กฎ Backup 3-2-1 คืออะไร? คู่มือวางแผนสำรองข้อมูลองค์กรให้รอดจากแรนซัมแวร์
กฎ 3-2-1 คือหลักสำรองข้อมูลที่ให้มีข้อมูล 3 ชุด บนสื่อ 2 ประเภท และเก็บนอกสถานที่ 1 ชุด คู่มือนี้อธิบายวิธีนำไปใช้ การเพิ่มสำเนาออฟไลน์กันแรนซัมแวร์ และการกำหนด RPO กับ RTO
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 7 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- กฎ 3-2-1 คือการมีข้อมูลสำคัญ 3 ชุด (ต้นฉบับ 1 และสำเนา 2) บนสื่อ 2 ประเภท และเก็บ 1 ชุดนอกสถานที่ ตามเอกสาร Data Backup Options ที่จัดทำให้ US-CERT ในปี 2012
- แรนซัมแวร์จำนวนมากค้นหาและลบหรือเข้ารหัสสำเนาสำรองที่เข้าถึงได้ CISA จึงแนะนำให้มีสำเนาออฟไลน์ที่เข้ารหัสและทดสอบกู้คืนสม่ำเสมอ
- NCSC ของสหราชอาณาจักรแนะนำว่าต้องมีสำเนาสำรองอย่างน้อยหนึ่งชุดออฟไลน์อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เดียวกระทบสำเนาทุกชุดพร้อมกัน
- ก่อนเลือกเครื่องมือ ต้องกำหนด RPO (ยอมเสียข้อมูลย้อนหลังได้เท่าใด) และ RTO (ระบบหยุดได้นานเท่าใด) ของแต่ละระบบ เพราะสองค่านี้กำหนดความถี่และวิธีสำรองข้อมูล
กฎ Backup 3-2-1 คือหลักการสำรองข้อมูลที่ให้มีข้อมูลสำคัญ 3 ชุด เก็บบนสื่อ 2 ประเภท และมี 1 ชุดอยู่นอกสถานที่ เป้าหมายคือไม่ให้เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งทำลายข้อมูลทุกชุดได้พร้อมกัน หลักนี้ใช้ได้ตั้งแต่ผู้ใช้ตามบ้านจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของแผนสำรองข้อมูล แต่ในยุคที่แรนซัมแวร์ตั้งใจทำลายสำเนาสำรองก่อนเรียกค่าไถ่ องค์กรต้องเพิ่มเงื่อนไขอีกสองข้อ คือมีสำเนาที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้ และทดสอบกู้คืนจริง
กฎ 3-2-1 กำหนดอะไรบ้าง
เอกสาร Data Backup Options ที่ Carnegie Mellon University จัดทำให้ US-CERT ในปี 2012 สรุปกฎนี้ไว้สามข้อ
| ตัวเลข | ความหมาย | ป้องกันอะไร |
|---|---|---|
| 3 | เก็บไฟล์สำคัญ 3 ชุด คือต้นฉบับ 1 ชุดและสำเนาสำรอง 2 ชุด | สำเนาชุดใดชุดหนึ่งเสียหายหรือกู้ไม่ได้ |
| 2 | เก็บบนสื่อ 2 ประเภทที่ต่างกัน | ความเสี่ยงเฉพาะของสื่อแต่ละชนิด เช่น ดิสก์รุ่นเดียวกันเสียพร้อมกัน |
| 1 | เก็บ 1 ชุดไว้นอกสถานที่ | ไฟไหม้ น้ำท่วม การโจรกรรม หรือเหตุที่กระทบทั้งอาคาร |
เอกสารเดียวกันแนะนำว่าองค์กรขนาดใหญ่ควรมีสำเนาหนึ่งชุดในสถานที่และอีกชุดนอกสถานที่ ซึ่งอาจเป็นบริการคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์สำรองระยะไกล หรือระบบเทปขององค์กรเอง และหากข้อมูลเป็นความลับต้องเข้ารหัสและดูแลความปลอดภัยทางกายภาพของสื่อด้วย
ตัวอย่างการจัดวางตามกฎ 3-2-1 ขององค์กรขนาดกลาง คือข้อมูลใช้งานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์หลัก สำเนาชุดแรกอยู่บนอุปกรณ์จัดเก็บสำรองในห้องเซิร์ฟเวอร์เดียวกันเพื่อกู้คืนได้เร็ว และสำเนาชุดที่สองอยู่บน Object Storage ของผู้ให้บริการคลาวด์หรือดาต้าเซ็นเตอร์อีกแห่ง
