ข้ามไปยังเนื้อหา
Economy

ธนาคารโลกปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขึ้นเป็น 2.0% จากกระแสส่งออกสินค้า AI

ธนาคารโลกปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขึ้น 0.7 จุดเป็น 2.0% ในรายงานวันที่ 6 ต.ค. 2026 จากการส่งออกสินค้า AI แต่พบบริษัทไทยใช้ AI เพียง 12%

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที ผู้เข้าชม 1

แชร์FacebookXLINELinkedIn
หน้าเว็บรายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับตุลาคม 2026 ของธนาคารโลก หัวข้อ Riding the AI Wave พร้อมปกรายงาน
ภาพ: World Bank (ภาพหน้าจอ)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ธนาคารโลกเผยแพร่รายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับ "Riding the AI Wave" เมื่อ 6 ตุลาคม 2026 ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขึ้น 0.7 จุดเป็น 2.0%
  • ไทยยังโตช้าที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียน เทียบกับเวียดนาม 7.4% อินโดนีเซีย 5.2% และมาเลเซีย 5.1% ส่วนปี 2027 คงคาดการณ์ไทยไว้ที่ 2.3%
  • ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกคาดว่าจะโต 4.5% ในปี 2026 และเฉลี่ย 4.4% ต่อปีในช่วง 2026–2028 จากการผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับ AI
  • ผลสำรวจพบบริษัทไทยใช้เทคโนโลยี AI เพียง 12% และจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์หรือระบบ AI เพียง 4% เทียบกับ 43% และ 23% ในสหรัฐฯ
  • ความเสี่ยงหลักที่ธนาคารโลกระบุคือราคาพลังงานที่สูงยาวนาน การลงทุน AI ที่อาจชะลอตัว และโอกาสสูงที่จะเกิดเอลนีโญรุนแรง

ธนาคารโลก (World Bank) ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขึ้น 0.7 จุดเป็น 2.0% ในรายงานเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับเดือนตุลาคม ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2026 โดยให้เหตุผลว่าการผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับ AI ช่วยดันให้หลายประเทศในภูมิภาคโตเร็วกว่าที่คาดไว้

รายงานชื่อ "Riding the AI Wave" ฉบับนี้ออกมาราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12–18 ตุลาคม อีกด้านหนึ่งของรายงานที่องค์กรไทยควรอ่านคือผลสำรวจที่พบว่าบริษัทไทยใช้ AI เพียง 12% และจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์หรือระบบ AI เพียง 4%

ธนาคารโลกคาดไทยโต 2.0% แต่ยังช้าที่สุดในกลุ่มอาเซียนหลัก

ธนาคารโลกคาดว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะโต 4.5% ในปี 2026 และเฉลี่ย 4.4% ต่อปีในช่วง 2026–2028 ประเทศที่ได้ปรับขึ้นมากคือประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้า AI เวียดนามปรับขึ้น 1.1 จุดเป็น 7.4% มาเลเซียปรับขึ้น 0.7 จุดเป็น 5.1% และไทยปรับขึ้น 0.7 จุดเป็น 2.0% หมายความว่าตัวเลขของไทยในรายงานเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 1.3%

เศรษฐกิจ 2025 2026 (คาดเดิม เม.ย.) 2026 (คาดใหม่ ต.ค.) 2027 (คาด) 2028 (คาด)
เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 5.0% 4.2% 4.5% 4.4% 4.3%
เวียดนาม 8.0% 6.3% 7.4% 7.3% 7.3%
อินโดนีเซีย 5.1% 4.7% 5.2% 5.2% 5.3%
มาเลเซีย 5.2% 4.4% 5.1% 4.7% 4.5%
ฟิลิปปินส์ 4.4% 3.7% 3.7% 5.2% 5.5%
ไทย 2.4% 1.3% 2.0% 2.3% 2.4%

