ประวัติ Taylor Swift ฉบับเต็ม: ดราม่า วิธีรับมือ กลยุทธ์ และถอดความสำเร็จ
ประวัติ Taylor Swift ตั้งแต่ปี 1989 ถึง 2026 ครบทุกดราม่าและวิธีรับมือ กลยุทธ์ธุรกิจ และถอดความสำเร็จจาก 15 อัลบั้มอันดับ 1 กับทัวร์ 2,077 ล้านดอลลาร์
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 38 นาที ผู้เข้าชม 1

สรุปประเด็นสำคัญ
- Taylor Swift เกิด 13 ธันวาคม 1989 เซ็นสัญญากับ Big Machine Records ปี 2005 และ ณ ตุลาคม 2026 มีอัลบั้มอันดับ 1 Billboard 200 15 อัลบั้ม รวม 100 สัปดาห์ เป็นรองเพียง The Beatles
- ได้ Grammy สาขา Album of the Year 4 ครั้ง (2010, 2016, 2021, 2024) มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และ The Eras Tour ทำรายได้ 2,077.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 149 รอบ สูงสุดตลอดกาล
- ดราม่าใหญ่ที่สุดคือศึกมาสเตอร์ปี 2019 เธอตอบด้วยการบันทึกเสียงใหม่ 4 อัลบั้มในชื่อ Taylor's Version และประกาศซื้อสิทธิ์ 6 อัลบั้มแรกคืนเมื่อ 30 พฤษภาคม 2025
- วิธีรับมือวิกฤตที่เธอใช้ซ้ำคือแถลงครั้งเดียวผ่านช่องทางของตัวเอง แล้วตอบด้วยผลงาน เช่น reputation ที่ขาย 1.216 ล้านชุดในสัปดาห์แรกหลังวิกฤตปี 2016
- กลยุทธ์หลักคือเป็นเจ้าของงานและขายตรงถึงแฟน ร้านค้าของเธอเองมีส่วนแบ่งเกิน 65% ของยอดสัปดาห์แรก The Life of a Showgirl และ Forbes ประเมินทรัพย์สินราว 2,000 ล้านดอลลาร์
Taylor Swift (เทย์เลอร์ สวิฟต์) คือนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกันวัย 36 ปี ที่ ณ เดือนตุลาคม 2026 มีอัลบั้มอันดับ 1 บน Billboard 200 รวม 15 อัลบั้ม ครองอันดับ 1 รวม 100 สัปดาห์ ได้ Grammy สาขา Album of the Year 4 ครั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำทัวร์ The Eras Tour ที่มีรายได้สูงสุดตลอดกาล 2,077 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
บทความนี้เล่าประวัติของ Taylor Swift ตั้งแต่ฟาร์มต้นคริสต์มาสในเพนซิลเวเนียจนถึงปี 2026 รวบรวมดราม่าสำคัญทุกเรื่องพร้อมคำชี้แจงของทุกฝ่าย วิธีที่เธอรับมือแต่ละครั้ง กลยุทธ์ธุรกิจเบื้องหลังตัวเลข และถอดบทเรียนความสำเร็จที่ธุรกิจไทยนำไปใช้ได้ ข้อเท็จจริงอ้างจากผู้ทำชาร์ต ผู้มอบรางวัล เอกสารศาล หน่วยงานรัฐ และแถลงการณ์ของผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
Taylor Swift คือใคร: ข้อมูลสำคัญโดยสรุป
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| ชื่อเต็ม | Taylor Alison Swift |
| เกิด | 13 ธันวาคม 1989 เมือง Reading รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ |
| อาชีพ | นักร้อง นักแต่งเพลง ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ |
| ค่ายเพลง | Big Machine Records (2005–2018) และ Republic Records / Universal Music Group (2018–ปัจจุบัน) |
| ผลงาน | สตูดิโออัลบั้ม 12 ชุด และอัลบั้มบันทึกเสียงใหม่ (Taylor's Version) 4 ชุด |
| สถิติชาร์ต | อันดับ 1 Billboard 200 รวม 15 อัลบั้ม 100 สัปดาห์ และอันดับ 1 Hot 100 รวม 16 เพลง (ตุลาคม 2026) |
| รางวัล | Grammy 14 รางวัลจากการเข้าชิง 58 ครั้ง รวม Album of the Year 4 ครั้ง |
| ทัวร์ใหญ่ที่สุด | The Eras Tour 149 รอบ รายได้ 2,077.6 ล้านดอลลาร์ ตั๋ว 10.17 ล้านใบ |
| ทรัพย์สิน | ราว 2,000 ล้านดอลลาร์ ตามการประเมินแบบเรียลไทม์ของ Forbes (12 ตุลาคม 2026) |
สิ่งที่ทำให้ Taylor Swift ต่างจากศิลปินระดับเดียวกันมีสามเส้นที่ร้อยตลอดอาชีพ คือเธอเป็นนักแต่งเพลงที่ต่อสู้เพื่อเป็นเจ้าของงานของตัวเอง คุยกับแฟนโดยตรงตั้งแต่ยุค MySpace และเปลี่ยนวิกฤตแต่ละครั้งให้กลายเป็นผลงานชิ้นต่อไป ทั้งสามเส้นนี้คือแกนของบทความ
ลำดับเหตุการณ์ในชีวิต Taylor Swift ปี 1989–2016
| ปี | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|
| 1989 | เกิดวันที่ 13 ธันวาคม ที่เมือง Reading รัฐเพนซิลเวเนีย |
| 2004 | ครอบครัวย้ายไปเมือง Hendersonville ใกล้แนชวิลล์ |
| 2005 | เซ็นสัญญานักแต่งเพลงกับ Sony/ATV และเซ็นสัญญาศิลปินกับ Big Machine Records |
| 2006 | อัลบั้มแรก Taylor Swift ออกวันที่ 24 ตุลาคม |
| 2008 | Fearless เป็นอัลบั้มอันดับ 1 Billboard 200 ชุดแรก |
| 2009 | Kanye West ขึ้นเวที VMAs ขณะเธอรับรางวัล และได้ CMA Entertainer of the Year ตอนอายุ 19 ปี |
| 2010 | ได้ Album of the Year ครั้งแรก และออก Speak Now ที่เขียนเองทั้งชุด |
| 2012 | Red และเพลงอันดับ 1 Hot 100 เพลงแรก |
| 2014 | ประกาศ 1989 เป็นอัลบั้มป๊อปเต็มตัว และถอนเพลงทั้งหมดออกจาก Spotify |
| 2015 | จดหมายเปิดผนึกถึง Apple และ The 1989 World Tour ทำรายได้ 250.7 ล้านดอลลาร์ |
| 2016 | ได้ Album of the Year ครั้งที่ 2 และเผชิญวิกฤตเพลง Famous |
ลำดับเหตุการณ์ในชีวิต Taylor Swift ปี 2017–2026
| ปี | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|
| 2017 | ชนะคดี 1 ดอลลาร์ และออก reputation |
| 2018 | Reputation Stadium Tour ทำรายได้ 345.7 ล้านดอลลาร์ และย้ายไป Republic Records |
| 2019 | ออก Lover และ Big Machine ถูกขายให้บริษัทของ Scooter Braun พร้อมมาสเตอร์ของเธอ |
| 2020 | ออก folklore กับ evermore และมาสเตอร์ถูกขายต่อให้ Shamrock |
| 2021 | ได้ Album of the Year ครั้งที่ 3 และออก Taylor's Version ชุดแรก |
| 2022 | Midnights ครอง 10 อันดับแรกของ Hot 100 และระบบขายบัตรของ Ticketmaster ล่ม |
| 2023 | เริ่ม The Eras Tour หนังคอนเสิร์ตทำสถิติ ได้เป็น TIME Person of the Year และขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐี |
| 2024 | ได้ Album of the Year ครั้งที่ 4 ออก The Tortured Poets Department และปิด The Eras Tour ที่ 149 รอบ |
| 2025 | ซื้อมาสเตอร์ 6 อัลบั้มแรกคืน และ The Life of a Showgirl เปิดตัว 4.002 ล้านหน่วย |
| 2026 | เข้า Songwriters Hall of Fame ได้อันดับ 1 Hot 100 เพลงที่ 16 และครองอันดับ 1 Billboard 200 ครบ 100 สัปดาห์ |
วัยเด็กของ Taylor Swift: จากฟาร์มต้นคริสต์มาสสู่แนชวิลล์
Taylor Alison Swift เกิดวันที่ 13 ธันวาคม 1989 ที่เมือง Reading รัฐเพนซิลเวเนีย ตามข้อมูลของ Recording Academy และเติบโตในฟาร์มต้นคริสต์มาสทางตะวันออกของรัฐ เธอเล่ากับ Esquire ในปี 2014 ว่าเป็น "สถานที่เติบโตที่แปลกมาก" และงานแรกในวัยเด็กคือเก็บไข่ตั๊กแตนตำข้าวออกจากต้นไม้ ก่อนเป็นนักร้อง เธอร้องเพลงชาติในการแข่งขันกีฬาท้องถิ่น จนได้ร้องในเกมของ Philadelphia 76ers ทีมบาสเกตบอลที่เธอชอบ
ตอนอายุ 11 ปี Taylor Swift นำเทปเดโมที่ร้องเพลงคาราโอเกะไปฝากตามค่ายเพลงบนถนน Music Row ในแนชวิลล์ และถูกปฏิเสธทุกค่าย The New Yorker บันทึกว่าครั้งนั้นทำให้เธอสรุปว่าต้องมีสิ่งที่ทำให้ตัวเองแตกต่าง และการแต่งเพลงกลายเป็นคำตอบ เมื่ออายุ 13 ปีเธอได้สัญญาพัฒนาศิลปินกับ RCA ครอบครัวย้ายไปเมือง Hendersonville ชานเมืองแนชวิลล์ราวปี 2004 ขณะเธออายุ 14 ปี (The Telegraph ระบุว่า 15 ปี) แต่ไม่นานเธอเลือกเดินออกจาก RCA เอง โดยให้เหตุผลกับ Rolling Stone ว่าไม่อยากอยู่ในที่ที่เขา "อาจจะ" ต้องการเธอเท่านั้น
- 12 พฤษภาคม 2005 BMI ประกาศว่าเธอวัย 15 ปีเซ็นสัญญานักแต่งเพลงกับ Sony/ATV Tree Music Publishing สื่อหลายสำนักรายงานว่าเป็นนักแต่งเพลงอายุน้อยที่สุดที่บริษัทเคยเซ็น
- พฤศจิกายน 2004 Scott Borchetta ผู้บริหารค่ายเพลงเล่าว่าพบเธอครั้งแรกวันที่ 2 และไปดูเธอร้องที่ Bluebird Cafe วันที่ 4 พร้อมสัญญาว่าถ้าเขาตั้งค่ายเมื่อไรเธอจะได้สัญญา
- 2005 Borchetta ตั้ง Big Machine Records และเซ็นสัญญากับ Taylor Swift ตามสัญญานี้ค่ายเป็นเจ้าของมาสเตอร์ (ต้นฉบับบันทึกเสียง) ของสตูดิโออัลบั้ม 6 ชุดแรกของเธอ ซึ่งกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหญ่ที่สุดในอาชีพเธอ 14 ปีต่อมา