ทำไม 3-2-1 แบบเดิมไม่พอในยุคแรนซัมแวร์
กฎ 3-2-1 ถูกคิดขึ้นเพื่อรับมือความเสียหายทางกายภาพและความผิดพลาดของอุปกรณ์ แต่ผู้โจมตีในปัจจุบันตั้งใจกำจัดสำเนาสำรองก่อนลงมือ คู่มือ #StopRansomware ของ CISA, MS-ISAC, NSA และ FBI ระบุว่าแรนซัมแวร์หลายสายพันธุ์พยายามค้นหาแล้วลบหรือเข้ารหัสสำเนาสำรองที่เข้าถึงได้ หากสำเนาทั้งสามชุดเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายเดียวกันและใช้บัญชีผู้ดูแลชุดเดียวกัน การมีสามชุดก็ไม่ช่วยอะไร
แนวทางของหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์จึงเพิ่มข้อกำหนดเข้ามา
- CISA แนะนำให้มีสำเนาสำรองแบบออฟไลน์ที่เข้ารหัส และทดสอบความพร้อมใช้กับความถูกต้องของสำเนาอย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์กู้คืนจากภัยพิบัติ
- NCSC ของสหราชอาณาจักร แนะนำว่าไม่ควรให้สำเนาสำรองทุกชุดเชื่อมต่ออยู่พร้อมกัน เมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งชุดออฟไลน์อยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์เดียวจะไม่กระทบสำเนาทุกชุด
- CISA แนะนำเพิ่มให้เก็บ "golden image" ของระบบสำคัญ คือชุดระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างระบบใหม่ได้เร็ว
จากข้อแนะนำเหล่านี้ วงการจึงนิยมต่อยอดกฎเดิมเป็น 3-2-1-1-0 โดยเลข 1 ที่เพิ่มมาหมายถึงสำเนาหนึ่งชุดที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้ และเลข 0 หมายถึงผลการทดสอบกู้คืนต้องไม่มีข้อผิดพลาด ตัวเลขชุดนี้เป็นแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรฐานทางการ แต่สะท้อนข้อแนะนำของหน่วยงานข้างต้นได้ตรง
Offsite, Offline และ Immutable ต่างกันอย่างไร
สามคำนี้มักถูกใช้แทนกัน แต่ป้องกันความเสี่ยงคนละแบบ
| คุณสมบัติ | ความหมาย | ป้องกันได้ | ป้องกันไม่ได้ |
|---|---|---|---|
| Offsite | สำเนาอยู่คนละสถานที่กับระบบหลัก | ภัยพิบัติที่กระทบทั้งอาคารหรือทั้งพื้นที่ | การโจมตีผ่านเครือข่าย หากสำเนายังเชื่อมต่อออนไลน์ |
| Offline | สำเนาถูกตัดการเชื่อมต่อเมื่อไม่ได้ใช้งาน | แรนซัมแวร์และการลบจากระยะไกล | ภัยพิบัติ หากสื่อเก็บอยู่ที่เดียวกับระบบหลัก |
| Immutable | สำเนาถูกล็อกไม่ให้แก้ไขหรือลบภายในช่วงเวลาที่กำหนด | การลบหรือเข้ารหัสทับ แม้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ผู้ดูแล | การตั้งค่าผิดพลาด หรือข้อมูลที่เสียหายมาก่อนถูกสำรอง |
NCSC ย้ำว่าสำเนาออฟไลน์ต้อง "ตัดขาดทางดิจิทัล" ด้วย ไม่ใช่เพียงถอดสาย สำหรับการสำรองขึ้นคลาวด์ โปรแกรมสำรองข้อมูลไม่ควรถือข้อมูลรับรองที่ใช้งานได้ตลอดเวลาในขณะที่ไม่ได้สำรอง ส่วน CISA แนะนำให้พิจารณาการสำรองข้ามผู้ให้บริการคลาวด์ เผื่อกรณีบัญชีทั้งหมดภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวได้รับผลกระทบ