ตัวเลขคาดการณ์เดิมคำนวณจากตัวเลขใหม่หักด้วยส่วนที่ธนาคารโลกระบุว่าปรับจากเดือนเมษายน 2026 คาดการณ์ปี 2027 ของไทยคงไว้ที่ 2.3% ไม่เปลี่ยนจากเดิม หากไม่นับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ไทยกับเมียนมาเป็นสองเศรษฐกิจที่ธนาคารโลกคาดว่าจะโตต่ำสุดในภูมิภาคปี 2026 ที่ 2.0% เท่ากัน

กราฟแท่งคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026 ของธนาคารโลก เดือนเมษายนเทียบตุลาคม: เวียดนาม 6.3% เป็น 7.4% อินโดนีเซีย 4.7% เป็น 5.2% มาเลเซีย 4.4% เป็น 5.1% ภูมิภาค 4.2% เป็น 4.5% ฟิลิปปินส์ 3.7% เท่าเดิม และไทย 1.3% เป็น 2.0%
ธนาคารโลกปรับคาดการณ์ปี 2026 ขึ้นเกือบทุกประเทศหลักในอาเซียน แต่ไทยยังอยู่ท้ายสุด ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: World Bank)

กระแส AI หนุนการส่งออก แต่ธนาคารโลกเตือนสามความเสี่ยง

ธนาคารโลกระบุว่าการเข้าร่วมห่วงโซ่มูลค่าโลกของสินค้าที่เกี่ยวกับ AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจภูมิภาคไว้ ขณะที่ปัจจัยหนุนอื่นอ่อนแรงลง และผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นรุนแรงน้อยกว่าที่คาด เพราะกลไกตลาด การใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น การดึงสินค้าคงคลังออกมาใช้ และการอุดหนุนผู้บริโภค แต่รายงานก็ระบุว่าแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนั้นรุนแรงเป็นพิเศษในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

รายงานยังชี้ว่าอิทธิพลของ AI เห็นชัดในภาคอุตสาหกรรม แต่ยังไม่ค่อยเห็นในส่วนอื่นของเศรษฐกิจ ความเสี่ยงที่ธนาคารโลกระบุมีสามด้าน

  • ราคาพลังงานสูงยาวนาน อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน ดันเงินเฟ้อ และทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น
  • การลงทุน AI ชะลอตัว การพึ่งห่วงโซ่สินค้า AI ซึ่งเป็นจุดแข็งในตอนนี้อาจกลายเป็นจุดอ่อน หากกิจกรรมด้าน AI ของโลกชะลอลง
  • เอลนีโญรุนแรง ธนาคารโลกประเมินว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดเอลนีโญรุนแรงมาก และระบุว่าการเติบโตของผลผลิตพืชในปีเอลนีโญรุนแรงเทียบกับปีอื่นต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับไทยและฟิลิปปินส์

ข้อเสนอด้านพลังงานคือปฏิรูปการกำหนดราคาพลังงาน ลดอุปสรรคทางการค้าของสินค้าพลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย เพื่อผลิตพลังงานให้พอกับเศรษฐกิจที่ใช้ AI มากขึ้นและลดการพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ธนาคารโลก East Asia and Pacific Sees Steady Growth Amid Global Uncertainty ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2026
หน้าข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคารโลกวันที่ 6 ตุลาคม 2026 ซึ่งแถบด้านบนนับถอยหลังสู่การประชุมประจำปีที่ประเทศไทย ภาพ: World Bank (ภาพหน้าจอ)

บริษัทไทยใช้ AI เพียง 12% ช่องว่างที่ธนาคารโลกชี้

บทที่ 2 ของรายงานอ้างผลสำรวจสถานประกอบการของธนาคารโลกปีงบประมาณ 2025–26 ว่าบริษัทในระบบของไทยที่ใช้เทคโนโลยี AI ใด ๆ มีเพียง 12% และที่จ่ายค่าบริการหรือซื้อซอฟต์แวร์และระบบ AI มีเพียง 4% ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 43% และ 23% อุปสรรคที่บริษัทไทยตอบคือคาดว่าจะได้ผลิตภาพเพิ่มไม่มาก ต้นทุน การขาดความรู้ และความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