ยุคคันทรี: Taylor Swift, Fearless และ Speak Now (2006–2011)
อัลบั้มแรก Taylor Swift ออกวันที่ 24 ตุลาคม 2006 ขายสัปดาห์แรกเพียง 39,000 ชุด แต่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นถึงอันดับ 5 บน Billboard 200 ในเดือนมกราคม 2008 และอยู่บนชาร์ต 157 สัปดาห์ นานที่สุดของอัลบั้มใดในทศวรรษนั้น Recording Academy ระบุว่าเธอเขียนหรือร่วมเขียนทุกเพลงในอัลบั้ม ซิงเกิลแรก "Tim McGraw" ได้ชื่อจาก Borchetta ที่ต้องการให้คนฟังถามว่าศิลปินใหม่ที่ร้องเพลงชื่อนี้คือใคร ส่วนเธอนั่งใส่แผ่นซีดีลงซองส่งสถานีวิทยุเองพร้อมเขียนข้อความขอให้คนรับฟังสักครั้ง
Fearless อัลบั้มที่สองของ Taylor Swift ออกวันที่ 11 พฤศจิกายน 2008 เปิดตัวด้วย 592,000 ชุด เป็นอัลบั้มอันดับ 1 ชุดแรกของเธอ ครองอันดับ 1 รวม 11 สัปดาห์ และเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2009 เพลง "Love Story" เป็นเพลงคันทรีเพลงแรกที่ข้ามไปครองอันดับ 1 ชาร์ต Pop Songs ของ Billboard ปลายปี 2009 เธอได้รางวัล Entertainer of the Year ของ CMA ตอนอายุ 19 ปี อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์รางวัลนี้ และวันที่ 31 มกราคม 2010 Fearless ได้ Grammy สาขา Album of the Year ทำให้ Taylor Swift วัย 20 ปีเป็นผู้ชนะสาขานี้ที่อายุน้อยที่สุด สถิติที่เธอถือไว้นานกว่า 10 ปี
Speak Now ออกวันที่ 25 ตุลาคม 2010 และเป็นอัลบั้มที่ Taylor Swift เขียนเองคนเดียวทุกเพลง เปิดตัวด้วย 1,047,000 ชุด สัปดาห์ขายดีที่สุดของอัลบั้มใดนับจากปี 2005 ทัวร์สองชุดแรกโตตามกัน Fearless Tour ปี 2009–10 ทำรายได้ 63.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐตาม Billboard Boxscore ส่วน Speak Now World Tour เล่น 110 รอบระหว่างกุมภาพันธ์ 2011 ถึงมีนาคม 2012 ทำรายได้เกิน 123 ล้านดอลลาร์ มีผู้ชมกว่า 1.6 ล้านคน

Red และ 1989: Taylor Swift เปลี่ยนจากคันทรีเป็นป๊อปโดยไม่เสียฐานแฟน (2012–2016)
Red ออกวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2012 เปิดตัว 1.208 ล้านชุด สัปดาห์ใหญ่ที่สุดนับจากปี 2002 ทำให้ Taylor Swift เป็นผู้หญิงคนเดียวที่มีสัปดาห์ขายเกินล้านชุด 2 ครั้ง อัลบั้มนี้ขายผ่านห้างอย่าง Target และแม้แต่ขายพร้อมพิซซ่า Papa John's และเพลง "We Are Never Ever Getting Back Together" เป็นอันดับ 1 Hot 100 เพลงแรกของเธอ Borchetta เล่ากับ Bloomberg ว่าเขาเป็นคนเสนอให้ทำงานกับโปรดิวเซอร์ป๊อปชาวสวีเดน Max Martin ส่วน The Red Tour ปิดที่ 150,184,971 ดอลลาร์จาก 86 รอบ เป็นทัวร์คันทรีทำเงินสูงสุดตลอดกาลในตอนนั้น

เดือนมีนาคม 2014 เธอย้ายจากแนชวิลล์ไปนิวยอร์ก และวันที่ 18 สิงหาคม 2014 ประกาศผ่านถ่ายทอดสดบนตึก Empire State ว่า 1989 คือ "อัลบั้มป๊อปอย่างเป็นทางการชุดแรก" เธอเล่ากับ Billboard ว่าการเรียกอัลบั้มนี้ว่าคันทรี "คือสิ่งที่ไม่จริงใจที่สุดที่เราทำได้" และเมื่อค่ายขอให้ใส่ซอ (fiddle) ในเพลง "Shake It Off" เพื่อส่งวิทยุคันทรี คำตอบของเธอคือ "ไม่" ทุกข้อ
1989 ออกวันที่ 27 ตุลาคม 2014 เปิดตัว 1.287 ล้านชุด เท่ากับ 22% ของยอดขายอัลบั้มทั้งสหรัฐฯ ในสัปดาห์นั้นตามการคำนวณของ Bloomberg และทำให้เธอเป็นศิลปินรายเดียวที่มีสัปดาห์ขายเกินล้านชุด 3 ครั้ง อัลบั้มนี้มีเพลงอันดับ 1 Hot 100 ถึง 3 เพลง คือ "Shake It Off", "Blank Space" ที่ขึ้นแทนที่เพลงก่อนหน้าของเธอเอง และ "Bad Blood" The 1989 World Tour เล่น 85 รอบในปี 2015 ทำรายได้ 250.7 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2016 1989 ได้ Album of the Year ทำให้เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลนี้ 2 ครั้งจากอัลบั้มของตัวเองตามการตรวจสอบของ Billboard

ดราม่าแรกของ Taylor Swift บนเวทีโลก: Kanye West กับ VMAs 2009
วันที่ 13 กันยายน 2009 Taylor Swift วัย 19 ปีขึ้นรับรางวัล Best Female Video จากเพลง "You Belong With Me" บนเวที MTV Video Music Awards ที่นิวยอร์ก ระหว่างที่เธอกล่าวขอบคุณ Kanye West เดินขึ้นมาหยิบไมโครโฟนและพูดว่ายินดีด้วย แต่ Beyoncé มีมิวสิกวิดีโอที่ดีที่สุดตลอดกาล เธอพูดต่อไม่ได้ในตอนนั้น จนคืนเดียวกันเมื่อ Beyoncé ได้รางวัล Video of the Year เธอเชิญ Swift ขึ้นเวทีเพื่อให้ได้ "ช่วงเวลาของเธอ" คืน คืนนั้นมีผู้ชม 11 ล้านคนตามข้อมูลของ Nielsen
West ขอโทษผ่านบล็อกและในรายการ The Jay Leno Show วันรุ่งขึ้น โดยยอมรับว่าสิ่งที่ทำ "หยาบคาย" ส่วน Taylor Swift ให้สัมภาษณ์ในรายการ The View ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อ หลังรายการ West โทรหา และเธอบอก ABC News Radio ว่ารับคำขอโทษแล้ว
- ตอบด้วยอารมณ์ขัน 7 พฤศจิกายน 2009 เธอเป็นพิธีกร Saturday Night Live และร้องเพลงเปิดรายการที่แต่งเองล้อเหตุการณ์นี้
- ตอบด้วยเพลง 12 กันยายน 2010 เธอเปิดตัวเพลง "Innocent" บนเวที VMAs โดยเปิดด้วยภาพเหตุการณ์ปีก่อน แม้ไม่เคยยืนยันว่าเพลงเขียนถึงใคร
- ตอบด้วยการให้เกียรติ 30 สิงหาคม 2015 เธอขึ้นมอบรางวัล Video Vanguard ให้ West บนเวทีเดียวกัน และดัดแปลงประโยคของเขาเมื่อปี 2009 มาชมผลงานของเขาเอง
ความสัมพันธ์ที่คืนดีกันในปี 2015 แตกอีกครั้งในอีกไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา
Taylor Swift สู้เพื่อค่าตอบแทนศิลปิน: Spotify ปี 2014 และจดหมายถึง Apple ปี 2015
วันที่ 7 กรกฎาคม 2014 Taylor Swift เขียนบทความลง The Wall Street Journal ว่า "ดนตรีคือศิลปะ ... สิ่งที่มีค่าควรได้รับค่าตอบแทน" และคาดว่าในอนาคตศิลปินจะได้สัญญาเพราะมีแฟน ไม่ใช่กลับกัน สี่เดือนต่อมา วันที่ 3 พฤศจิกายน 2014 ในสัปดาห์ที่ 1989 ขายได้ 1.3 ล้านชุด ผลงานทั้งหมดของ Taylor Swift ถูกถอนออกจาก Spotify
- ฝั่ง Spotify ออกแถลงว่า "หวังว่าเธอจะเปลี่ยนใจ" และระบุว่าจ่ายค่าสตรีมเพลงของเธอทั่วโลกราว 2 ล้านดอลลาร์ใน 12 เดือน
- ฝั่ง Big Machine Scott Borchetta บอก TIME ว่าเธอได้ค่าสตรีมในสหรัฐฯ ไม่ถึง 500,000 ดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
- ฝั่ง Swift บอก Yahoo ว่าไม่ยอมให้งานทั้งชีวิตไปอยู่ใน "การทดลอง" ที่ไม่ได้จ่ายผู้แต่ง โปรดิวเซอร์ และศิลปินอย่างเป็นธรรม
วันที่ 21 มิถุนายน 2015 เธอโพสต์จดหมายเปิดผนึก "To Apple, Love Taylor" บน Tumblr ว่าจะไม่ให้ 1989 ขึ้น Apple Music เพราะบริการใหม่ไม่จ่ายค่าตอบแทนตลอดช่วงทดลองใช้ฟรี 3 เดือน ประโยคที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดคือ "เราไม่ได้ขอ iPhone ฟรี ได้โปรดอย่าขอให้เราให้เพลงโดยไม่มีค่าตอบแทน" ภายในวันเดียวกัน Eddy Cue ผู้บริหารของ Apple ประกาศว่า Apple Music จะจ่ายศิลปินแม้ในช่วงทดลองใช้ และบอก Billboard ว่าจดหมายของเธอ "ยืนยันว่าเราต้องเปลี่ยน"
วันที่ 9 มิถุนายน 2017 เพลงทั้งหมดของ Taylor Swift กลับขึ้นทุกบริการสตรีมมิง ตัวแทนของเธอบอกว่าเพื่อฉลองที่ 1989 ขายเกิน 10 ล้านชุดทั่วโลก ข้อขัดแย้งนี้จบลงอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2018 เมื่อเงื่อนไขหุ้น Spotify ถูกเขียนลงในสัญญากับ UMG
Famous และคลิปโทรศัพท์ปี 2016: วิกฤตที่หนักที่สุดของ Taylor Swift
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 Kanye West ปล่อยเพลง "Famous" ที่มีเนื้อร้องพาดพิง Taylor Swift ด้วยถ้อยคำหยาบ และอ้างว่าเขาทำให้เธอมีชื่อเสียง ตัวแทนของเธอแถลงกับ Billboard ว่า West โทรมาขอให้เธอโปรโมตซิงเกิลนี้ทาง Twitter ไม่ใช่ขออนุญาต เธอปฏิเสธและเตือนเรื่องเนื้อหาที่เหยียดผู้หญิง และไม่เคยรู้ว่าเนื้อร้องจริงเป็นอย่างไร ส่วน West ทวีตว่าคุยกับเธอเรื่องเนื้อร้องนานหนึ่งชั่วโมง และเธอ "ให้พร"
เดือนมิถุนายน 2016 Kim Kardashian ภรรยาของ West ในขณะนั้น บอกนิตยสาร GQ ว่าเธอ "อนุมัติ" แล้ว และมีการบันทึกเสียงสายนั้นไว้ วันที่ 17 กรกฎาคม 2016 Kardashian โพสต์คลิปที่ตัดต่อจากการโทรครั้งนั้นบน Snapchat คลิปแสดงทั้งสองคนคุยกันเรื่องเพลง แต่ไม่มีท่อนที่เป็นถ้อยคำหยาบ คืนเดียวกัน Taylor Swift โพสต์แถลงการณ์บน Instagram ว่า "คุณอนุมัติเพลงที่ไม่เคยได้ฟังไม่ได้" และการถูกวาดภาพเป็นคนโกหกโดยไม่เคยได้ฟังเพลงคือ "การทำลายชื่อเสียง" และเธอ "อยากถูกตัดออกจากเรื่องเล่านี้"
แฮชแท็ก #TaylorSwiftIsOverParty ขึ้นอันดับ 1 ของโลกบน Twitter และ Taylor Swift หายจากพื้นที่สาธารณะเกือบหนึ่งปี ปี 2023 เธอเล่ากับ TIME ว่าช่วงนั้นย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และไม่ได้ออกจากบ้านเช่าเลยเป็นปี
วันที่ 21 มีนาคม 2020 ไฟล์เสียงเต็ม 25 นาทีหลุดออกมา Variety ถอดความแล้วพบว่า West ไม่ได้อ่านท่อนที่หยาบที่สุดให้เธอฟัง Taylor Swift ตอบผ่าน Instagram Story ว่าคลิปพิสูจน์ว่าเธอพูดความจริงมาตลอด แล้วชวนผู้ติดตามไปบริจาคช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แทนการตอบโต้ต่อ Kardashian ตอบว่าปัญหาของเธออยู่ที่แถลงการณ์ของตัวแทน Swift และยืนยันว่าไม่ได้ตัดต่อคลิป
reputation: Taylor Swift หายจากโซเชียลแล้วกลับมาพร้อมงู (2017–2018)
วันที่ 18 สิงหาคม 2017 บัญชีออนไลน์ทุกบัญชีของ Taylor Swift ว่างเปล่าพร้อมกัน สามวันต่อมาคลิปหางสัตว์เลื้อยคลานยาว 10 วินาทีปรากฏบน Twitter ของเธอ Variety ชี้ว่าภาพงูของยุคนี้เล่นกับอีโมจิงูที่ Kardashian ใช้เมื่อปีก่อน สัญลักษณ์ที่ถูกใช้โจมตีจึงกลายเป็นแบรนด์ของอัลบั้มใหม่

