ข้ามไปยังเนื้อหา
Policy & Law

FCC เตรียมโหวตจำกัดห้องทดสอบอุปกรณ์ไว้ที่ประเทศคู่สัญญา ร่างรายชื่อยังไม่มีไทย

FCC จะโหวต 29 ต.ค. 2026 ให้การทดสอบอุปกรณ์ไร้สายเพื่อขายในสหรัฐฯ ทำได้เฉพาะในสหรัฐฯ หรือประเทศคู่สัญญาตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2028 ร่างรายชื่อประเทศยังไม่มีไทย

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
เอกสารข้อเท็จจริงของ FCC ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 สรุปร่าง Third Report and Order ใน ET Docket No. 24-136 ที่จำกัดการทดสอบอุปกรณ์ไว้ที่สหรัฐฯ และ Reciprocal Economy ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028
ภาพ: FCC

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Brendan Carr ประธาน FCC ประกาศเมื่อ 7 ตุลาคม 2026 ว่าคณะกรรมการจะโหวตในการประชุม 29 ตุลาคม ให้การทดสอบ การรับรอง และการรับรองระบบงานของอุปกรณ์คลื่นความถี่วิทยุที่ขอ FCC ID ทำได้เฉพาะในสหรัฐฯ หรือ Reciprocal Economy
  • ถ้าผ่าน กฎจะมีผลกับคำขอที่ยื่นตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028 ห้องทดสอบในประเทศนอกรายชื่อยังได้รับการรับรองระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การรับรองทั้งหมดจะสิ้นสุดในวันนั้น ส่วนอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วไม่ได้รับผลกระทบ
  • ร่างคำสั่งระบุว่าปี 2025 การทดสอบเพื่อขออนุญาตอุปกรณ์เกิดขึ้นในจีน มากกว่า 82% ขณะที่สหรัฐฯ เหลือ ไม่ถึง 4% จากห้องทดสอบที่ FCC รับรองทั้งหมด 609 แห่ง
  • ภาคผนวก D ของร่างที่เผยแพร่ 8 ตุลาคม 2026 มีมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชาอยู่ในรายชื่อ แต่ ไม่มีประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และจีน
  • FCC ประเมินว่าถ้าย้ายการทดสอบไปห้องทดสอบราคาต่ำในประเทศคู่สัญญาทั้งหมด ต้นทุนจะเพิ่มราว 11.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ถ้าย้ายมาสหรัฐฯ ทั้งหมด ค่าทดสอบรวมจะอยู่ราว 288 ล้านดอลลาร์ต่อปี

คณะกรรมการกำกับกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) จะโหวตในวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ว่าจะให้การทดสอบอุปกรณ์ไร้สายเพื่อขายในสหรัฐฯ ทำได้เฉพาะในสหรัฐฯ หรือประเทศที่มีข้อตกลงยอมรับผลการทดสอบซึ่งกันและกันหรือไม่ ถ้าผ่าน กฎจะมีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028 และร่างรายชื่อประเทศที่ FCC เผยแพร่ยังไม่มีประเทศไทย

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นที่ใช้หรือขายในสหรัฐฯ ต้องผ่านการทดสอบที่ห้องทดสอบซึ่ง FCC รับรองก่อน กฎนี้จึงกระทบผู้ผลิตและผู้ส่งออกทั่วโลกที่ทดสอบสินค้าในประเทศนอกรายชื่อ ซึ่งรวมถึงไทย

FCC จะโหวตอะไรในวันที่ 29 ตุลาคม

Brendan Carr ประธาน FCC ประกาศเมื่อ 7 ตุลาคม 2026 และ FCC เผยแพร่ร่างคำสั่ง Third Report and Order และ Third Further Notice of Proposed Rulemaking ในสำนวน ET Docket No. 24-136 เมื่อ 8 ตุลาคม 2026 สาระหลักตามเอกสารข้อเท็จจริงของ FCC มีดังนี้

ประเด็น ร่างคำสั่งของ FCC
ใครได้รับผลกระทบ ห้องทดสอบ (Test Lab) หน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ (TCB) และหน่วยรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ในประเทศที่ไม่อยู่ในรายชื่อ
กิจกรรมที่ถูกจำกัด การทดสอบ การรับรอง และการรับรองระบบงาน แม้หน่วยงานจะตั้งในสหรัฐฯ หรือประเทศในรายชื่อ แต่ไปทำงานในประเทศนอกรายชื่อก็ถูกห้ามด้วย
วันมีผล 1 ธันวาคม 2028 ใช้กับคำขอที่ยื่นตั้งแต่วันนั้น ไม่กระทบใบอนุญาตที่ออกไปแล้ว
ช่วงเปลี่ยนผ่าน ห้องทดสอบในประเทศนอกรายชื่อยังได้รับการรับรอง และ OET ยังออกการรับรองใหม่ได้ แต่ทั้งหมดสิ้นสุด 1 ธันวาคม 2028
ส่วนที่เปิดรับความเห็น มาตรการเพิ่มกำลังการทดสอบ การให้ห้องทดสอบมี Legal Entity Identifier การตรวจสินค้าหลังวางตลาด และให้การทดสอบแบบ SDoC ทำในห้องทดสอบที่ FCC รับรอง