กำหนด RPO และ RTO ก่อนเลือกเครื่องมือ
คำถามแรกของแผนสำรองข้อมูลไม่ใช่ "ใช้ซอฟต์แวร์อะไร" แต่คือ "แต่ละระบบยอมเสียข้อมูลและหยุดทำงานได้เท่าใด" NIST SP 800-34 Rev. 1 นิยามสองค่านี้ไว้ว่า
- RPO (Recovery Point Objective) คือจุดเวลาที่ต้องกู้ข้อมูลกลับไปให้ได้หลังเกิดเหตุขัดข้อง
- RTO (Recovery Time Objective) คือระยะเวลารวมที่ส่วนประกอบของระบบอยู่ในช่วงกู้คืนได้ ก่อนจะส่งผลเสียต่อภารกิจหรือกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร
RPO กำหนดความถี่ในการสำรอง ส่วน RTO กำหนดวิธีกู้คืนและตำแหน่งของสำเนา ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการจัดกลุ่มเพื่อประกอบความเข้าใจ องค์กรต้องกำหนดค่าจริงจากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจของตนเอง
| กลุ่มระบบ (ตัวอย่าง) | RPO | RTO | แนวทางสำรองที่สอดคล้อง |
|---|---|---|---|
| ระบบขายและรับชำระเงิน | ไม่กี่นาที | ไม่เกิน 1 ชั่วโมง | ทำสำเนาข้อมูลต่อเนื่องไปยังไซต์สำรองที่พร้อมรับงาน |
| ระบบบัญชีและ ERP | 1–4 ชั่วโมง | ภายในวันเดียว | Snapshot หลายรอบต่อวัน และสำเนานอกสถานที่ทุกวัน |
| ไฟล์งานทั่วไป | 24 ชั่วโมง | 1–2 วัน | สำรองรายวัน เก็บย้อนหลังหลายเวอร์ชัน |
| ข้อมูลเก็บถาวร | 1 สัปดาห์ | หลายวัน | สำรองรายสัปดาห์บนสื่อต้นทุนต่ำ |
Full, Incremental และ Differential Backup
| ประเภท | สำรองอะไร | ข้อดี | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| Full | ข้อมูลทั้งหมดทุกครั้ง | กู้คืนง่ายและเร็วที่สุด | ใช้พื้นที่และเวลามาก |
| Incremental | เฉพาะส่วนที่เปลี่ยนจากการสำรองครั้งล่าสุด | ใช้พื้นที่น้อย ทำได้บ่อย | กู้คืนต้องใช้ Full และ Incremental ทุกชุดต่อกัน |
| Differential | ส่วนที่เปลี่ยนจาก Full ครั้งล่าสุด | กู้คืนใช้เพียง Full กับ Differential ชุดล่าสุด | ขนาดโตขึ้นทุกวันจนกว่าจะทำ Full รอบใหม่ |
องค์กรส่วนใหญ่ผสมกัน เช่น ทำ Full สัปดาห์ละครั้งและ Incremental ทุกวัน ยิ่งสายโซ่ของ Incremental ยาว ความเสี่ยงที่ชุดใดชุดหนึ่งเสียแล้วกู้ไม่ได้ทั้งสายก็ยิ่งสูง จึงต้องตรวจความสมบูรณ์ของสำเนาเป็นประจำ
ขั้นตอนวางแผนสำรองข้อมูลสำหรับองค์กร
ขั้นตอนที่ 1: จัดทำทะเบียนข้อมูลและระบบ
ระบุว่ามีข้อมูลอะไร อยู่ที่ไหน และใครเป็นเจ้าของ รวมถึงข้อมูลบนบริการ SaaS เช่น อีเมลและไฟล์บนคลาวด์ ฐานข้อมูล เครื่องของผู้บริหาร และการตั้งค่าของอุปกรณ์เครือข่าย ข้อมูลที่ไม่อยู่ในทะเบียนคือข้อมูลที่จะไม่ถูกสำรอง
ขั้นตอนที่ 2: กำหนด RPO และ RTO ร่วมกับเจ้าของงาน
ให้ฝ่ายธุรกิจเป็นผู้ตอบว่าระบบหยุดได้นานเท่าใดและเสียข้อมูลได้เท่าใด ฝ่ายไอทีเป็นผู้แปลงคำตอบนั้นเป็นวิธีการและต้นทุน