- "Look What You Made Me Do" (25 สิงหาคม 2017) กระโดดจากอันดับ 77 ขึ้นอันดับ 1 Hot 100 ด้วยสตรีม 84.4 ล้านครั้งในสัปดาห์เดียว สถิติของเพลงศิลปินหญิงในตอนนั้น และหยุดการครองอันดับ 1 นาน 16 สัปดาห์ของ "Despacito"
- reputation (10 พฤศจิกายน 2017) ไม่ขึ้นสตรีมมิงในสัปดาห์แรก ขายได้ราว 700,000 ชุดในวันแรก และ 1.216 ล้านชุดในสัปดาห์แรก หรือ 1.238 ล้านหน่วยเทียบเท่าอัลบั้ม ทำให้เธอเป็นศิลปินคนเดียวในประวัติศาสตร์การนับยอดของ Nielsen ที่มีสัปดาห์ขายเกินล้านชุด 4 ครั้ง
- Reputation Stadium Tour (8 พฤษภาคม–21 พฤศจิกายน 2018) ทำรายได้ 345.7 ล้านดอลลาร์ มากกว่า The 1989 World Tour 38% และเป็นทัวร์ในสหรัฐฯ ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในตอนนั้น
reputation คือแบบแผนที่ Taylor Swift ใช้ซ้ำหลายครั้ง ได้แก่ แถลงครั้งเดียว ถอยออกจากเวที แล้วกลับมาด้วยผลงานที่เล่าเรื่องนั้นในแบบของเธอเอง
คดีความของ Taylor Swift: คดี 1 ดอลลาร์ และคดีเนื้อเพลง Shake It Off
คดี Mueller v. Swift (ศาลแขวงสหรัฐฯ เขตโคโลราโด) เดือนกันยายน 2015 David Mueller อดีตดีเจวิทยุฟ้อง Taylor Swift ว่าการกล่าวหาว่าเขาลวนลามเธอระหว่างถ่ายรูปเมื่อปี 2013 ทำให้เขาถูกไล่ออกจากงาน และปฏิเสธว่าไม่ได้แตะต้องเธอ เธอฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย โดยเรียกค่าเสียหายเพียง 1 ดอลลาร์ ทนายของเธออธิบายว่าเพื่อส่งสารถึงผู้หญิงว่าพวกเธอเป็นคนกำหนดว่าร่างกายของตัวเองจะยอมรับอะไร
วันที่ 14 สิงหาคม 2017 คณะลูกขุนที่เดนเวอร์ตัดสินว่า Mueller ทำร้ายร่างกาย Taylor Swift จริง และให้ค่าเสียหาย 1 ดอลลาร์ตามที่เรียก ส่วนคำฟ้องของ Mueller ไม่ผ่านทั้งหมด ระหว่างให้การเธอบอกทนายฝ่ายตรงข้ามว่า "ฉันจะไม่ยอมให้คุณบอกว่าฉันเป็นฝ่ายผิด" หลังคำตัดสินเธอแถลงว่ายอมรับว่ามีอภิสิทธิ์ที่สู้คดีราคาแพงได้ และจะบริจาคให้องค์กรที่ช่วยผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ต่อมาเธอบริจาคให้ Joyful Heart Foundation ในเดือนเดียวกัน และ RAINN ในเดือนเมษายน 2018
คดี Hall v. Swift (ศาลแขวงสหรัฐฯ เขตกลางแคลิฟอร์เนีย) เดือนกันยายน 2017 นักแต่งเพลง Sean Hall และ Nathan Butler ฟ้องว่าเนื้อร้องท่อนฮุกของ "Shake It Off" ลอกเพลง "Playas Gon' Play" ของวง 3LW ปี 2001 ซึ่งพูดถึง players กับ haters เช่นกัน
- กุมภาพันธ์ 2018 ศาลยกฟ้อง ผู้พิพากษาเขียนว่าแนวคิดนี้ "ธรรมดาเกินไป" (banal) ที่จะเป็นงานสร้างสรรค์
- 28 ตุลาคม 2019 ศาลอุทธรณ์ภาคที่ 9 กลับคำตัดสิน และส่งคดีกลับไปพิจารณาใหม่
- สิงหาคม 2022 Swift ยื่นคำให้การสาบานว่าเธอเขียนเนื้อเพลงนี้เองทั้งหมด และไม่เคยได้ยินเพลงของ 3LW ก่อนถูกฟ้อง
- 12 ธันวาคม 2022 ทั้งสองฝ่ายยื่นถอนคดีแบบฟ้องใหม่ไม่ได้ ก่อนวันพิจารณาโดยคณะลูกขุนในเดือนมกราคม 2023 โดยไม่เปิดเผยเงื่อนไข
สัญญา Republic Records ปี 2018: เงื่อนไขที่ Taylor Swift ขอให้ศิลปินทั้งค่าย
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2018 Taylor Swift ประกาศย้ายจาก Big Machine ไป Republic Records และ Universal Music Group (UMG) ข้อความที่เธอโพสต์บน Instagram มีสองประเด็นที่วงการพูดถึง ประเด็นแรกคือ "ฉันเป็นเจ้าของมาสเตอร์ทุกชิ้นที่ทำต่อจากนี้" ประเด็นที่สองคือเงื่อนไขที่เธอขอให้ UMG แบ่งเงินจากการขายหุ้น Spotify ที่ค่ายถืออยู่ให้ศิลปินในสังกัดทุกคน โดยไม่หักกลบกับหนี้ค่าล่วงหน้า (non-recoupable) และ UMG ตกลง
ประกาศของ UMG ระบุว่าเป็นสัญญาหลายปีหลายอัลบั้ม โดย UMG เป็นพันธมิตรด้านเพลงบันทึกเสียงแต่เพียงผู้เดียวทั่วโลก และ Republic เป็นค่ายในสหรัฐฯ Lucian Grainge ประธานและซีอีโอของ UMG กล่าวว่ามีศิลปินไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่มีทั้งเพลงฮิตระดับโลกและความสามารถสร้างสรรค์ในระดับเดียวกับเธอ ห้าปีต่อมา Swift เล่ากับ TIME ว่าผู้บริหารทั้งสองบอกเธอว่า "ส่งอะไรมา เราก็ภูมิใจที่จะออกให้"
Forbes สรุปว่าสัญญานี้ทำให้เธอเป็นเจ้าของและได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเต็มทั้งในงานแต่งเพลงและงานบันทึกเสียง สัญญานี้เปลี่ยนสมการรายได้ของเธอตั้งแต่ Lover เป็นต้นมา และเงื่อนไขเรื่องหุ้น Spotify ทำให้การเจรจาส่วนตัวกลายเป็นเรื่องของศิลปินทั้งค่าย ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Taylor Swift ใช้ซ้ำหลายครั้ง คือผูกผลประโยชน์ของตัวเองเข้ากับผลประโยชน์ของศิลปินคนอื่น
ศึกมาสเตอร์ของ Taylor Swift ปี 2019: Big Machine, Scooter Braun และ Shamrock
วันที่ 30 มิถุนายน 2019 บริษัท Ithaca Holdings ของ Scooter Braun ผู้จัดการศิลปินชื่อดัง ประกาศซื้อ Big Machine Label Group พร้อมมาสเตอร์ 6 อัลบั้มแรกของ Taylor Swift ในราคาที่สื่อรายงานราว 300 ล้านดอลลาร์ วันเดียวกันเธอโพสต์บน Tumblr ว่า "หลายปีที่ฉันขอร้องเพื่อได้เป็นเจ้าของงานของตัวเอง" แต่ได้ข้อเสนอให้เซ็นสัญญาใหม่และ "หา" อัลบั้มเก่าคืนทีละชุดแลกกับอัลบั้มใหม่ทีละชุด เธอบอกว่ารู้ข่าวพร้อมกับคนทั้งโลก และเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด"

