ข้ามไปยังเนื้อหา
Data Centerคู่มือ

กฎ Backup 3-2-1 คืออะไร? คู่มือวางแผนสำรองข้อมูลองค์กรให้รอดจากแรนซัมแวร์

กฎ 3-2-1 คือหลักสำรองข้อมูลที่ให้มีข้อมูล 3 ชุด บนสื่อ 2 ประเภท และเก็บนอกสถานที่ 1 ชุด คู่มือนี้อธิบายวิธีนำไปใช้ การเพิ่มสำเนาออฟไลน์กันแรนซัมแวร์ และการกำหนด RPO กับ RTO

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 7 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
กฎ Backup 3-2-1 คืออะไร? คู่มือวางแผนสำรองข้อมูลองค์กรให้รอดจากแรนซัมแวร์

สรุปประเด็นสำคัญ

  • กฎ 3-2-1 คือการมีข้อมูลสำคัญ 3 ชุด (ต้นฉบับ 1 และสำเนา 2) บนสื่อ 2 ประเภท และเก็บ 1 ชุดนอกสถานที่ ตามเอกสาร Data Backup Options ที่จัดทำให้ US-CERT ในปี 2012
  • แรนซัมแวร์จำนวนมากค้นหาและลบหรือเข้ารหัสสำเนาสำรองที่เข้าถึงได้ CISA จึงแนะนำให้มีสำเนาออฟไลน์ที่เข้ารหัสและทดสอบกู้คืนสม่ำเสมอ
  • NCSC ของสหราชอาณาจักรแนะนำว่าต้องมีสำเนาสำรองอย่างน้อยหนึ่งชุดออฟไลน์อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เดียวกระทบสำเนาทุกชุดพร้อมกัน
  • ก่อนเลือกเครื่องมือ ต้องกำหนด RPO (ยอมเสียข้อมูลย้อนหลังได้เท่าใด) และ RTO (ระบบหยุดได้นานเท่าใด) ของแต่ละระบบ เพราะสองค่านี้กำหนดความถี่และวิธีสำรองข้อมูล

กฎ Backup 3-2-1 คือหลักการสำรองข้อมูลที่ให้มีข้อมูลสำคัญ 3 ชุด เก็บบนสื่อ 2 ประเภท และมี 1 ชุดอยู่นอกสถานที่ เป้าหมายคือไม่ให้เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งทำลายข้อมูลทุกชุดได้พร้อมกัน หลักนี้ใช้ได้ตั้งแต่ผู้ใช้ตามบ้านจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของแผนสำรองข้อมูล แต่ในยุคที่แรนซัมแวร์ตั้งใจทำลายสำเนาสำรองก่อนเรียกค่าไถ่ องค์กรต้องเพิ่มเงื่อนไขอีกสองข้อ คือมีสำเนาที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้ และทดสอบกู้คืนจริง

กฎ 3-2-1 กำหนดอะไรบ้าง

เอกสาร Data Backup Options ที่ Carnegie Mellon University จัดทำให้ US-CERT ในปี 2012 สรุปกฎนี้ไว้สามข้อ

ตัวเลข ความหมาย ป้องกันอะไร
3 เก็บไฟล์สำคัญ 3 ชุด คือต้นฉบับ 1 ชุดและสำเนาสำรอง 2 ชุด สำเนาชุดใดชุดหนึ่งเสียหายหรือกู้ไม่ได้
2 เก็บบนสื่อ 2 ประเภทที่ต่างกัน ความเสี่ยงเฉพาะของสื่อแต่ละชนิด เช่น ดิสก์รุ่นเดียวกันเสียพร้อมกัน
1 เก็บ 1 ชุดไว้นอกสถานที่ ไฟไหม้ น้ำท่วม การโจรกรรม หรือเหตุที่กระทบทั้งอาคาร

เอกสารเดียวกันแนะนำว่าองค์กรขนาดใหญ่ควรมีสำเนาหนึ่งชุดในสถานที่และอีกชุดนอกสถานที่ ซึ่งอาจเป็นบริการคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์สำรองระยะไกล หรือระบบเทปขององค์กรเอง และหากข้อมูลเป็นความลับต้องเข้ารหัสและดูแลความปลอดภัยทางกายภาพของสื่อด้วย