กราฟแท่งเทียบบริษัทไทยกับสหรัฐฯ ตามรายงานธนาคารโลก: ใช้เทคโนโลยี AI ไทย 12% สหรัฐฯ 43% จ่ายค่าซอฟต์แวร์หรือระบบ AI ไทย 4% สหรัฐฯ 23%
บริษัทไทยใช้และจ่ายเงินซื้อ AI น้อยกว่าบริษัทสหรัฐฯ หลายเท่า ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: World Bank)

ตัวเลขด้านแรงงานที่น่าสนใจมีดังนี้

  • ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาคที่ต้องการทักษะด้าน AI มีราว 1% เทียบกับ 6% ในสิงคโปร์ และ 2–3% ในโปแลนด์และอินเดีย
  • นายจ้างที่ต้องการทักษะ AI มักต้องการทักษะเชิงวิเคราะห์ เช่น คณิตศาสตร์และการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับทักษะด้านสังคม เช่น การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน
  • ยังไม่พบผลกระทบที่ชัดเจนต่องานที่ AI ทำแทนได้ในประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาค ต่างจากหลักฐานผลกระทบเชิงลบที่เริ่มเห็นในประเทศพัฒนาแล้ว
  • งานที่ต้องใช้การคิดซับซ้อนและวิจารณญาณ ซึ่ง AI ช่วยได้มากที่สุด มีเพียง 13% ของงานในภูมิภาค เทียบกับ 39% ในประเทศพัฒนาแล้ว

ข้อเสนอของธนาคารโลก: เริ่มจาก Small AI

ธนาคารโลกสรุปว่าประโยชน์ระยะใกล้ส่วนใหญ่จะมาจาก "Small AI" คือการนำเครื่องมือ AI ที่มีอยู่แล้วและเข้าถึงง่ายมาใช้และปรับให้เข้ากับงานในท้องถิ่น Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่าโจทย์ตอนนี้คือเปลี่ยนจุดแข็งด้านการผลิตสินค้า AI ให้เป็นการใช้ AI อย่างแพร่หลาย ซึ่งเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่ดีขึ้น

ข้อเสนอของรายงานมีสามด้าน คือ ทำให้ภาคธุรกิจใช้ AI ได้ง่ายขึ้นผ่านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัล แหล่งเงินทุน และทักษะ ปรับ AI ให้เข้ากับท้องถิ่นด้วยเครื่องมือภาษาท้องถิ่นราคาไม่สูงในภาคที่จ้างงานได้มากอย่างการท่องเที่ยวและธุรกิจเกษตร และให้รัฐเป็นทั้งผู้ใช้และผู้กำกับดูแล AI ด้าน Sarvesh Suri รองประธาน IFC ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระบุว่าการระดมทุนภาคเอกชนเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน และการลงทุนในทักษะแรงงาน จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันได้

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

ตัวเลขของธนาคารโลกสอดคล้องกับที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อ 26 สิงหาคม 2026 ว่าเศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีและ AI โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร็วกว่าคาด แต่การเติบโตโดยรวมยังต่ำและไม่ทั่วถึง และการบริโภคภาคเอกชนโตช้ากว่าคาด ครั้งนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00%

ภาพที่ได้จากทั้งสองแหล่งคือ AI ช่วยภาคส่งออกและการผลิต เช่นการลงทุนโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลายในไทย แต่ยังไม่กระจายไปถึงธุรกิจส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ใช้ AI การปรับขึ้นครั้งนี้จึงเป็นข่าวดีที่มีเงื่อนไข เพราะผูกกับวัฏจักรการลงทุน AI ของโลกซึ่งธนาคารโลกเองระบุว่าเป็นความเสี่ยง

