandenberg เสนาธิการทหารอากาศสหรัฐฯ กล่าวว่า Bell X-1 "เป็นจุดจบของยุคยิ่งใหญ่ยุคแรกของการบิน และเป็นจุดเริ่มของยุคที่สอง"

Glamorous Glennis ตัวจริงยังอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ National Air and Space Museum หน้าเว็บของพิพิธภัณฑ์ระบุว่าจัดแสดงใน Boeing Milestones of Flight Hall ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ส่วนผู้ถ่ายภาพปกระบุว่าในช่วงปรับปรุงอาคารเมื่อต้นปี 2023 เครื่องบินถูกย้ายไปจัดแสดงชั่วคราวที่ศูนย์ Steven F. Udvar-Hazy

79 ปีต่อมา โจทย์ของการบินเหนือเสียงเปลี่ยนจาก "บินได้หรือไม่" เป็น "บินโดยไม่รบกวนคนบนพื้นได้หรือไม่" NASA รายงานว่าเครื่องบิน X-59 บินเร็วกว่าเสียงครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2026 ที่ราว Mach 1.1 (713 ไมล์ต่อชั่วโมง) และระดับ 43,400 ฟุต เกือบเท่าระดับของ Bell X-1 ในปี 1947 เป้าหมายคือบินที่ Mach 1.4 โดยเกิดเพียงเสียง "ทุ้ม" เบา ๆ แทนเสียงบูมดัง แล้วนำข้อมูลการรับรู้เสียงของชุมชนไปให้หน่วยงานกำกับในสหรัฐฯ และนานาชาติใช้ทำมาตรฐานเสียงที่อิงข้อมูล ซึ่งอาจเปิดทางให้เครื่องบินโดยสารบินเร็วกว่าเสียงเหนือแผ่นดินได้

เครื่องบิน X-59 ของ NASA ขณะบินเหนือทะเลทรายในวันที่บินเร็วกว่าเสียงครั้งแรก 5 มิถุนายน 2026
เครื่องบิน X-59 ของ NASA ขณะบินเหนือทะเลทรายในวันที่บินเร็วกว่าเสียงครั้งแรก 5 มิถุนายน 2026 ภาพ: NASA / Lori Losey

บทเรียนสำหรับองค์กรไทยวันนี้

  • เมื่อแบบจำลองหมดคำตอบ ให้ทดลองของจริงที่วัดผลได้ อุโมงค์ลมปี 1947 ให้ข้อมูลไม่ได้เกิน Mach 0.85 ทางออกคือเครื่องบินที่บรรทุกเครื่องมือวัดกว่า 500 ปอนด์ องค์กรที่นำเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI หรือระบบอัตโนมัติมาใช้ก็ควรออกแบบโครงการนำร่องให้เก็บข้อมูลจริงได้ตั้งแต่วันแรก
  • ตกลงระยะของงานให้ชัดก่อนเริ่ม ข้อตกลง 2 ระยะเมื่อ 30 มิถุนายน 1947 ช่วยให้ทีมที่อยากเร็วกับทีมที่อยากละเอียดทำงานร่วมกันได้ โดยแต่ละฝ่ายรู้ว่าตัวเองรับผิดชอบส่วนไหน
  • เข้าใกล้ขีดจำกัดทีละขั้น Yeager ใช้เวลา 6 สัปดาห์ไต่จาก Mach 0.85 ถึง 0.997 ก่อนผ่าน Mach 1 การขยายระบบหรือเพิ่มโหลดให้ระบบไอทีก็ควรเพิ่มทีละช่วงและดูข้อมูลทุกครั้ง
  • อย่าให้คำเปรียบเปรยกลายเป็นข้อเท็จจริง "กำแพงเสียง" เกิดจากพาดหัวข่าวที่ตีความคำอธิบายผิด ผู้บริหารที่ตัดสินใจจากคำโฆษณาหรือพาดหัวข่าวเทคโนโลยีควรกลับไปดูข้อมูลต้นทางเสมอ
  • วางแผนอายุการใช้งานของอุปกรณ์ที่รับแรงดัน Bell X-1 ลำที่ 2 ถูกงดบินเพราะถังไนโตรเจนใกล้หมดอายุการรับความล้า บทเรียนเดียวกันใช้กับอุปกรณ์สำคัญในดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงาน ที่ต้องเปลี่ยนก่อนพัง ไม่ใช่หลังพัง

อ่านประวัติเทคโนโลยีเรื่องอื่น เช่น ประวัติ ARPANET จุดเริ่มของอินเทอร์เน็ต และบทความทั้งหมดในหมวดประวัติศาสตร์

คำถามที่พบบ่อย

Bell X-1 คืออะไร และบินเร็วกว่าเสียงครั้งแรกเมื่อไร?

Bell X-1 คือเครื่องบินวิจัยขับเคลื่อนด้วยจรวดที่ Bell Aircraft สร้างให้กองทัพอากาศบกสหรัฐฯ และ NACA เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 Chuck Yeager บิน X-1 ลำแรกได้ความเร็ว Mach 1.06 ที่ระดับ 43,000 ฟุต เหนือทะเลสาบแห้ง Muroc ในรัฐแคลิฟอร์เนีย นับเป็นการบินเร็วกว่าเสียงครั้งแรกของมนุษย์

ทำไมเครื่องบิน Bell X-1 ต้องปล่อยจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-29?

พิพิธภัณฑ์ Smithsonian ระบุว่า X-1 ออกแบบให้วิ่งขึ้นจากพื้นได้ แต่การใช้เครื่องบินจรวดวิ่งขึ้นจากพื้นทำให้เสียสมรรถนะและเสี่ยงอันตราย ผู้วางแผนจึงปล่อย Bell X-1 จากช่องทิ้งระเบิดของ B-29 หรือ B-50 กลางอากาศแทน แล้วจุดจรวดไต่ขึ้นสู่ระดับทดสอบ

กำแพงเสียง (sound barrier) มีอยู่จริงหรือไม่?

ไม่มีกำแพงทางกายภาพ ตามเอกสารประวัติศาสตร์ของ NASA คำนี้เกิดในปี 1935 เมื่อหนังสือพิมพ์อังกฤษนำคำอธิบายของนักอากาศพลศาสตร์ W. F. Hilton ที่เปรียบแรงต้านว่าพุ่งขึ้นเหมือนกำแพงไปพาดหัวเป็น "the sound barrier" สิ่งที่มีจริงคือแรงต้านและแรงสั่นที่เพิ่มขึ้นใกล้ความเร็วเสียง ซึ่ง Bell X-1 พิสูจน์ว่าออกแบบเครื่องบินให้ผ่านไปได้

เครื่องบิน Bell X-1 ลำจริงอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน?

X-1 ลำแรก หมายเลข 46-062 ชื่อ Glamorous Glennis บินครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 พฤษภาคม 1950 และกองทัพอากาศสหรัฐฯ มอบให้สถาบัน Smithsonian เมื่อ 26 สิงหาคม 1950 ปัจจุบันเป็นของพิพิธภัณฑ์ National Air and Space Museum ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

แหล่งอ้างอิง

  1. Bell X-1 Glamorous Glennis — Smithsonian National Air and Space Museum
  2. First Generation X-1 — NASA
  3. Research in Supersonic Flight and the Breaking of the Sound Barrier (From Engineering Science to Big Science, NASA SP-4219, Chapter 3) — NASA History Office
  4. NASA's X-59 Aircraft Flies Supersonic for First Time — NASA

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

องค์กรและบริษัท
NASA5
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