ตัวอย่างการจัดวางตามกฎ 3-2-1 ขององค์กรขนาดกลาง คือข้อมูลใช้งานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์หลัก สำเนาชุดแรกอยู่บนอุปกรณ์จัดเก็บสำรองในห้องเซิร์ฟเวอร์เดียวกันเพื่อกู้คืนได้เร็ว และสำเนาชุดที่สองอยู่บน Object Storage ของผู้ให้บริการคลาวด์หรือดาต้าเซ็นเตอร์อีกแห่ง

ทำไม 3-2-1 แบบเดิมไม่พอในยุคแรนซัมแวร์

กฎ 3-2-1 ถูกคิดขึ้นเพื่อรับมือความเสียหายทางกายภาพและความผิดพลาดของอุปกรณ์ แต่ผู้โจมตีในปัจจุบันตั้งใจกำจัดสำเนาสำรองก่อนลงมือ คู่มือ #StopRansomware ของ CISA, MS-ISAC, NSA และ FBI ระบุว่าแรนซัมแวร์หลายสายพันธุ์พยายามค้นหาแล้วลบหรือเข้ารหัสสำเนาสำรองที่เข้าถึงได้ หากสำเนาทั้งสามชุดเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายเดียวกันและใช้บัญชีผู้ดูแลชุดเดียวกัน การมีสามชุดก็ไม่ช่วยอะไร

แนวทางของหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์จึงเพิ่มข้อกำหนดเข้ามา

  • CISA แนะนำให้มีสำเนาสำรองแบบออฟไลน์ที่เข้ารหัส และทดสอบความพร้อมใช้กับความถูกต้องของสำเนาอย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์กู้คืนจากภัยพิบัติ
  • NCSC ของสหราชอาณาจักร แนะนำว่าไม่ควรให้สำเนาสำรองทุกชุดเชื่อมต่ออยู่พร้อมกัน เมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งชุดออฟไลน์อยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์เดียวจะไม่กระทบสำเนาทุกชุด
  • CISA แนะนำเพิ่มให้เก็บ "golden image" ของระบบสำคัญ คือชุดระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างระบบใหม่ได้เร็ว

จากข้อแนะนำเหล่านี้ วงการจึงนิยมต่อยอดกฎเดิมเป็น 3-2-1-1-0 โดยเลข 1 ที่เพิ่มมาหมายถึงสำเนาหนึ่งชุดที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้ และเลข 0 หมายถึงผลการทดสอบกู้คืนต้องไม่มีข้อผิดพลาด ตัวเลขชุดนี้เป็นแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรฐานทางการ แต่สะท้อนข้อแนะนำของหน่วยงานข้างต้นได้ตรง

Offsite, Offline และ Immutable ต่างกันอย่างไร

สามคำนี้มักถูกใช้แทนกัน แต่ป้องกันความเสี่ยงคนละแบบ

คุณสมบัติ ความหมาย ป้องกันได้ ป้องกันไม่ได้
Offsite สำเนาอยู่คนละสถานที่กับระบบหลัก ภัยพิบัติที่กระทบทั้งอาคารหรือทั้งพื้นที่ การโจมตีผ่านเครือข่าย หากสำเนายังเชื่อมต่อออนไลน์
Offline สำเนาถูกตัดการเชื่อมต่อเมื่อไม่ได้ใช้งาน แรนซัมแวร์และการลบจากระยะไกล ภัยพิบัติ หากสื่อเก็บอยู่ที่เดียวกับระบบหลัก
Immutable สำเนาถูกล็อกไม่ให้แก้ไขหรือลบภายในช่วงเวลาที่กำหนด การลบหรือเข้ารหัสทับ แม้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ผู้ดูแล การตั้งค่าผิดพลาด หรือข้อมูลที่เสียหายมาก่อนถูกสำรอง