สิ่งที่องค์กรไทยควรทำ

  • ตั้งงบไอทีปี 2027 บนสมมติฐานการเติบโตต่ำ ธนาคารโลกคาดไทยโต 2.3% ในปี 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน โครงการที่ควรได้งบก่อนคือโครงการที่วัดผลด้านผลิตภาพหรือลดต้นทุนได้ภายในปีงบประมาณ
  • เริ่มจาก Small AI ที่วัดผลได้ ใช้ความสามารถ AI ที่มีอยู่แล้วในซอฟต์แวร์และบริการที่องค์กรจ่ายอยู่ ทดลองในงานเดียวที่มีตัวชี้วัดชัด แล้วนำผลมาตอบโจทย์ "ไม่คุ้ม" ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่บริษัทไทยระบุ
  • วางกติกาข้อมูลก่อนเปิดใช้ ความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวแก้ได้ด้วยการจัดชั้นข้อมูล กำหนดว่าข้อมูลใดส่งเข้าบริการ AI ภายนอกได้ และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  • ลงทุนทักษะแบบผสม งานที่ต้องการทักษะ AI มักต้องการการวิเคราะห์และการสื่อสารควบคู่กัน การฝึกพนักงานเดิมจึงอาจคุ้มกว่าการหาคนใหม่ในตลาดที่ประกาศรับสมัครงานด้าน AI ยังมีน้อย
  • ธุรกิจในห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ควรเตรียมแผนสำรอง หากการลงทุน AI ของโลกชะลอตัว คำสั่งซื้อที่หนุนตัวเลขปีนี้อาจลดลงเร็ว ควรกระจายลูกค้าและติดตามสัญญาณจากผู้ซื้อรายใหญ่ ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่หมวดเศรษฐกิจ

คำถามที่พบบ่อย

ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไทยปี 2026 โตเท่าไร?

ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 จะโต 2.0% ตามรายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับตุลาคม 2026 ซึ่งปรับขึ้น 0.7 จุดจากรายงานเดือนเมษายน 2026 ส่วนปี 2027 คาด 2.3% และปี 2028 คาด 2.4% หลังจากปี 2025 โต 2.4%

ทำไมธนาคารโลกปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขึ้น?

ธนาคารโลกระบุว่าหลายเศรษฐกิจในภูมิภาคโตเร็วกว่าที่คาดในปี 2026 จากการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่รองรับการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ขณะที่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นรุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้ ไทยจึงได้ปรับขึ้นเป็น 2.0% พร้อมกับเวียดนามและมาเลเซีย

บริษัทไทยใช้ AI มากแค่ไหนตามรายงานของธนาคารโลก?

รายงานของธนาคารโลกอ้างผลสำรวจสถานประกอบการปี 2025–26 ว่าบริษัทในระบบของไทยใช้เทคโนโลยี AI ใด ๆ เพียง 12% และจ่ายค่าซอฟต์แวร์หรือระบบ AI เพียง 4% เทียบกับ 43% และ 23% ในสหรัฐฯ อุปสรรคที่บริษัทไทยระบุคือคาดว่าได้ผลิตภาพน้อย ต้นทุน ขาดความรู้ และกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

Small AI ที่ธนาคารโลกแนะนำคืออะไร?

Small AI ในรายงานของธนาคารโลกหมายถึงการนำเทคโนโลยี AI ที่มีอยู่แล้วมาใช้และปรับให้เข้ากับงานในท้องถิ่น โดยเฉพาะเครื่องมือ AI ที่เข้าถึงง่ายและราคาไม่สูง ธนาคารโลกมองว่าแนวทางนี้ให้ประโยชน์ระยะสั้นมากที่สุดสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค แทนการพัฒนา AI ขั้นสูงเอง

รายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับนี้ออกเมื่อไร?

ธนาคารโลกเผยแพร่รายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับตุลาคม 2026 ชื่อ Riding the AI Wave เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2026 ที่กรุงวอชิงตัน รายงานนี้ออกปีละ 2 ครั้ง และฉบับนี้ออกก่อนการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12–18 ตุลาคม 2026

แหล่งอ้างอิง

  1. East Asia and Pacific Sees Steady Growth Amid Global Uncertainty — World Bank
  2. East Asia and Pacific Economic Update, October 2026: Riding the AI Wave — World Bank
  3. Highlights from Chapter 1: AI Tailwinds, Energy Headwinds — World Bank
  4. Highlights from Chapter 2: AI Adoption, Adaptation, and Advancement in East Asia and Pacific — World Bank
  5. Monetary Policy Committee’s Decision 4/2026 — ธนาคารแห่งประเทศไทย
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