Scott Borchetta ตอบผ่านบล็อกของค่ายว่าแจ้งในการประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว และเผยเอกสารที่ระบุว่าค่ายเคยเสนอคืนมาสเตอร์เก่าแลกกับสัญญา 10 ปี ขณะที่เธอขอ 7 ปี แต่ Rolling Stone ระบุว่ายืนยันความถูกต้องของข้อความที่เขาเผยแพร่ไม่ได้
- 14 พฤศจิกายน 2019 เธอโพสต์ว่า Braun และ Borchetta ไม่ให้เธอร้องเพลงเก่าในงาน AMAs ที่เธอจะรับรางวัล Artist of the Decade และไม่ให้ใช้เพลงในสารคดีของ Netflix หากไม่เลิกแผนบันทึกเสียงใหม่ ค่ายปฏิเสธว่าไม่ได้ขัดขวาง และอ้างว่าเธอยังติดค้างค่ายหลายล้านดอลลาร์ ฝั่งเธอตอบว่าผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระพบว่าค่ายค้างค่าลิขสิทธิ์เธอ 7.9 ล้านดอลลาร์ สี่วันต่อมาค่ายยอมออกใบอนุญาต
- 22 พฤศจิกายน 2019 Braun เปิดเผยว่าครอบครัวของเขาได้รับคำขู่ฆ่าหลายครั้ง
- พฤศจิกายน 2020 Variety รายงานว่า Braun ขายมาสเตอร์ชุดนี้ให้กองทุน Shamrock ตั้งแต่เดือนตุลาคม ในราคาที่เชื่อว่าเกิน 300 ล้านดอลลาร์ เธอแถลงว่าฝั่ง Braun ต้องการให้เธอเซ็นสัญญาห้ามพูดถึงเขาในแง่ลบก่อนจะยื่นราคา และนี่คือ "ครั้งที่สองที่เพลงของฉันถูกขายโดยฉันไม่รู้" เธอปฏิเสธข้อเสนอร่วมทุนกับ Shamrock เพราะ Braun ยังได้ผลประโยชน์ต่อ ส่วน Shamrock แถลงว่าเคารพการตัดสินใจของเธอ
Lover, folklore, evermore และ Midnights: Taylor Swift ทดลองวิธีออกอัลบั้มใหม่ทุกรอบ (2019–2022)
- Lover (23 สิงหาคม 2019) อัลบั้มแรกภายใต้ UMG และอัลบั้มแรกที่ขึ้นทุกบริการสตรีมมิงตั้งแต่สัปดาห์แรก เปิดตัว 867,000 หน่วยเทียบเท่าอัลบั้ม Billboard ชี้ว่าเป็นครั้งแรกนับจาก Fearless ที่สัปดาห์แรกไม่ถึงล้าน
- folklore (24 กรกฎาคม 2020) ประกาศล่วงหน้าเพียง 16 ชั่วโมงในช่วงโควิด-19 ทำกับ Aaron Dessner แห่งวง The National และ Jack Antonoff เปิดตัว 846,000 หน่วย และ "cardigan" ขึ้นอันดับ 1 Hot 100 สัปดาห์เดียวกัน ทำให้เธอเป็นศิลปินคนแรกที่เปิดตัวอันดับ 1 ทั้งชาร์ตอัลบั้มและชาร์ตเพลงพร้อมกัน
- evermore (11 ธันวาคม 2020) ประกาศล่วงหน้าราว 16 ชั่วโมงเช่นกัน เปิดตัว 329,000 หน่วย และ "willow" ขึ้นอันดับ 1 พร้อมกันอีกครั้ง Billboard นับว่า 2 อัลบั้มนี้ครองอันดับ 1 รวม 12 สัปดาห์ ขณะที่ Lover ครองเพียงสัปดาห์เดียว
- Midnights (21 ตุลาคม 2022) ประกาศบนเวที VMAs โดยไม่ปล่อยซิงเกิลนำ ออกฉบับ 3am Edition เพิ่ม 7 เพลงหลังอัลบั้มออก 3 ชั่วโมง เปิดตัว 1.578 ล้านหน่วย และครอง 10 อันดับแรกของ Hot 100 ทั้งหมด ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 64 ปีของชาร์ต

folklore ได้ Album of the Year ในปี 2021 และ Midnights ได้อีกครั้งในปี 2024 ทำให้ Taylor Swift เป็นศิลปินคนแรกและคนเดียวที่ได้รางวัลนี้ 4 ครั้ง ตามข้อมูลของ Recording Academy และเธอใช้สุนทรพจน์คืนนั้นประกาศอัลบั้มถัดไปทันที
Taylor's Version: Taylor Swift บันทึกเสียงใหม่จนได้มาสเตอร์คืน (2019–2025)
วันที่ 22 สิงหาคม 2019 Taylor Swift บอกในรายการ Good Morning America ว่าสัญญาเปิดให้เธอบันทึกเสียงอัลบั้มที่ 1–5 ใหม่ได้ตั้งแต่พฤศจิกายน 2020 และ "ศิลปินควรได้เป็นเจ้าของงานของตัวเอง" ฉบับ Taylor's Version เพิ่มเพลงที่ไม่เคยปล่อยจากยุคนั้น (From the Vault) ให้แฟนมีเหตุผลเปลี่ยนไปฟังฉบับใหม่
| อัลบั้ม | ฉบับใหม่ออกวันที่ | ยอดขายสัปดาห์แรกฉบับใหม่ | ยอดขายสัปดาห์แรกฉบับเดิม |
|---|---|---|---|
| Fearless (Taylor's Version) | 9 เม.ย. 2021 | 179,000 | 592,000 (2008) |
| Red (Taylor's Version) | 12 พ.ย. 2021 | 369,000 | 1.208 ล้าน (2012) |
| Speak Now (Taylor's Version) | 7 ก.ค. 2023 | 507,000 | 1.047 ล้าน (2010) |
| 1989 (Taylor's Version) | 27 ต.ค. 2023 | 1.359 ล้าน | 1.287 ล้าน (2014) |

ยอดสัปดาห์แรกมีเพียง 1989 ฉบับใหม่ที่ชนะฉบับเดิม แต่ในระยะยาวฉบับใหม่ชนะชัด Billboard นับว่าในปีแรก Fearless (Taylor's Version) ทำได้ 1 ล้านหน่วยเทียบเท่าอัลบั้ม เทียบกับ 242,000 หน่วยของฉบับเดิมในช่วงเดียวกัน ส่วน "All Too Well (10 Minute Version)" ยาว 10 นาที 13 วินาที เป็นเพลงอันดับ 1 Hot 100 ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาร์ต และค่ายเพลงหลายแห่งแก้สัญญาศิลปินใหม่ให้ต้องรอ 10–30 ปีจึงบันทึกเสียงใหม่ได้
วันที่ 30 พฤษภาคม 2025 เธอประกาศผ่านจดหมายลายมือบนเว็บไซต์ว่าซื้อสิทธิ์ใน 6 อัลบั้มแรกคืนจาก Shamrock ครบทั้งการบันทึกเสียง มิวสิกวิดีโอ หนังคอนเสิร์ต ภาพปก และเพลงที่ไม่เคยปล่อย และเขียนว่า "เพลงทุกเพลงที่ฉันเคยทำ ตอนนี้เป็นของฉันแล้ว" ราคาไม่เปิดเผย แต่แหล่งข่าวของ Variety ระบุว่าใกล้ 300 ล้านดอลลาร์ ส่วน reputation ฉบับใหม่ เธอบอกว่าบันทึกไปไม่ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่อัลบั้มแรกบันทึกใหม่เสร็จแล้ว และจะออกเมื่อถึงเวลา