NCSC ย้ำว่าสำเนาออฟไลน์ต้อง "ตัดขาดทางดิจิทัล" ด้วย ไม่ใช่เพียงถอดสาย สำหรับการสำรองขึ้นคลาวด์ โปรแกรมสำรองข้อมูลไม่ควรถือข้อมูลรับรองที่ใช้งานได้ตลอดเวลาในขณะที่ไม่ได้สำรอง ส่วน CISA แนะนำให้พิจารณาการสำรองข้ามผู้ให้บริการคลาวด์ เผื่อกรณีบัญชีทั้งหมดภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวได้รับผลกระทบ

กำหนด RPO และ RTO ก่อนเลือกเครื่องมือ

คำถามแรกของแผนสำรองข้อมูลไม่ใช่ "ใช้ซอฟต์แวร์อะไร" แต่คือ "แต่ละระบบยอมเสียข้อมูลและหยุดทำงานได้เท่าใด" NIST SP 800-34 Rev. 1 นิยามสองค่านี้ไว้ว่า

  • RPO (Recovery Point Objective) คือจุดเวลาที่ต้องกู้ข้อมูลกลับไปให้ได้หลังเกิดเหตุขัดข้อง
  • RTO (Recovery Time Objective) คือระยะเวลารวมที่ส่วนประกอบของระบบอยู่ในช่วงกู้คืนได้ ก่อนจะส่งผลเสียต่อภารกิจหรือกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร

RPO กำหนดความถี่ในการสำรอง ส่วน RTO กำหนดวิธีกู้คืนและตำแหน่งของสำเนา ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการจัดกลุ่มเพื่อประกอบความเข้าใจ องค์กรต้องกำหนดค่าจริงจากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจของตนเอง

กลุ่มระบบ (ตัวอย่าง) RPO RTO แนวทางสำรองที่สอดคล้อง
ระบบขายและรับชำระเงิน ไม่กี่นาที ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ทำสำเนาข้อมูลต่อเนื่องไปยังไซต์สำรองที่พร้อมรับงาน
ระบบบัญชีและ ERP 1–4 ชั่วโมง ภายในวันเดียว Snapshot หลายรอบต่อวัน และสำเนานอกสถานที่ทุกวัน
ไฟล์งานทั่วไป 24 ชั่วโมง 1–2 วัน สำรองรายวัน เก็บย้อนหลังหลายเวอร์ชัน
ข้อมูลเก็บถาวร 1 สัปดาห์ หลายวัน สำรองรายสัปดาห์บนสื่อต้นทุนต่ำ

Full, Incremental และ Differential Backup

ประเภท สำรองอะไร ข้อดี ข้อจำกัด
Full ข้อมูลทั้งหมดทุกครั้ง กู้คืนง่ายและเร็วที่สุด ใช้พื้นที่และเวลามาก
Incremental เฉพาะส่วนที่เปลี่ยนจากการสำรองครั้งล่าสุด ใช้พื้นที่น้อย ทำได้บ่อย กู้คืนต้องใช้ Full และ Incremental ทุกชุดต่อกัน
Differential ส่วนที่เปลี่ยนจาก Full ครั้งล่าสุด กู้คืนใช้เพียง Full กับ Differential ชุดล่าสุด ขนาดโตขึ้นทุกวันจนกว่าจะทำ Full รอบใหม่

องค์กรส่วนใหญ่ผสมกัน เช่น ทำ Full สัปดาห์ละครั้งและ Incremental ทุกวัน ยิ่งสายโซ่ของ Incremental ยาว ความเสี่ยงที่ชุดใดชุดหนึ่งเสียแล้วกู้ไม่ได้ทั้งสายก็ยิ่งสูง จึงต้องตรวจความสมบูรณ์ของสำเนาเป็นประจำ

ขั้นตอนวางแผนสำรองข้อมูลสำหรับองค์กร

ขั้นตอนที่ 1: จัดทำทะเบียนข้อมูลและระบบ

ระบุว่ามีข้อมูลอะไร อยู่ที่ไหน และใครเป็นเจ้าของ รวมถึงข้อมูลบนบริการ SaaS เช่น อีเมลและไฟล์บนคลาวด์ ฐานข้อมูล เครื่องของผู้บริหาร และการตั้งค่าของอุปกรณ์เครือข่าย ข้อมูลที่ไม่อยู่ในทะเบียนคือข้อมูลที่จะไม่ถูกสำรอง

