ข้ามไปยังเนื้อหา
Historyอธิบาย

Black Tuesday 1929: วันที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่ม ก่อนสหรัฐฯ เข้าสู่ Great Depression

Black Tuesday 1929 คือวันที่ 29 ต.ค. ที่ดาวโจนส์ร่วงเกือบ 12% ต่อจาก Black Monday ที่ร่วงเกือบ 13% ตลาดหายเกือบครึ่งภายในกลางเดือน พ.ย. ตามบันทึกของเฟด

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 8 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
ฝูงชนหน้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กหลังตลาดหุ้นล่ม Black Tuesday 1929
ภาพ: US-gov / Wikimedia Commons (สาธารณสมบัติ)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Black Tuesday 1929 คือวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงเกือบ 12% ต่อจาก Black Monday วันที่ 28 ตุลาคม ที่ร่วงเกือบ 13% ตามบันทึกของ Federal Reserve History
  • ดาวโจนส์ขึ้นจาก 63 จุดในสิงหาคม 1921 เป็น 381.17 จุดเมื่อ 3 กันยายน 1929 แล้วลงไปปิดที่ 41.22 จุดเมื่อ 8 กรกฎาคม 1932 ต่ำกว่าจุดสูงสุด 89% และกลับไปถึงระดับเดิมได้เมื่อพฤศจิกายน 1954
  • ช่วงฟองสบู่ นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นด้วยเงินกู้ จ่ายเงินสดเพียงราว 10% ของราคา ที่เหลือกู้โดยใช้หุ้นเป็นหลักประกัน
  • ตลาดหุ้นล่มเป็นหนึ่งในวิกฤตการเงินช่วงต้นของ Great Depression ซึ่งเฟดระบุว่ากินเวลา 1929–1941 และปริมาณเงินลดลงเกือบ 30% ระหว่างปลายปี 1930 ถึงต้นปี 1933

Black Tuesday 1929 คือวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงเกือบ 12% ต่อจากวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคมที่ร่วงเกือบ 13% ตามบันทึกของ Federal Reserve History ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนดาวโจนส์หายไปเกือบครึ่ง และการล่มครั้งนั้นเป็นหนึ่งในวิกฤตการเงินช่วงต้นของ Great Depression ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ยาวและลึกที่สุดของสหรัฐอเมริกา

วันที่ 29 ตุลาคม 2026 ครบ 97 ปีของ Black Tuesday 1929 บทความนี้เรียบเรียงจากบทความประวัติศาสตร์ของ Federal Reserve History เว็บไซต์ของระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เล่าทั้งสาเหตุ วิธีที่เฟดรับมือ และบทเรียนที่ธนาคารกลางยังใช้อยู่

Black Tuesday 1929 เกิดขึ้นอย่างไร

ทศวรรษ 1920 หรือ Roaring Twenties เป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ รุ่งเรือง รถยนต์ โทรศัพท์ และเทคโนโลยีใหม่แพร่หลาย คนทั่วไปเริ่มลงทุนในหุ้นและพันธบัตรมากขึ้น และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กพุ่งขึ้นจนดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 6 เท่า จาก 63 จุดในเดือนสิงหาคม 1921 เป็น 381 จุดในเดือนกันยายน 1929

หลังราคาขึ้นถึงจุดสูงสุด Irving Fisher นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังกล่าวว่าราคาหุ้นมาถึง "สิ่งที่ดูเหมือนที่ราบสูงถาวร" แต่ภายในไม่กี่สัปดาห์ตลาดกลับทิศ

  • กันยายน 1929 ราคาหุ้นแกว่งแรง ร่วงลงฉับพลันแล้วฟื้นเร็ว
  • ตุลาคม 1929 Charles E. Mitchell ประธาน National City Bank (ปัจจุบันคือ Citibank) และกลุ่มนายธนาคารพยายามกู้ความเชื่อมั่นด้วยการซื้อหุ้นล็อตใหญ่ในราคาสูงต่อหน้าสาธารณะ แต่ไม่สำเร็จ นักลงทุนเทขายอย่างหนัก
  • 28 ตุลาคม 1929 (Black Monday) ดาวโจนส์ร่วงเกือบ 13%
  • 29 ตุลาคม 1929 (Black Tuesday) ดาวโจนส์ร่วงอีกเกือบ 12%
  • กลางเดือนพฤศจิกายน 1929 ดาวโจนส์หายไปเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่า

ชื่อเรียกวันในแหล่งข้อมูลไม่ตรงกันทั้งหมด Federal Reserve History เรียกวันที่ 28 ตุลาคมว่า Black Monday และวันที่ 29 ตุลาคมว่า Black Tuesday ส่วนหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ (Library of Congress) เขียนถึง "การล่มของตลาดหุ้นวันที่ 28 ตุลาคม 1929" ว่าเป็นวันที่คนจดจำในชื่อ Black Tuesday บทความนี้ใช้ชื่อเรียกตามบันทึกของเฟด