Taylor Swift จากความเงียบสู่การเลือกข้างทางการเมือง (2018–2024)
ช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2016 Taylor Swift ถูกวิจารณ์ที่ไม่แสดงจุดยืนทางการเมือง สารคดี Miss Americana ของ Netflix ซึ่งออกวันที่ 31 มกราคม 2020 แสดงว่าเธอเสียใจที่ไม่ได้พูดในปี 2016 และฉากที่เธอถกกับทีมงานก่อนตัดสินใจพูดในปี 2018
- 7 ตุลาคม 2018 เธอโพสต์บน Instagram สนับสนุนผู้สมัครพรรคเดโมแครต 2 คนในรัฐเทนเนสซี โดยเขียนว่าที่ผ่านมาลังเลที่จะพูดเรื่องการเมือง แต่เหตุการณ์ในสองปีที่ผ่านมาเปลี่ยนความคิดเธอ Vote.org รายงานผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง 65,000 คนใน 24 ชั่วโมงหลังโพสต์ เทียบกับ 190,178 คนตลอดเดือนกันยายน ประธานาธิบดี Donald Trump ตอบว่าชอบเพลงของเธอ "น้อยลง 25%" และผู้สมัครที่เธอคัดค้านชนะการเลือกตั้ง
- 29 พฤษภาคม 2020 เธอทวีตวิจารณ์ Trump และเขียนว่า "เราจะโหวตให้คุณออกในเดือนพฤศจิกายน" ทวีตนี้มียอดถูกใจเกิน 1 ล้านครั้งในไม่ถึง 5 ชั่วโมง มากที่สุดของเธอ
- 10 กันยายน 2024 หลังการดีเบต เธอประกาศเลือก Kamala Harris และ Tim Walz ลงชื่อท้ายโพสต์ว่า "Childless Cat Lady" และอธิบายว่าเหตุหนึ่งคือภาพ AI ที่ทำให้ดูเหมือนเธอสนับสนุน Trump ถูกโพสต์บนเว็บไซต์ของเขา "วิธีที่ง่ายที่สุดในการสู้ข้อมูลเท็จคือความจริง" สำนักงาน GSA ของรัฐบาลสหรัฐฯ รายงานว่าลิงก์ของเธอส่งผู้เข้าชม 405,999 คนไปยัง vote.gov ใน 24 ชั่วโมง จากปกติราว 30,000 คนต่อวัน และ 5 วันต่อมา Trump โพสต์บน Truth Social ว่า "ผมเกลียด Taylor Swift"
เธอไม่ได้ตอบโต้ Trump ต่อ และเมื่อทำเนียบขาวกับทีมของ Trump ใช้เพลงของเธอในคลิปโซเชียลปี 2025–26 จน The Guardian รายงานว่าคลิปถูกลบเพลงออกในเดือนสิงหาคม 2026 เธอก็ไม่แสดงความเห็น
Ticketmaster ล่มในวันขายบัตร Taylor Swift: จากความผิดหวังของแฟนสู่คดีผูกขาด (2022–2026)
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2022 การขายบัตรรอบ Verified Fan ของ The Eras Tour ล่ม Ticketmaster ชี้แจงว่ามีผู้ลงทะเบียน 3.5 ล้านคน ส่งรหัสให้ราว 1.5 ล้านคน อีก 2 ล้านคนอยู่ในรายชื่อรอ แต่บอตและผู้ที่ไม่มีรหัสส่งคำขอเข้าระบบ 3,500 ล้านครั้ง สี่เท่าของสถิติเดิม วันนั้นขายบัตรได้เกิน 2 ล้านใบ มากที่สุดของศิลปินในวันเดียว และบริษัทประเมินว่าถ้าจะรองรับดีมานด์ทั้งหมด เธอต้องเล่นสนามกีฬาเกิน 900 รอบ ก่อนประกาศยกเลิกการขายรอบทั่วไป
วันที่ 18 พฤศจิกายน Taylor Swift โพสต์ Instagram Story โดยไม่เอ่ยชื่อบริษัท ว่าเธอไว้ใจหน่วยงานภายนอกได้ยาก และ "เราถามหลายครั้งว่ารับดีมานด์ระดับนี้ได้ไหม และได้รับคำยืนยันว่าได้" พร้อมบอกว่าเธอโกรธที่แฟนหลายคนรู้สึกเหมือน "ผ่านการโดนหมีจู่โจมมาหลายครั้ง" กว่าจะได้บัตร
- 24 มกราคม 2023 คณะกรรมาธิการตุลาการวุฒิสภาสหรัฐฯ เปิดไต่สวนในหัวข้อ "That's the Ticket" ผู้บริหาร Live Nation ให้การว่าเจอทราฟฟิกบอตสามเท่าของที่เคยเจอ และขอโทษแฟนเพลงกับ Swift ส่วนวุฒิสมาชิก Richard Blumenthal ยกเนื้อเพลง "Anti-Hero" ว่า Ticketmaster ควรส่องกระจกแล้วพูดว่า "I'm the problem, it's me"
- 23 พฤษภาคม 2024 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และอัยการสูงสุดของ 30 รัฐฟ้อง Live Nation–Ticketmaster ฐานผูกขาดตลาด
- 2026 รัฐบาลกลางยอมความกับ Live Nation ในเดือนมีนาคม ส่วนคดีของฝ่ายรัฐที่เหลือ คณะลูกขุนในนิวยอร์กตัดสินเมื่อ 15 เมษายนว่าบริษัทผูกขาดตลาดขายบัตรโดยมิชอบ และคิดค่าบัตรเกินจริงใบละ 1.72 ดอลลาร์ Live Nation แถลงว่าคำตัดสิน "ยังไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย"

Taylor Swift ไม่ได้ไปให้การ และไม่ได้แถลงเรื่องนี้อีก แต่ชื่อเธอถูกใช้เป็นตัวอย่างตลอดกระบวนการ
The Eras Tour ของ Taylor Swift: ทัวร์ 2,077 ล้านดอลลาร์ทำงานอย่างไร
The Eras Tour เปิดที่เมือง Glendale รัฐแอริโซนา วันที่ 17 มีนาคม 2023 และปิดที่แวนคูเวอร์วันที่ 8 ธันวาคม 2024 รวม 149 รอบ Billboard รายงานรายได้ 2,077,618,725 ดอลลาร์สหรัฐจากตั๋ว 10,168,008 ใบ เป็นทัวร์แรกที่เกิน 2,000 ล้านดอลลาร์ และนำทัวร์อันดับ 2 ในบันทึกของ Billboard Boxscore คือ Music of the Spheres ของ Coldplay กว่า 900 ล้านดอลลาร์ เมื่อหารด้วยจำนวนรอบ เฉลี่ยรอบละราว 13.9 ล้านดอลลาร์ ผู้ชมราว 68,000 คน และราคาตั๋วเฉลี่ยราว 204 ดอลลาร์ ส่วนรายได้รวมมากกว่า 5 ทัวร์ก่อนหน้ารวมกัน (ราว 933 ล้านดอลลาร์) ราว 2.2 เท่า (คำนวณโดย THAI DATA จากตัวเลขของ Billboard)

| ทัวร์ | ช่วงเวลา | รอบ | รายได้ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) |
|---|---|---|---|
| Fearless Tour | 2009–2010 | – | 63.7 |
| Speak Now World Tour | 2011–2012 | 110 | 123 ขึ้นไป |
| The Red Tour | 2013–2014 | 86 | 150.2 |
| The 1989 World Tour | 2015 | 85 | 250.7 |
| Reputation Stadium Tour | 2018 | – | 345.7 |
| The Eras Tour | 2023–2024 | 149 | 2,077.6 |
ตัวเลขจาก Billboard Boxscore ขีดคือจำนวนรอบที่แหล่งไม่ได้ระบุ

คืนแรก Taylor Swift เล่น 44 เพลงในเวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที ไล่ครบทั้ง 10 อัลบั้มในตอนนั้น แบ่งเป็นช่วงตามยุคของแต่ละอัลบั้ม และเว้นช่วงอะคูสติกที่เปลี่ยนเพลงทุกคืน (surprise songs) ไว้ให้แฟนลุ้น ปี 2024 เธอเพิ่มช่วง The Tortured Poets Department เข้าไปทั้งชุด ส่วนการแลกสร้อยข้อมือมิตรภาพ (friendship bracelets) และการแต่งตัวตามยุคกลายเป็นพิธีกรรมของแฟนทั่วโลก ในเดือนสิงหาคม 2023 CBS News รายงานว่าคนขับรถบรรทุกของทัวร์ราว 50 คนได้โบนัสคนละ 100,000 ดอลลาร์ พร้อมจดหมายที่เธอเขียนด้วยลายมือ

ข้ามสตูดิโอฮอลลีวูด: หนังคอนเสิร์ต Disney+ และหนังสือที่ Taylor Swift จัดจำหน่ายเอง
วันที่ 31 สิงหาคม 2023 AMC Entertainment ประกาศฉายภาพยนตร์คอนเสิร์ต Taylor Swift | The Eras Tour ในวันที่ 13 ตุลาคม 2023 โดย AMC ทำหน้าที่ผู้จัดจำหน่ายเอง ซึ่งบริษัทเรียกว่า "ก้าวแรกของธุรกิจใหม่" แทนการขายสิทธิ์ให้สตูดิโอใหญ่ ราคาตั๋วผู้ใหญ่ตั้งไว้ 19.89 ดอลลาร์ และเด็กกับผู้สูงอายุ 13.13 ดอลลาร์ ตรงกับปีเกิด 1989 และเลข 13 ที่เธอบอกเสมอว่าเป็นเลขนำโชค วันแรกที่เปิดขาย AMC ขายตั๋วได้ 26 ล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติวันเดียวของ Spider-Man: No Way Home และวันที่ 7 มกราคม 2024 AMC ประกาศว่าหนังทำรายได้ทั่วโลกเกิน 261.6 ล้านดอลลาร์ สูงสุดตลอดกาลของหนังคอนเสิร์ตและสารคดี แซง This Is It ของ Michael Jackson
- Disney+ (15 มีนาคม 2024) ฉบับ The Eras Tour (Taylor's Version) เพิ่มเพลง "cardigan" และเพลงอะคูสติกอีก 4 เพลง มียอดชม 4.6 ล้านครั้งใน 3 วันแรก ตามประกาศของ Disney
- The Eras Tour Book (29 พฤศจิกายน 2024) หนังสือปกแข็ง 256 หน้าที่เธอพิมพ์เองในนาม Taylor Swift Publications ไม่ผ่านสำนักพิมพ์ ขายเฉพาะที่ Target ราคา 39.99 ดอลลาร์ Circana BookScan นับยอดได้ 814,000 เล่มใน 2 วัน เป็นสัปดาห์ขายดีอันดับ 2 นับจากปี 2001 รองจาก A Promised Land ของ Barack Obama ที่ 816,000 เล่ม
- The End of an Era (12 ธันวาคม 2025) สารคดี 6 ตอนและคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายบน Disney+ ปิดเรื่องราวของทัวร์
ทั้งสามช่องทางมีหลักเดียวกัน คือ Taylor Swift ถือสิทธิ์ในผลงานไว้เอง แล้วเลือกพันธมิตรที่ยอมแบ่งรายได้ตามเงื่อนไขของเธอ Forbes ประเมินว่าเธอได้รับราว 35 ล้านดอลลาร์จากการฉายหนังคอนเสิร์ตในสองสัปดาห์แรกเท่านั้น
Swiftonomics: Taylor Swift ในสายตาธนาคารกลางสหรัฐฯ สิงคโปร์ และไทย
รายงาน Beige Book ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ฉบับ 12 กรกฎาคม 2023 บันทึกคำบอกเล่าของผู้ประกอบการในเขตฟิลาเดลเฟียว่า เดือนพฤษภาคม 2023 เป็นเดือนที่โรงแรมในฟิลาเดลเฟียมีรายได้สูงสุดนับจากเริ่มการระบาด "ส่วนใหญ่เพราะแขกที่มาดูคอนเสิร์ตของ Taylor Swift" ชื่อนักร้องที่ปรากฏในเอกสารเศรษฐกิจทางการของสหรัฐฯ คือตัวอย่างของสิ่งที่สื่อเรียกว่า Swiftonomics หรือผลทางเศรษฐกิจของทัวร์นี้ต่อเมืองที่ไปแสดง