ร่างนิยาม Reciprocal Economy ว่าเป็นดินแดนที่สหรัฐฯ มีข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) หรือข้อตกลงการค้าที่มีข้อกำหนดให้สิทธิซึ่งกันและกันในแบบเดียวกัน วาระการประชุมที่ FCC ประกาศเมื่อ 8 ตุลาคมระบุว่าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ให้เวลาผู้ผลิตราวสองปีในการหาห้องทดสอบใหม่และขยายกำลังการทดสอบ

เอกสารข้อเท็จจริงของ FCC ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 สรุปร่าง Third Report and Order ใน ET Docket No. 24-136 ที่จำกัดการทดสอบอุปกรณ์ไว้ที่สหรัฐฯ และ Reciprocal Economy ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028
เอกสารข้อเท็จจริงของ FCC ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 สรุปร่างคำสั่งที่จำกัดการทดสอบ การรับรอง และการรับรองระบบงานไว้ที่สหรัฐฯ และ Reciprocal Economy ภาพ: FCC

ทำไม FCC บอกว่าต้องจำกัดห้องทดสอบ

ร่างคำสั่งให้เหตุผล 3 ข้อ คือ FCC ไม่มั่นใจในความถูกต้องของการทดสอบในประเทศที่ไม่มีกรอบกำกับร่วมกับสหรัฐฯ การทดสอบกระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียวจนเป็นความเสี่ยงต่อทั้งระบบ และการยอมรับซึ่งกันและกันควรเป็นหลักของการค้า ตัวเลขที่ FCC ใช้ประกอบมีดังนี้

  • FCC รับรองห้องทดสอบอยู่ 609 แห่ง อยู่ในจีน 25.1% ไต้หวัน 18.4% สหรัฐฯ 17.9% ญี่ปุ่น 9.4% และเกาหลีใต้ 6.6%
  • สัดส่วนการทดสอบเพื่อขออนุญาตอุปกรณ์ที่ทำในจีนเพิ่มจากราว 13% ในปี 2007 เป็นมากกว่า 82% ในปี 2025 ขณะที่สหรัฐฯ ลดจากราว 31% เหลือไม่ถึง 4% ไต้หวันจากราว 20% เหลือราว 8% เกาหลีใต้จากราว 10% เหลือราว 2% และประเทศอื่นรวมกันจากราว 27% เหลือเพียงเกิน 4% เล็กน้อย
  • กฎ Bad Labs ที่ออกก่อนหน้าทำให้ห้องทดสอบ 29 แห่งที่ FCC ระบุว่าเป็นของหรืออยู่ใต้อิทธิพลของประเทศคู่ปรปักษ์ถูกถอนการรับรอง นอกจากนี้ FCC ถอนการรับรองห้องทดสอบ 2 แห่งในประเทศนอกรายชื่อที่คัดลอกผลทดสอบ และเริ่มกระบวนการกับอีก 2 แห่ง

Carr กล่าวว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ในวอชิงตันมองข้ามการที่ต่างประเทศไม่ปฏิบัติต่อสหรัฐฯ แบบตอบแทนกัน จนการทดสอบย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และวันนี้ FCC จึงเรียกร้องการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ

กราฟแท่งตามร่างคำสั่งของ FCC: สัดส่วนการทดสอบเพื่อขออนุญาตอุปกรณ์ในจีนเพิ่มจากราว 13% ในปี 2007 เป็นมากกว่า 82% ในปี 2025 ขณะที่สหรัฐฯ ลดจากราว 31% เหลือไม่ถึง 4%
สัดส่วนการทดสอบเพื่อขออนุญาตอุปกรณ์ของ FCC แยกตามประเทศ ปี 2007 เทียบกับปี 2025 ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: FCC)