ฝูงชนหน้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กหลังตลาดหุ้นล่ม Black Tuesday 1929
ฝูงชนรวมตัวอยู่หน้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กบนถนนวอลล์สตรีทหลังตลาดหุ้นล่มในเดือนตุลาคม 1929 ภาพนี้ Wikimedia Commons ระบุว่าถ่ายวันที่ 29 ตุลาคม 1929 ซึ่งตรงกับ Black Tuesday 1929 ภาพ: US-gov / Wikimedia Commons (สาธารณสมบัติ)

ทำไม Black Tuesday 1929 จึงเกิด: เงินกู้ซื้อหุ้นและฟองสบู่

Federal Reserve History อธิบายว่าราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมาจากเงินกู้เป็นหลัก ธุรกิจใหม่อย่างบริษัทนายหน้า กองทรัสต์เพื่อการลงทุน และบัญชีมาร์จิน ทำให้คนทั่วไปซื้อหุ้นด้วยเงินยืมได้ง่าย

กลไกช่วงฟองสบู่ ข้อมูลตาม Federal Reserve History
เงินสดที่ผู้ซื้อหุ้นจ่ายเอง ราว 10% ของราคา
ส่วนที่เหลือ กู้มา โดยใช้หุ้นที่ซื้อเป็นหลักประกัน
แหล่งเงินกู้ ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้กู้อื่นที่ปล่อยกู้ให้นายหน้า (call loans)
ท่าทีของเฟด เห็นว่าการเก็งกำไรดึงทรัพยากรไปจากการค้าและอุตสาหกรรม
มาตรการของเฟดนิวยอร์ก ขอขึ้นอัตรารับซื้อลด (discount rate) หลายครั้ง ถึง 6% ในเดือนสิงหาคม 1929

เมื่อเงินกู้ไหลเข้าตลาดหุ้น ราคาก็ยิ่งสูง แต่เมื่อราคาร่วง หลักประกันของเงินกู้ก็ลดค่าลงพร้อมกัน ฟองสบู่ที่สร้างจากหนี้จึงแตกเร็วและแรง

ที่สำคัญคือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมีผลข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจ เพราะในระบบมาตรฐานทองคำระหว่างประเทศ ธนาคารกลางประเทศอื่นต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม นโยบายการเงินตึงตัวจึงผลักเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและการค้าระหว่างประเทศหดตัว ขณะที่ฟองสบู่ในตลาดหุ้นยังโตต่อ

ก่อน Black Tuesday 1929 เฟดถกเถียงกันเองว่าจะหยุดการเก็งกำไรอย่างไร

Federal Reserve History เล่าว่าผู้ว่าการธนาคารกลางสาขาหลายแห่งและเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการเฟด (Federal Reserve Board) เห็นว่าเงินไม่ควรไหลไปเก็งกำไรหุ้น คณะกรรมการยกข้อความในกฎหมายจัดตั้งเฟด (Federal Reserve Act) มาตรา 13 ซึ่งห้ามธนาคารกลางรับตั๋วหรือเอกสารที่ออกเพื่อซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์ลงทุนเป็นหลักประกันเงินกู้ ยกเว้นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แนวคิดเบื้องหลังคือทฤษฎี real bills ที่ว่าธนาคารกลางควรเพิ่มเงินเมื่อการผลิตและการค้าขยายตัว และลดเงินเมื่อเศรษฐกิจหดตัว

ปัญหาคือในปีของ Black Tuesday 1929 ผู้นำเฟดเห็นไม่ตรงกันว่าจะลงมืออย่างไร

  • คณะกรรมการเฟดในวอชิงตัน ต้องการ "ลงมือโดยตรง" ขอให้ธนาคารกลางสาขาปฏิเสธการให้กู้แก่ธนาคารสมาชิกที่ปล่อยกู้ให้นักเก็งกำไร และเตือนประชาชนถึงอันตรายของการเก็งกำไร
  • George Harrison ผู้ว่าการเฟดนิวยอร์ก ต้องการขึ้นอัตรารับซื้อลด ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนกู้ยืมของธนาคารโดยตรงและของผู้กู้ทุกรายทางอ้อม คณะกรรมการปฏิเสธคำขอของนิวยอร์กหลายครั้งในปี 1929 ก่อนยอมในเดือนสิงหาคม