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Taylor Swift เล่นที่สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ 6 รอบระหว่าง 2–9 มีนาคม 2024 มีผู้ซื้อตั๋วราว 300,000 คน คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (STB) ให้เงินสนับสนุนผู้จัด เมื่อถูกถามในรัฐสภาวันที่ 4 มีนาคม 2024 รัฐมนตรีวัฒนธรรม Edwin Tong ตอบว่าตัวเลขที่ลือกันในออนไลน์ "ไม่ถูกต้องและไม่ได้สูงขนาดนั้น" แต่เปิดเผยขนาดเงินและเงื่อนไขไม่ได้เพราะเป็นความลับทางธุรกิจ และประเมินว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าเงินที่ให้ วันรุ่งขึ้นนายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong ยืนยันว่าข้อตกลงทำให้สิงคโปร์เป็นจุดแวะเดียวในภูมิภาค

ฝั่งไทย วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2024 นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน กล่าวบนเวที iBusiness Forum ว่าผู้จัด AEG บอกเขาว่าสิงคโปร์ให้เงิน 2–3 ล้านดอลลาร์ต่อรอบแลกกับการเป็นจุดแสดงเดียวในภูมิภาค และ "ถ้ารู้ก่อนก็คงดึงมาไทยแล้ว" ตามที่ Bangkok Post รายงาน ต่อมาโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่าตั้งใจชมสิงคโปร์ และวันที่ 23 มีนาคม 2024 รัฐบาลประกาศได้สิทธิ์จัด Summer Sonic และ Tomorrowland ในไทย ส่วนคอนเสิร์ต The Red Tour ที่อิมแพ็ค อารีนา วันที่ 9 มิถุนายน 2014 ถูกยกเลิกหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2014 ทำให้ Taylor Swift ยังไม่เคยแสดงเต็มรูปแบบในไทย
ปี 2024 ของ Taylor Swift: ภาพปลอมจาก AI ภัยก่อการร้ายที่เวียนนา และเหตุที่ Southport
ภาพโป๊ปลอมจาก AI (มกราคม 2024) ภาพลามกที่สร้างด้วย AI ของ Taylor Swift แพร่บน X โพสต์หนึ่งมียอดชม 45 ล้านครั้งก่อนถูกลบหลังผ่านไปราว 17 ชั่วโมง โฆษกทำเนียบขาวแถลงวันที่ 26 มกราคมว่า "น่าตกใจ" X ระงับการค้นหาชื่อเธอชั่วคราว สหภาพนักแสดง SAG-AFTRA เรียกร้องให้การสร้างภาพแบบนี้ผิดกฎหมาย และวันที่ 30 มกราคม วุฒิสมาชิก 4 คนเสนอร่างกฎหมาย DEFIANCE Act โดยอ้างกรณีของเธอโดยตรง ร่างฉบับปี 2025 ผ่านวุฒิสภาเมื่อ 13 มกราคม 2026 ไม่พบว่าเธอแถลงเรื่องนี้เอง แต่แฟนเพลงช่วยกันโพสต์ภาพจริงกลบภาพปลอม
เหตุที่ Southport (29 กรกฎาคม 2024) คนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้เข้าร่วมคลาสเต้นที่ใช้เพลงของเธอในเมือง Southport ประเทศอังกฤษ มีเด็กเสียชีวิต 3 คน เธอโพสต์ว่า "ช็อกอย่างที่สุด" และไม่รู้จะส่งความเสียใจถึงครอบครัวผู้สูญเสียอย่างไร ต่อมาสารคดีของเธอแสดงการพบผู้รอดชีวิตและครอบครัวหลังเวทีที่สนามเวมบลีย์
เวียนนา (สิงหาคม 2024) วันที่ 7 สิงหาคม ตำรวจออสเตรียจับผู้ต้องสงสัยที่วางแผนโจมตีตามแนวคิดกลุ่ม IS ผู้จัดยกเลิก 3 รอบที่สนาม Ernst Happel และคืนเงินค่าบัตรทั้งหมด เธอเงียบจนจบทัวร์ยุโรป แล้วอธิบายเมื่อ 21 สิงหาคมว่าการยกเลิก "เจ็บปวดมาก" แต่ "เราได้เศร้ากับคอนเสิร์ตที่หายไป ไม่ใช่ชีวิตที่หายไป" และ "ในกรณีแบบนี้ ความเงียบคือการยับยั้งชั่งใจ" เพราะไม่อยากยั่วยุผู้ที่ต้องการทำร้ายแฟน วันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ศาลออสเตรียตัดสินจำคุกผู้วางแผนหลัก 15 ปี
The Tortured Poets Department และ The Life of a Showgirl: ยอดขายที่ไม่มีใครเคยทำ (2024–2025)
The Tortured Poets Department ออกวันที่ 19 เมษายน 2024 มี 16 เพลง สองชั่วโมงต่อมา Taylor Swift โพสต์ว่านี่คือ "อัลบั้มคู่ลับ" และปล่อยฉบับ THE ANTHOLOGY รวม 31 เพลง ก่อนหน้านั้นเธอใช้เลข 2 เป็นคำใบ้ซ้ำ ๆ เช่น ชูสองนิ้วบนเวที Grammy อัลบั้มเปิดตัว 2.61 ล้านหน่วย ขาย 1.914 ล้านชุด มีสตรีม 891.37 ล้านครั้ง สูงสุดในสัปดาห์เดียวของอัลบั้มใด ครอง 14 อันดับแรกของ Hot 100 และอยู่บนอันดับ 1 Billboard 200 นาน 17 สัปดาห์ มากที่สุดในบรรดาอัลบั้มของเธอ
The Life of a Showgirl ประกาศในพอดแคสต์ New Heights วันที่ 13 สิงหาคม 2025 ทำกับ Max Martin และ Shellback สองโปรดิวเซอร์ที่เคยทำ "Shake It Off" และ "Blank Space" กับเธอ อัลบั้มออกวันที่ 3 ตุลาคม 2025 และเปิดตัว 4.002 ล้านหน่วย ทำลายสถิติ 3.482 ล้านหน่วยของอัลบั้ม 25 ของ Adele ยอดขายล้วน 3,479,500 ชุด รวมแผ่นเสียง 1.334 ล้านแผ่น และเป็นราว 100 เท่าของ 39,000 ชุดที่อัลบั้มแรกทำได้ในปี 2006

- ออกมา 38 เวอร์ชันในสัปดาห์แรก เป็นแผ่นจริง 27 แบบและดิจิทัล 11 แบบ หลายแบบขายเฉพาะร้านออนไลน์ของเธอในช่วงเวลาจำกัด
- ร้านค้าของ Swift เองมีส่วนแบ่งเกิน 65% ของหน่วยทั้งหมด และ Billboard ประเมินรายได้สัปดาห์แรกราว 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ทั้ง 12 เพลงครอง 12 อันดับแรกของ Hot 100 และงานเปิดตัวอัลบั้มที่ฉายในโรงภาพยนตร์ 3 วันทำรายได้ทั่วโลกเกิน 50 ล้านดอลลาร์
ปลายปี RIAA และ Luminate ยกให้เป็นอัลบั้มอันดับ 1 ของสหรัฐฯ ปี 2025 ด้วย 5.607 ล้านหน่วย และ IFPI ยกให้เป็นอัลบั้มขายดีที่สุดในโลกของปี
ความมั่งคั่งของ Taylor Swift: มหาเศรษฐีจากเพลงล้วน ๆ
Forbes ประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ว่า Taylor Swift มีทรัพย์สินเกิน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นนักดนตรีคนแรกที่ขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐีจากเพลงและการแสดงของตัวเองเท่านั้น ตัวเลขแยกเป็นเงินสดจากค่าลิขสิทธิ์และทัวร์กว่า 500 ล้านดอลลาร์ มูลค่าแคตตาล็อกเพลงราว 500 ล้านดอลลาร์ และอสังหาริมทรัพย์ 125 ล้านดอลลาร์ ณ 12 ตุลาคม 2026 หน้าโปรไฟล์ของ Forbes แสดงมูลค่าทรัพย์สินแบบเรียลไทม์ราว 2,000 ล้านดอลลาร์ ราวสองเท่าของตอนเป็นมหาเศรษฐีครั้งแรก
| การยอมรับ | ผู้มอบ | ปี |
|---|---|---|
| Album of the Year 4 ครั้ง (คนเดียวในประวัติศาสตร์) | Recording Academy | 2010, 2016, 2021, 2024 |
| Grammy รวม 14 รางวัลจากการเข้าชิง 58 ครั้ง | Recording Academy | ถึงปี 2026 |
| Person of the Year คนแรกที่ได้จากผลงานด้านศิลปะ | TIME | 2023 |
| Global Top Artist | Spotify | 2023, 2024 |
| ศิลปินขายดีที่สุดในโลก 6 ครั้ง | IFPI | 2014, 2019, 2022–2025 |
| สมาชิก Songwriters Hall of Fame ผู้หญิงอายุน้อยที่สุด | Songwriters Hall of Fame | 2026 |