ไทยอยู่ตรงไหนในรายชื่อ Reciprocal Economy ของ FCC

ภาคผนวก D ของร่างคำสั่งระบุรายชื่อ Reciprocal Economy ในปัจจุบัน โดยอิงจาก MRA 8 ฉบับที่ FCC เข้าร่วม ซึ่งรวม APEC Telecom MRA ข้อตกลงการค้าเสรี และข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) ที่สหรัฐฯ ลงนามในช่วงหลัง สถานะของไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเป็นดังนี้

สถานะในร่างภาคผนวก D ประเทศอาเซียน ที่มาตามร่าง
อยู่ในรายชื่อ มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม APEC Telecom MRA (มาเลเซียมีข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนด้วย สิงคโปร์มี FTA ด้วย)
อยู่ในรายชื่อ อินโดนีเซีย, กัมพูชา ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ
ไม่อยู่ในรายชื่อ ไทย, ฟิลิปปินส์, บรูไน, ลาว, เมียนมา ไม่ปรากฏในภาคผนวก D

ร่างยังระบุว่า FCC รับรองหน่วยรับรองระบบงานในสหรัฐฯ 3 แห่ง คือ A2LA, ANAB และ NVLAP ให้รับรองห้องทดสอบในประเทศที่ไม่มี MRA ได้ ซึ่งทั้งสามแห่งรับรองห้องทดสอบในไทยได้ ถ้ากฎผ่านโดยไม่มีการเพิ่มไทยเข้ารายชื่อ FCC จะไม่รับรองห้องทดสอบที่ตั้งในไทย และผลทดสอบที่ทำในไทยจะใช้ยื่นขออนุญาตอุปกรณ์รุ่นใหม่ไม่ได้ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028

รายชื่อนี้ไม่ตายตัว ร่างกำหนดให้สำนักงานวิศวกรรมและเทคโนโลยี (OET) ของ FCC เผยแพร่และทบทวนรายชื่อเป็นระยะ ปรึกษาหน่วยงานรัฐบาลกลางรวมถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก่อนเพิ่มประเทศ และตั้งกลไกถอดประเทศที่ไม่ได้ให้สิทธิซึ่งกันและกันจริงออกจากรายชื่อ

ภาพสรุปสถานะประเทศอาเซียนในร่างรายชื่อ Reciprocal Economy ของ FCC: มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชาอยู่ในรายชื่อ ส่วนไทย ฟิลิปปินส์ บรูไน ลาว เมียนมาไม่อยู่ กฎมีผล 1 ธันวาคม 2028
ประเทศอาเซียนที่อยู่และไม่อยู่ในร่างรายชื่อ Reciprocal Economy ของ FCC ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: FCC)

ต้นทุนที่ FCC ประเมินไว้

ร่างคำสั่งระบุว่าระหว่างมกราคม 2025 ถึงกรกฎาคม 2026 มีคำขออนุญาตอุปกรณ์ราว 72,348 รายการ และตั้งสมมติฐานว่าการทดสอบอุปกรณ์ราว 37,925 รายการต่อปีทำอยู่ในประเทศนอกรายชื่อ ค่าทดสอบรวมของกลุ่มนี้อยู่ราว 57.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยคิดค่าทดสอบราว 1,400 ดอลลาร์ต่ออุปกรณ์ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตคลื่น และ 3,100 ดอลลาร์ต่ออุปกรณ์ที่ต้องมีใบอนุญาต

สมมติฐานของ FCC ประมาณการต่อปี
ย้ายไปห้องทดสอบราคาต่ำในประเทศคู่สัญญาทั้งหมด ต้นทุนเพิ่มราว 11.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ย้ายมาห้องทดสอบในสหรัฐฯ ทั้งหมด ค่าทดสอบรวมราว 288 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กรณีกลางที่ FCC ใช้ 65% ไปประเทศคู่สัญญา และ 35% มาสหรัฐฯ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

กฎนี้เป็นอีกขั้นของการใช้ระบบอนุญาตอุปกรณ์เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงและการค้า ต่อจากการที่ FCC ใส่เราเตอร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ไว้ใน Covered List ซึ่งเป็นฉากหลังของคดีที่รัฐในสหรัฐฯ ฟ้อง TP-Link คราวนี้ FCC ไม่ได้ดูว่าใครเป็นเจ้าของห้องทดสอบอย่างเดียว แต่ดูว่าห้องทดสอบตั้งอยู่ในประเทศใด และประเทศนั้นมีข้อตกลงกับสหรัฐฯ หรือไม่

สำหรับไทย ผลจะเกิดกับสองกลุ่ม คือห้องทดสอบในไทยที่ต้องการรับงานทดสอบเพื่อขอ FCC ID และผู้ผลิตอุปกรณ์ในไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งอาจต้องส่งตัวอย่างไปทดสอบในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม หรือประเทศอื่นในรายชื่อแทน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในรายชื่อมีโอกาสดึงงานทดสอบที่ต้องย้ายออกจากจีนไปได้