ขั้นตอนที่ 3: ออกแบบตามกฎ 3-2-1 และเพิ่มสำเนาที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้
เลือกตำแหน่งของสำเนาแต่ละชุดให้ต่างทั้งสื่อและสถานที่ และกำหนดว่าชุดใดเป็นชุดที่ตัดขาดจากเครือข่ายหรือล็อกไม่ให้แก้ไข
ขั้นตอนที่ 4: แยกสิทธิ์ของระบบสำรองออกจากระบบใช้งาน
บัญชีที่ดูแลระบบสำรองไม่ควรเป็นบัญชีผู้ดูแลโดเมนเดียวกับระบบหลัก เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย และจำกัดผู้ที่ลบสำเนาสำรองหรือเปลี่ยนระยะเวลาเก็บรักษาได้
ขั้นตอนที่ 5: เข้ารหัสสำเนาและดูแลกุญแจ
เข้ารหัสทั้งระหว่างส่งและขณะจัดเก็บ และเก็บกุญแจถอดรหัสแยกจากสำเนา หากกุญแจหายหรือถูกเข้ารหัสไปพร้อมกับระบบหลัก สำเนาที่สมบูรณ์ก็กู้ไม่ได้
ขั้นตอนที่ 6: ทดสอบกู้คืนและบันทึกผล
ทดสอบทั้งการกู้ไฟล์เดี่ยวและการกู้ทั้งระบบ จับเวลาเทียบกับ RTO ที่กำหนด และปรับแผนเมื่อผลจริงไม่ถึงเป้า สำเนาสำรองที่ไม่เคยทดสอบกู้คืนยังนับเป็นสำเนาสำรองไม่ได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าการซิงก์คือการสำรอง ไฟล์ที่ถูกลบหรือถูกเข้ารหัสจะถูกซิงก์ไปด้วย
- สำเนาทุกชุดออนไลน์ตลอดเวลา และใช้บัญชีผู้ดูแลชุดเดียวกับระบบหลัก
- ไม่เคยทดสอบกู้คืน จึงมารู้ว่าสำเนาใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้
- สำรองเฉพาะข้อมูล ไม่สำรองการตั้งค่า ทำให้กู้ข้อมูลได้แต่สร้างระบบกลับมาไม่ทัน
- เก็บย้อนหลังสั้นเกินไป ผู้โจมตีมักแฝงตัวอยู่ในระบบระยะหนึ่งก่อนลงมือ หากเก็บสำเนาไว้เพียงไม่กี่วัน สำเนาทุกชุดอาจมีมัลแวร์อยู่แล้ว
- คิดว่าข้อมูลบนคลาวด์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ การกระจายข้อมูลหลายโซนในภูมิภาคเดียวไม่ใช่การสำรองข้ามภูมิภาค ดังที่เห็นจากกรณี AWS แจ้งว่ากู้ข้อมูลใน Region บาห์เรนไม่ได้
ผลต่อองค์กรไทย
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิชอบ การสำรองข้อมูลที่กู้คืนได้จริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค และสำเนาสำรองที่มีข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองระดับเดียวกับข้อมูลต้นฉบับ
สิ่งที่องค์กรควรทำในไตรมาสนี้
- ตรวจว่าระบบสำคัญแต่ละระบบมีสำเนาครบตามกฎ 3-2-1 หรือไม่ และมีชุดใดที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้
- ทดสอบกู้คืนระบบสำคัญอย่างน้อยหนึ่งระบบแบบเต็มรูปแบบ แล้วเทียบเวลาที่ใช้กับ RTO
- ตรวจสิทธิ์ของบัญชีที่ลบสำเนาสำรองได้ และแยกออกจากบัญชีผู้ดูแลระบบหลัก
- รวมข้อมูลบนบริการ SaaS และการตั้งค่าของระบบเข้าไว้ในแผนสำรอง
- สำหรับงานบนคลาวด์ ให้มีสำเนาอยู่นอกภูมิภาคหรือนอกผู้ให้บริการหลัก ตามระดับความสำคัญของข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
กฎ Backup 3-2-1 คืออะไร?