Spotify ระบุว่าเธอมีสตรีมทั่วโลกกว่า 26,100 ล้านครั้งในปี 2023 และ 26,600 ล้านครั้งในปี 2024 ส่วนปี 2025 เธออยู่อันดับ 2 ของโลกรองจาก Bad Bunny แต่ยังเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ
ปี 2026: Taylor Swift ในวัย 36 ปี
ปี 2026 Taylor Swift ไม่ได้ออกทัวร์ แต่ยังเก็บสถิติต่อเนื่อง และใช้กฎหมายปกป้องชื่อกับเสียงของตัวเองมากขึ้น
- 18 กุมภาพันธ์ IFPI ยกเป็นศิลปินขายดีที่สุดในโลกปี 2025 ครั้งที่ 6 และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
- 24 เมษายน บริษัท TAS Rights Management ของเธอยื่นจดเสียงพูดและภาพบนเวทีเป็นเครื่องหมายการค้า 3 คำขอต่อ USPTO ซึ่งทนายมองว่าเป็นเครื่องมือรับมือ AI ปลอมเสียง
- มิถุนายน เพลง "I Knew It, I Knew You" จาก Toy Story 5 เปิดตัวอันดับ 1 Hot 100 และวันที่ 11 มิถุนายน เธอเข้า Songwriters Hall of Fame โดย Steven Spielberg เป็นผู้มอบ
- 27 กันยายน ได้ 3 รางวัล MTV VMAs 2026 รวม Video of the Year ครั้งที่ 6 จากวิดีโอที่กำกับเอง
- ตุลาคม ICANN เปิดเผยว่าบริษัทของเธอยื่นขอโดเมน .taylorswift เพลง "Patient Zero" จากฉบับ deluxe The Encore ขึ้นอันดับ 1 Hot 100 เป็นเพลงที่ 16 และเธอครองอันดับ 1 Billboard 200 ครบ 100 สัปดาห์ เป็นรายที่สองต่อจาก The Beatles
ถอดความสำเร็จของ Taylor Swift ข้อ 1–4: ทรัพย์สินอยู่ที่เพลง
1. เป็นนักแต่งเพลงก่อนเป็นดารา Taylor Swift เขียนหรือร่วมเขียนทุกเพลงตั้งแต่อัลบั้มแรก เขียน Speak Now คนเดียวทั้งชุด และ Forbes นับว่าเธอเป็นผู้แต่งคนเดียวในเพลงฮิต 50 อันดับแรกของตัวเองมากกว่าหนึ่งในสี่ TIME ชี้ว่าเพราะเธอแต่งเพลงเอง จึงถือลิขสิทธิ์ในตัวบทเพลง (composition) ไว้ และนั่นคือเหตุที่เธอบันทึกเสียงใหม่ได้เมื่อสูญเสียมาสเตอร์ งานแต่งเพลงจึงไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่เป็นสิทธิ์ทางกฎหมายที่ปกป้องธุรกิจทั้งหมดของเธอ
2. เป็นเจ้าของงานของตัวเอง ตั้งแต่ปี 2018 เธอเป็นเจ้าของมาสเตอร์ใหม่ทุกชิ้น ปี 2025 ซื้อมาสเตอร์เก่าคืนครบ และปี 2026 ขยายไปถึงเครื่องหมายการค้าเสียงพูดและโดเมนชื่อตัวเอง เมื่อเป็นเจ้าของทั้งเพลงและการบันทึกเสียง ทุกช่องทางใหม่ เช่น หนังคอนเสิร์ต สตรีมมิง หรือหนังสือ จะสร้างรายได้กลับมาที่เธอโดยตรง
3. ทำให้แคตตาล็อกเก่ามีค่ามากขึ้นทุกปี The Eras Tour ขายเพลงทั้ง 17 ปีในโชว์เดียว Taylor's Version ทำให้แฟนกลับไปฟังอัลบั้มเก่าในฉบับที่เธอเป็นเจ้าของ และอัลบั้มที่บันทึกใหม่ 4 ชุดรวมกันอยู่บนอันดับ 1 ถึง 11 สัปดาห์ ในธุรกิจที่เพลงใหม่มักบังเพลงเก่า เธอทำให้เพลงเก่ากลายเป็นสินค้าหลัก
4. เปลี่ยนแนวเพลงอย่างเปิดเผย จากคันทรีสู่ป๊อปในปี 2014 จากป๊อปสู่โฟล์กในปี 2020 และกลับมาป๊อปกับ Max Martin ในปี 2025 ทุกครั้งเธอบอกตรง ๆ ว่ากำลังทำอะไร และให้แต่ละยุคมีภาพ สี และเรื่องเล่าของตัวเอง การเปลี่ยนจึงไม่ทำให้ฐานแฟนเดิมรู้สึกถูกทิ้ง เพราะทุกยุคยังอยู่ในแคตตาล็อกเดียวกัน และในที่สุดก็กลายเป็นชื่อทัวร์ "Eras"
ถอดความสำเร็จของ Taylor Swift ข้อ 5–8: แฟน จังหวะ และพันธมิตร
5. คุยกับแฟนโดยตรงมาตั้งแต่ปีแรก ปี 2008 The New York Times เขียนว่าเธอใช้ MySpace ติดต่อแฟนแบบ "ปฏิวัติวงการคันทรี" ปี 2010 เธอจัดงานพบแฟน 13 ชั่วโมงที่ลากยาวเกือบ 15 ชั่วโมง ปี 2014 เชิญแฟนไปฟังอัลบั้มก่อนออกที่บ้าน 5 เมือง และใส่ข้อความลับไว้ในเนื้อเพลงและปกอัลบั้มให้แฟนถอดรหัส (Easter eggs) แฟนที่รู้สึกว่าได้ใกล้ชิดจึงกลายเป็นทีมการตลาดที่ไม่มีค่าใช้จ่าย