ขั้นตอนที่ 2: กำหนด RPO และ RTO ร่วมกับเจ้าของงาน

ให้ฝ่ายธุรกิจเป็นผู้ตอบว่าระบบหยุดได้นานเท่าใดและเสียข้อมูลได้เท่าใด ฝ่ายไอทีเป็นผู้แปลงคำตอบนั้นเป็นวิธีการและต้นทุน

ขั้นตอนที่ 3: ออกแบบตามกฎ 3-2-1 และเพิ่มสำเนาที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้

เลือกตำแหน่งของสำเนาแต่ละชุดให้ต่างทั้งสื่อและสถานที่ และกำหนดว่าชุดใดเป็นชุดที่ตัดขาดจากเครือข่ายหรือล็อกไม่ให้แก้ไข

ขั้นตอนที่ 4: แยกสิทธิ์ของระบบสำรองออกจากระบบใช้งาน

บัญชีที่ดูแลระบบสำรองไม่ควรเป็นบัญชีผู้ดูแลโดเมนเดียวกับระบบหลัก เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย และจำกัดผู้ที่ลบสำเนาสำรองหรือเปลี่ยนระยะเวลาเก็บรักษาได้

ขั้นตอนที่ 5: เข้ารหัสสำเนาและดูแลกุญแจ

เข้ารหัสทั้งระหว่างส่งและขณะจัดเก็บ และเก็บกุญแจถอดรหัสแยกจากสำเนา หากกุญแจหายหรือถูกเข้ารหัสไปพร้อมกับระบบหลัก สำเนาที่สมบูรณ์ก็กู้ไม่ได้

ขั้นตอนที่ 6: ทดสอบกู้คืนและบันทึกผล

ทดสอบทั้งการกู้ไฟล์เดี่ยวและการกู้ทั้งระบบ จับเวลาเทียบกับ RTO ที่กำหนด และปรับแผนเมื่อผลจริงไม่ถึงเป้า สำเนาสำรองที่ไม่เคยทดสอบกู้คืนยังนับเป็นสำเนาสำรองไม่ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจว่าการซิงก์คือการสำรอง ไฟล์ที่ถูกลบหรือถูกเข้ารหัสจะถูกซิงก์ไปด้วย
  • สำเนาทุกชุดออนไลน์ตลอดเวลา และใช้บัญชีผู้ดูแลชุดเดียวกับระบบหลัก
  • ไม่เคยทดสอบกู้คืน จึงมารู้ว่าสำเนาใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้
  • สำรองเฉพาะข้อมูล ไม่สำรองการตั้งค่า ทำให้กู้ข้อมูลได้แต่สร้างระบบกลับมาไม่ทัน
  • เก็บย้อนหลังสั้นเกินไป ผู้โจมตีมักแฝงตัวอยู่ในระบบระยะหนึ่งก่อนลงมือ หากเก็บสำเนาไว้เพียงไม่กี่วัน สำเนาทุกชุดอาจมีมัลแวร์อยู่แล้ว
  • คิดว่าข้อมูลบนคลาวด์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ การกระจายข้อมูลหลายโซนในภูมิภาคเดียวไม่ใช่การสำรองข้ามภูมิภาค ดังที่เห็นจากกรณี AWS แจ้งว่ากู้ข้อมูลใน Region บาห์เรนไม่ได้

ผลต่อองค์กรไทย

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิชอบ การสำรองข้อมูลที่กู้คืนได้จริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค และสำเนาสำรองที่มีข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองระดับเดียวกับข้อมูลต้นฉบับ