กฎ 3-2-1 คือหลักการสำรองข้อมูลที่ให้เก็บข้อมูลสำคัญไว้ 3 ชุด ประกอบด้วยต้นฉบับ 1 ชุดและสำเนาสำรอง 2 ชุด โดยเก็บบนสื่อ 2 ประเภทที่ต่างกัน และมี 1 ชุดอยู่นอกสถานที่ เพื่อให้เหตุการณ์เดียว เช่น ไฟไหม้ อุปกรณ์เสีย หรือการโจมตี ไม่ทำลายข้อมูลทุกชุดพร้อมกัน
การซิงก์ไฟล์ขึ้น Google Drive หรือ OneDrive ถือเป็น Backup หรือไม่?
ไม่ถือเป็นการสำรองข้อมูลในตัวเอง เพราะการซิงก์จะทำให้การลบ การแก้ไข หรือไฟล์ที่ถูกแรนซัมแวร์เข้ารหัสถูกคัดลอกไปยังปลายทางด้วย บริการบางรายมีฟังก์ชันย้อนเวอร์ชันและกู้ไฟล์ที่ลบซึ่งช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ควรมีสำเนาสำรองแยกต่างหากที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบใช้งานตลอดเวลา
Immutable Backup คืออะไร?
Immutable Backup คือสำเนาสำรองที่ถูกล็อกไม่ให้แก้ไขหรือลบได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด แม้ผู้โจมตีจะได้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบก็ตาม CISA ระบุว่าผู้ให้บริการคลาวด์บางรายมีที่เก็บข้อมูลแบบ immutable ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีสภาพแวดล้อมแยก
RPO กับ RTO ต่างกันอย่างไร?
RPO (Recovery Point Objective) คือจุดเวลาที่ต้องกู้ข้อมูลกลับไปให้ได้หลังเกิดเหตุ จึงบอกว่ายอมเสียข้อมูลย้อนหลังได้มากเท่าใด ส่วน RTO (Recovery Time Objective) คือระยะเวลารวมที่ระบบอยู่ในช่วงกู้คืนได้ก่อนจะกระทบภารกิจขององค์กร จึงบอกว่าระบบหยุดทำงานได้นานเท่าใด ทั้งสองคำนิยามตาม NIST SP 800-34 Rev. 1
ควรทดสอบกู้คืนข้อมูลบ่อยแค่ไหน?
CISA แนะนำให้ทดสอบความพร้อมใช้และความถูกต้องของสำเนาสำรองอย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์กู้คืนจากภัยพิบัติ โดยไม่ได้กำหนดความถี่ตายตัว ในทางปฏิบัติองค์กรควรกำหนดรอบทดสอบไว้ในแผน เช่น ทดสอบกู้ไฟล์ทุกเดือน และทดสอบกู้ทั้งระบบสำคัญอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุกครั้งที่ระบบเปลี่ยนแปลงมาก
แหล่งอ้างอิง
- Data Backup Options — US-CERT / Carnegie Mellon University
- Offline backups in an online world — UK National Cyber Security Centre
- #StopRansomware Guide — CISA, MS-ISAC, NSA, FBI
- SP 800-34 Rev. 1: Contingency Planning Guide for Federal Information Systems — NIST
- Recovery Point Objective — Glossary — NIST CSRC
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