6. ทำให้ทุกการออกผลงานเป็นเหตุการณ์ ปล่อยอัลบั้มแบบไม่บอกล่วงหน้า (folklore, evermore) ปล่อยเพลงเพิ่มกลางดึกหลังอัลบั้มออก (3am Edition, THE ANTHOLOGY) ประกาศอัลบั้มบนเวทีรางวัล และใช้คำใบ้ล่วงหน้าเป็นเดือน ทุกครั้งแฟนต้องติดตามเพื่อไม่พลาด ซึ่งเปลี่ยนความสนใจเป็นยอดขายในสัปดาห์เดียว
7. ขายตรงถึงแฟน ร้านค้าออนไลน์ของ Taylor Swift มีส่วนแบ่งเกิน 65% ของยอดสัปดาห์แรกของ The Life of a Showgirl เธอเลือกพันธมิตรอย่าง Target, AMC และ Disney เป็นรายโครงการ โดยถือสิทธิ์ในงานไว้เอง แทนการเซ็นสัญญาผูกขาดระยะยาว
8. วินัยและความสม่ำเสมอ เธอบอก Esquire ในปี 2014 ว่าเพลงคันทรีสอนให้ทำงานหนัก และความสัมพันธ์กับแฟนต้องดูแลจากทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2025 เธอออกสตูดิโออัลบั้ม 12 ชุดและอัลบั้มบันทึกใหม่ 4 ชุด และเล่นโชว์ยาวกว่า 3 ชั่วโมงครบ 149 รอบในเวลาไม่ถึง 2 ปี
รูปแบบการรับมือวิกฤตของ Taylor Swift
| วิกฤต | สิ่งที่เธอทำ | ผลที่ตามมา |
|---|---|---|
| VMAs 2009 | รับคำขอโทษ แล้วตอบผ่านเพลงและเวที | คืนดีกันในปี 2015 |
| Spotify และ Apple 2014–15 | ถอนเพลงและเขียนจดหมายเปิดผนึก | Apple เปลี่ยนนโยบายภายในวันเดียว |
| เพลง Famous 2016 | แถลงครั้งเดียว แล้วหายจากสื่อเกือบปี | reputation ขาย 1.216 ล้านชุดในสัปดาห์แรก |
| คดี Mueller 2015–17 | ฟ้องกลับ 1 ดอลลาร์และขึ้นให้การเอง | ชนะคดีและบริจาคให้องค์กรช่วยเหลือ |
| มาสเตอร์ 2019–20 | อธิบายกับแฟนและบันทึกเสียงใหม่ | ซื้อสิทธิ์คืนในปี 2025 |
| Ticketmaster 2022 | โพสต์ครั้งเดียวโดยไม่เอ่ยชื่อบริษัท | วุฒิสภาไต่สวนและเกิดคดีผูกขาด |
| เวียนนา 2024 | เงียบจนพ้นช่วงอันตราย แล้วอธิบายเหตุผล | ทัวร์ดำเนินต่อจนครบ 149 รอบ |
เมื่อวางเรียงกัน จะเห็นวิธีที่ Taylor Swift ใช้ซ้ำ 5 ข้อ
- พูดครั้งเดียวผ่านช่องทางของตัวเอง Tumblr, Instagram หรือจดหมายลายมือ แทนการให้สัมภาษณ์หลายรอบ ข้อความจึงไม่ถูกตัดตอน
- เปลี่ยนเรื่องที่ถูกโจมตีเป็นผลงาน "Innocent" หลัง VMAs, reputation หลังคลิปโทรศัพท์ และ Taylor's Version หลังเสียมาสเตอร์
- ผูกเรื่องของตัวเองเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ ศิลปินทั้งวงการ ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
- เลือกเงียบเมื่อการพูดไม่ช่วย กรณีเวียนนาเธออธิบายว่าความเงียบคือการยับยั้งชั่งใจ และบางข้อวิจารณ์เธอไม่ตอบเลย
- คิดยาว จากโพสต์ Tumblr เดือนมิถุนายน 2019 ถึงจดหมายเดือนพฤษภาคม 2025 เธอใช้เวลาเกือบ 6 ปีกับอัลบั้มบันทึกใหม่ 4 ชุด
วิธีนี้ไม่ได้ผลทุกครั้ง ปี 2016 เธอเสียภาพลักษณ์หนักจนต้องหายไปเกือบปี แต่ในภาพรวม Taylor Swift ทำให้คนจดจำเรื่องราวในแบบที่เธอเล่า มากกว่าแบบที่คนอื่นเล่า
ข้อวิจารณ์ที่ยังตามมาถึง Taylor Swift: เครื่องบินส่วนตัว แผ่นเสียงหลายเวอร์ชัน และคดีชื่ออัลบั้ม
ความสำเร็จระดับนี้มาพร้อมข้อวิจารณ์ที่ยังไม่จบ และไม่ใช่ทุกเรื่องที่ Taylor Swift เลือกตอบ
- เครื่องบินส่วนตัว ปี 2022 บริษัทการตลาด Yard จัดให้เธอเป็นคนดังที่เครื่องบินส่วนตัวปล่อยคาร์บอนมากที่สุด โฆษกของเธอตอบว่าเครื่องบินถูกให้ผู้อื่นยืมใช้เป็นประจำ ปลายปี 2023 ทนายของเธอส่งหนังสือเตือนนักศึกษา Jack Sweeney ที่ติดตามเที่ยวบินของเธอ ว่าเป็นพฤติกรรม "สะกดรอยและคุกคาม" และตัวแทนของเธอระบุว่าก่อนทัวร์เธอซื้อคาร์บอนเครดิตเกินสองเท่าของที่ต้องใช้ ฝั่ง Sweeney ยืนยันว่าใช้ข้อมูลสาธารณะของ FAA และเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ไม่พบว่ามีการฟ้องร้อง
- แผ่นเสียงหลายเวอร์ชัน มีนาคม 2024 Billie Eilish วิจารณ์โดยไม่เอ่ยชื่อว่าการทำแผ่นเสียง 40 แบบเพื่อให้แฟนซื้อซ้ำ "สิ้นเปลือง" The Guardian ชี้ว่าแฟนบางส่วนของ Swift ก็วิจารณ์เรื่องนี้ ขณะที่ The Life of a Showgirl ออกแผ่นจริง 27 แบบ ไม่พบคำชี้แจงจากฝั่งเธอ
- ความเห็นต่ออัลบั้มใหม่ เมื่อ The Life of a Showgirl ได้รับคำวิจารณ์ปนกัน เธอบอก Apple Music ว่าเคารพความเห็นทางศิลปะของทุกคน และ "ฉันไม่ใช่ตำรวจศิลปะ"
- คดีปี 2026 30 มีนาคม 2026 นักแสดงลาสเวกัส Maren Wade เจ้าของเครื่องหมายการค้า "Confessions of a Showgirl" ฟ้องเธอและ UMG ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า ทนายของเธอยื่นต่อศาลในเดือนกันยายนว่าข้อกล่าวหา "ไม่มีมูล" คดียังอยู่ระหว่างพิจารณา
บทเรียนจาก Taylor Swift สำหรับธุรกิจและแบรนด์ไทย
- อ่านสัญญาเรื่องความเป็นเจ้าของตั้งแต่วันแรก Taylor Swift เซ็นสัญญาตอนอายุ 15 ปี และใช้เวลา 20 ปีกว่าจะได้มาสเตอร์คืน ศิลปิน ครีเอเตอร์ และสตาร์ทอัพไทยควรรู้ว่าใครเป็นเจ้าของผลงาน ข้อมูล และฐานลูกค้า และรู้ว่าสัญญาใหม่ของค่ายเพลงหลายแห่งห้ามบันทึกเสียงใหม่นาน 10–30 ปี
- สร้างช่องทางตรงถึงลูกค้า ร้านค้าของเธอเองทำยอดเกิน 65% ของสัปดาห์แรก แบรนด์ไทยที่พึ่งแพลตฟอร์มเดียว ไม่ว่าจะเป็นมาร์เก็ตเพลสหรือโซเชียล ควรมีเว็บไซต์ ระบบสมาชิก หรือ LINE OA ของตัวเองไว้รับลูกค้าที่ภักดีที่สุด
- ทำให้ของเก่ามีค่าอีกครั้ง Taylor's Version และ The Eras Tour ทำให้เพลงอายุ 10–17 ปีกลับมาทำเงิน บริษัทไทยที่มีแบรนด์ คอนเทนต์ หรือสินค้ารุ่นเก่า มีโอกาสในฉบับครบรอบ ฉบับปรับปรุง หรือการเล่าเรื่องใหม่
- สื่อสารวิกฤตด้วยข้อเท็จจริงครั้งเดียวให้ชัด แล้วปล่อยให้ผลงานพูดต่อ ดีกว่าตอบโต้รายวันจนเรื่องไม่จบ
- มองคอนเสิร์ตเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส กรณีสิงคโปร์แสดงว่ารัฐแข่งกันดึงงานระดับโลก แต่การไม่เปิดเผยเงื่อนไขก็ทำให้เกิดคำถามจากประเทศเพื่อนบ้าน หน่วยงานไทยที่จะสนับสนุนอีเวนต์ควรวางเกณฑ์วัดผลที่เปิดเผยได้
- ปกป้องชื่อ เสียง และภาพลักษณ์ในยุค AI ทั้งภาพปลอมปี 2024 และคำขอจดเสียงพูดเป็นเครื่องหมายการค้าปี 2026 แสดงว่าตัวตนของบุคคลกลายเป็นทรัพย์สินที่ต้องดูแลทางกฎหมาย ผู้บริหารและบุคคลสาธารณะไทยควรเตรียมแผนรับมือการปลอมแปลงไว้ล่วงหน้า
สิ่งที่ต้องติดตามต่อเกี่ยวกับ Taylor Swift
- 26 ตุลาคม 2026 งานบรรจุชื่อเข้า Nashville Songwriters Hall of Fame ที่ Music City Center
- 14 พฤศจิกายน 2026 งาน Kids' Choice Awards ที่ Taylor Swift เข้าชิงมากที่สุด 6 สาขา
- 18 พฤศจิกายน 2026 CMA Awards ครั้งที่ 60 ที่ "I Knew It, I Knew You" เข้าชิง Single of the Year
- reputation และอัลบั้มแรกฉบับ Taylor's Version ซึ่งเธอบอกว่าจะออก "เมื่อถึงเวลา"
- คดีและคำขอที่ยังไม่จบ ขั้นกำหนดมาตรการในคดีผูกขาดของ Live Nation–Ticketmaster คดีเครื่องหมายการค้า Showgirl การตรวจคำขอเครื่องหมายการค้าเสียงพูดของ USPTO และคำขอโดเมน .taylorswift ของ ICANN
ข่าวทั้งหมดของเธออ่านต่อได้ที่หน้า Taylor Swift และเรื่องราวของศิลปินคนอื่นในหมวดศิลปินและบุคคลมีชื่อเสียง
คำถามที่พบบ่อย
Taylor Swift เป็นใคร และมีชื่อเสียงจากอะไร?
Taylor Swift เป็นนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เกิด 13 ธันวาคม 1989 เริ่มจากเพลงคันทรีในปี 2006 ก่อนเปลี่ยนเป็นป๊อปกับอัลบั้ม 1989 ในปี 2014 ณ ตุลาคม 2026 เธอมีอัลบั้มอันดับ 1 Billboard 200 รวม 15 อัลบั้ม ได้ Grammy สาขา Album of the Year 4 ครั้ง และทำทัวร์ The Eras Tour ที่มีรายได้สูงสุดตลอดกาล
ทำไม Taylor Swift ต้องอัดเพลงเก่าใหม่เป็น Taylor's Version?
เพราะมาสเตอร์ของ 6 อัลบั้มแรกเป็นของค่าย Big Machine ซึ่งถูกขายให้บริษัทของ Scooter Braun ในปี 2019 และขายต่อให้ Shamrock ในปี 2020 เธอจึงบันทึกเสียงใหม่ 4 อัลบั้มที่เธอเป็นเจ้าของเอง ตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2023 และในวันที่ 30 พฤษภาคม 2025 เธอประกาศว่าซื้อสิทธิ์ทั้ง 6 อัลบั้มคืนได้ครบแล้ว
ดราม่าระหว่าง Taylor Swift กับ Kanye West เริ่มต้นอย่างไร?
เริ่มเมื่อ 13 กันยายน 2009 ที่ Kanye West ขึ้นเวที MTV VMAs ระหว่างที่เธอรับรางวัล ทั้งสองคืนดีกันในปี 2015 แต่แตกอีกครั้งในปี 2016 จากเพลง Famous และคลิปโทรศัพท์ที่ Kim Kardashian โพสต์ ต่อมาในปี 2020 ไฟล์เสียงเต็มหลุดออกมา และแสดงว่า West ไม่ได้อ่านท่อนที่หยาบที่สุดให้เธอฟัง
The Eras Tour ของ Taylor Swift ทำรายได้เท่าไร?
Billboard รายงานว่า The Eras Tour เล่น 149 รอบระหว่าง 17 มีนาคม 2023 ถึง 8 ธันวาคม 2024 ทำรายได้ 2,077,618,725 ดอลลาร์สหรัฐจากตั๋ว 10,168,008 ใบ เป็นทัวร์แรกที่เกิน 2,000 ล้านดอลลาร์ และนำทัวร์อันดับ 2 ในบันทึกของ Billboard Boxscore กว่า 900 ล้านดอลลาร์
Taylor Swift เคยมาแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศไทยหรือไม่?
ยังไม่เคยแสดงเต็มรูปแบบในไทย คอนเสิร์ต The Red Tour ที่อิมแพ็ค อารีนา วันที่ 9 มิถุนายน 2014 ถูกยกเลิกหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2014 และ The Eras Tour แสดงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉพาะที่สิงคโปร์ 6 รอบในเดือนมีนาคม 2024 ภายใต้ข้อตกลงที่ทำให้สิงคโปร์เป็นจุดแวะเดียวในภูมิภาค
แหล่งอ้างอิง
- Taylor Swift | Artist — Recording Academy
- Taylor Swift Joins The Beatles as Only Acts With 100 Weeks at No. 1 on Billboard 200 Albums Chart — Billboard
- Taylor Swift's The Eras Tour Wraps as First Tour to Pass $2 Billion in Sales — Billboard
- Taylor Swift Achieves Record-Shattering 4 Million Week With No. 1 Billboard 200 Debut of 'The Life of a Showgirl' — Billboard
- Taylor Swift's First-Week Sales on Every 'Taylor's Version' Re-Record (And How They Compare to The Originals) — Billboard
- For years I asked, pleaded for a chance to own my work — Taylor Swift (Tumblr)
- Read My Letter — Taylor Swift
- Taylor Swift Shocker: Singer Buys Back Rights to First Six Albums — Variety
- Taylor Swift & Kanye West: A Timeline of Their Relationship — Billboard
- Mueller v. Swift, 1:15-cv-01974 (D. Colo.) — CourtListener (บันทึกคดีจาก PACER)
- Sean Hall v. Taylor Swift, 2:17-cv-06882 (C.D. Cal.) — CourtListener (บันทึกคดีจาก PACER)
- Taylor Swift | The Eras Tour Onsale Explained — Ticketmaster
- That's the Ticket: Promoting Competition and Protecting Consumers in Live Entertainment (S. Hrg. 118-31) — U.S. Government Publishing Office
- Justice Department Sues Live Nation-Ticketmaster for Monopolizing Markets Across the Live Concert Industry — U.S. Department of Justice
- Beige Book - July 12, 2023 — Federal Reserve Board
- Economic Returns from Government Grants Provided for Taylor Swift's Eras Tour Concerts in Singapore — Parliament of Singapore
- Srettha: Now he knows why Taylor Swift skips Thailand — Bangkok Post
- TAYLOR SWIFT | THE ERAS TOUR Concert Film Is Now the Highest Grossing Theatrical Release in History Among Concert and Documentary Films — AMC Entertainment
- Taylor Swift profile — Forbes
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- The Beatles5Forbes5Republic Records6Spotify9Apple12Ticketmaster2Netflix7วุฒิสภา12Live Nation2กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ3เฟด9รัฐสภา17IFPI3ICANN3
- ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
- Billboard 2005Apple Music8
- เหตุการณ์และงาน
- Kids' Choice Awards2
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