สิ่งที่องค์กรไทยควรทำ

  • ทำบัญชีสินค้าที่ต้องมี FCC ID ระบุว่าแต่ละรุ่นทดสอบที่ห้องทดสอบใด ตั้งอยู่ในประเทศใด และรุ่นใดจะต้องยื่นขอใหม่หลัง 1 ธันวาคม 2028
  • วางแผนห้องทดสอบสำรอง คัดห้องทดสอบในสหรัฐฯ หรือประเทศในรายชื่อไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อใกล้วันมีผล คิวทดสอบในประเทศเหล่านั้นอาจยาวขึ้น
  • ใส่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในแผนสินค้า ทั้งค่าทดสอบ ค่าขนส่งตัวอย่าง และเวลาที่ต้องเผื่อก่อนวางขายในสหรัฐฯ
  • ห้องทดสอบในไทย ควรติดตามผลการโหวต 29 ตุลาคม 2026 และการปรับรายชื่อของ OET เพราะถ้าไทยยังอยู่นอกรายชื่อ จะรับงานทดสอบเพื่อขออนุญาตกับ FCC ไม่ได้หลังวันมีผล
  • ติดตามความเห็นในสำนวน ผู้ที่ได้รับผลกระทบยื่นความเห็นในสำนวน ET Docket No. 24-136 ผ่านระบบ ECFS ของ FCC ได้ และดูข่าวกฎหมายดิจิทัลอื่นได้ที่หมวดนโยบาย

คำถามที่พบบ่อย

กฎใหม่ของ FCC เรื่องห้องทดสอบอุปกรณ์คืออะไร?

เป็นร่างคำสั่งที่ FCC จะโหวตในวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ให้การทดสอบ การรับรอง และการรับรองระบบงานของอุปกรณ์คลื่นความถี่วิทยุที่ขายในสหรัฐฯ ทำได้เฉพาะในสหรัฐฯ หรือประเทศที่มีข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) หรือข้อตกลงการค้าที่ให้สิทธิแบบเดียวกันกับสหรัฐฯ มีผลกับคำขอที่ยื่นตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028

ประเทศไทยอยู่ในรายชื่อ Reciprocal Economy ของ FCC หรือไม่?

ไม่อยู่ ภาคผนวก D ของร่างคำสั่งที่ FCC เผยแพร่เมื่อ 8 ตุลาคม 2026 ไม่มีประเทศไทย ขณะที่มีมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา ร่างระบุว่าสำนักงาน OET ของ FCC จะทบทวนและปรับรายชื่อเป็นระยะ โดยปรึกษาหน่วยงานรัฐบาลกลางรวมถึง USTR

อุปกรณ์ที่ได้ FCC ID ไปแล้วต้องทดสอบใหม่หรือไม่?

ไม่ต้อง ร่างคำสั่งของ FCC ระบุว่าข้อห้ามมีผลไปข้างหน้ากับคำขอที่ยื่นตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2028 และไม่กระทบใบอนุญาตอุปกรณ์ที่ออกไปแล้วหรือคำขอที่ยื่นก่อนวันนั้น แต่รุ่นใหม่หรือรุ่นที่ต้องขอใหม่หลังวันดังกล่าวต้องทดสอบในสหรัฐฯ หรือประเทศในรายชื่อ

ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยควรเตรียมตัวอย่างไรกับกฎของ FCC?

ควรตรวจว่าสินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯ ทดสอบที่ห้องทดสอบใดและอยู่ในประเทศใด วางแผนย้ายไปห้องทดสอบในสหรัฐฯ หรือประเทศในรายชื่อก่อน 1 ธันวาคม 2028 ใส่ต้นทุนและเวลาทดสอบที่อาจเพิ่มขึ้นไว้ในแผนออกสินค้า และติดตามผลการโหวตวันที่ 29 ตุลาคม 2026 กับการปรับรายชื่อประเทศ

แหล่งอ้างอิง

  1. Chairman Carr Proposes Device Test Lab Onshoring, Reciprocity Rules — Federal Communications Commission
  2. Prohibiting Test Labs and TCBs in Non-Reciprocal Countries (Public Draft, ET Docket No. 24-136) — Federal Communications Commission
  3. FCC Announces Tentative Agenda for October Open Meeting — Federal Communications Commission

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

บุคคล
Brendan Carr3
องค์กรและบริษัท
FCC6USTR2อาเซียน53
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