สิ่งที่องค์กรควรทำในไตรมาสนี้

  1. ตรวจว่าระบบสำคัญแต่ละระบบมีสำเนาครบตามกฎ 3-2-1 หรือไม่ และมีชุดใดที่ออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้
  2. ทดสอบกู้คืนระบบสำคัญอย่างน้อยหนึ่งระบบแบบเต็มรูปแบบ แล้วเทียบเวลาที่ใช้กับ RTO
  3. ตรวจสิทธิ์ของบัญชีที่ลบสำเนาสำรองได้ และแยกออกจากบัญชีผู้ดูแลระบบหลัก
  4. รวมข้อมูลบนบริการ SaaS และการตั้งค่าของระบบเข้าไว้ในแผนสำรอง
  5. สำหรับงานบนคลาวด์ ให้มีสำเนาอยู่นอกภูมิภาคหรือนอกผู้ให้บริการหลัก ตามระดับความสำคัญของข้อมูล

คำถามที่พบบ่อย

กฎ Backup 3-2-1 คืออะไร?

กฎ 3-2-1 คือหลักการสำรองข้อมูลที่ให้เก็บข้อมูลสำคัญไว้ 3 ชุด ประกอบด้วยต้นฉบับ 1 ชุดและสำเนาสำรอง 2 ชุด โดยเก็บบนสื่อ 2 ประเภทที่ต่างกัน และมี 1 ชุดอยู่นอกสถานที่ เพื่อให้เหตุการณ์เดียว เช่น ไฟไหม้ อุปกรณ์เสีย หรือการโจมตี ไม่ทำลายข้อมูลทุกชุดพร้อมกัน

การซิงก์ไฟล์ขึ้น Google Drive หรือ OneDrive ถือเป็น Backup หรือไม่?

ไม่ถือเป็นการสำรองข้อมูลในตัวเอง เพราะการซิงก์จะทำให้การลบ การแก้ไข หรือไฟล์ที่ถูกแรนซัมแวร์เข้ารหัสถูกคัดลอกไปยังปลายทางด้วย บริการบางรายมีฟังก์ชันย้อนเวอร์ชันและกู้ไฟล์ที่ลบซึ่งช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ควรมีสำเนาสำรองแยกต่างหากที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบใช้งานตลอดเวลา

Immutable Backup คืออะไร?

Immutable Backup คือสำเนาสำรองที่ถูกล็อกไม่ให้แก้ไขหรือลบได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด แม้ผู้โจมตีจะได้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบก็ตาม CISA ระบุว่าผู้ให้บริการคลาวด์บางรายมีที่เก็บข้อมูลแบบ immutable ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีสภาพแวดล้อมแยก

RPO กับ RTO ต่างกันอย่างไร?

RPO (Recovery Point Objective) คือจุดเวลาที่ต้องกู้ข้อมูลกลับไปให้ได้หลังเกิดเหตุ จึงบอกว่ายอมเสียข้อมูลย้อนหลังได้มากเท่าใด ส่วน RTO (Recovery Time Objective) คือระยะเวลารวมที่ระบบอยู่ในช่วงกู้คืนได้ก่อนจะกระทบภารกิจขององค์กร จึงบอกว่าระบบหยุดทำงานได้นานเท่าใด ทั้งสองคำนิยามตาม NIST SP 800-34 Rev. 1

ควรทดสอบกู้คืนข้อมูลบ่อยแค่ไหน?

CISA แนะนำให้ทดสอบความพร้อมใช้และความถูกต้องของสำเนาสำรองอย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์กู้คืนจากภัยพิบัติ โดยไม่ได้กำหนดความถี่ตายตัว ในทางปฏิบัติองค์กรควรกำหนดรอบทดสอบไว้ในแผน เช่น ทดสอบกู้ไฟล์ทุกเดือน และทดสอบกู้ทั้งระบบสำคัญอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุกครั้งที่ระบบเปลี่ยนแปลงมาก

แหล่งอ้างอิง

  1. Data Backup Options — US-CERT / Carnegie Mellon University
  2. Offline backups in an online world — UK National Cyber Security Centre
  3. #StopRansomware Guide — CISA, MS-ISAC, NSA, FBI
  4. SP 800-34 Rev. 1: Contingency Planning Guide for Federal Information Systems — NIST
  5. Recovery Point Objective — Glossary — NIST CSRC
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