ความล่าช้าและความเห็นที่แตกกันก่อน Black Tuesday 1929 เป็นภาพสะท้อนโครงสร้างของเฟดยุคนั้นที่แต่ละสาขาตัดสินใจเองได้มาก ซึ่ง Federal Reserve History ระบุว่าเป็นจุดอ่อนที่เห็นชัดในช่วงต้นของ Great Depression

หลัง Black Tuesday 1929 ดาวโจนส์ใช้เวลา 25 ปีจึงกลับไปที่เดิม

หลัง Black Tuesday 1929 ตลาดไม่ได้ฟื้นเร็ว ดาวโจนส์ไหลลงต่อจนถึงฤดูร้อนปี 1932 ตัวเลขหลัง Black Tuesday 1929 ตาม Federal Reserve History ซึ่งอ้างข้อมูลจาก FRED ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเซนต์หลุยส์ มีดังนี้

วันที่ ดาวโจนส์ (จุด) ความหมาย
สิงหาคม 1921 63 จุดเริ่มของขาขึ้นในทศวรรษ 1920
3 กันยายน 1929 381.17 จุดปิดสูงสุดก่อนวิกฤต
8 กรกฎาคม 1932 41.22 จุดต่ำสุดของศตวรรษที่ 20 ต่ำกว่าจุดสูงสุด 89%
23 พฤศจิกายน 1954 กลับถึงระดับสูงสุดปี 1929 ราว 25 ปีหลังวิกฤต
กราฟแท่งดัชนีดาวโจนส์: สิงหาคม 1921 63 จุด, 3 กันยายน 1929 381.17 จุด (สูงสุดก่อน Black Tuesday 1929) และ 8 กรกฎาคม 1932 41.22 จุด
กราฟดัชนีดาวโจนส์จาก 63 จุดในสิงหาคม 1921 ขึ้นไป 381.17 จุดเมื่อ 3 กันยายน 1929 ก่อนลงไป 41.22 จุดเมื่อ 8 กรกฎาคม 1932 ตามข้อมูลของ Federal Reserve History ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Federal Reserve History (ข้อมูลจาก FRED))

เฟดนิวยอร์กรับมือ Black Tuesday 1929 อย่างไร

เงินที่หนีออกจากตลาดหุ้นไหลเข้าธนาคารพาณิชย์ในนิวยอร์ก ธนาคารเหล่านี้ยังต้องรับเงินกู้ในตลาดหุ้นอีกหลายล้านดอลลาร์ ทำให้หลายแห่งขาดเงินสำรองชั่วคราว เฟดสาขานิวยอร์กจึงเข้าแทรกแซงทันที

  • ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดเปิด (open market)
  • เร่งปล่อยกู้ผ่านช่องทางกู้ยืมของธนาคารกลาง (discount window) และลดอัตรารับซื้อลด
  • ยืนยันกับธนาคารพาณิชย์ว่าจะจัดหาเงินสำรองให้เท่าที่ต้องการ

ในช่วง Black Tuesday 1929 การกระทำของเฟดนิวยอร์กถูกวิจารณ์ว่าเกินอำนาจ แต่ Federal Reserve History ระบุว่าเมื่อมองย้อนหลัง มาตรการนี้ช่วยจำกัดวิกฤตในระยะสั้น ตลาดหุ้นล่มก็จริง แต่ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่กลางพายุยังเปิดทำการได้

จาก Black Tuesday 1929 สู่ Great Depression

ตลาดหุ้นล่มทำร้ายการค้าและการผลิต คนกลัวตกงานและสูญเงินออม จึงลดการซื้อสินค้าราคาสูงที่ซื้อด้วยเงินผ่อนอย่างรถยนต์ บริษัทอย่าง Ford ลดการผลิตและพักงานคนงาน Federal Reserve History ระบุว่าผลของตลาดหุ้นล่มเริ่มจางลงภายในไม่กี่เดือน และฤดูใบไม้ร่วงปี 1930 เศรษฐกิจดูเหมือนจะฟื้น แต่ปัญหาในระบบธนาคารที่ตามมาเปลี่ยนภาวะถดถอยสั้น ๆ ให้กลายเป็นภาวะตกต่ำที่ยาวและลึกที่สุดของประเทศ

ช่วงเวลา เหตุการณ์ตาม Federal Reserve History
สิงหาคม 1929 เศรษฐกิจขาขึ้นของ Roaring Twenties สิ้นสุด Great Depression เริ่มต้น
ตุลาคม 1929 ตลาดหุ้นล่ม (Black Monday 28 ต.ค. และ Black Tuesday 29 ต.ค.)
1930–1931 ธนาคารแตกตื่นเป็นระลอกในหลายภูมิภาค
1931–1933 วิกฤตการเงินระดับประเทศและระหว่างประเทศ
ปลายปี 1930–ต้นปี 1933 ปริมาณเงินลดลงเกือบ 30% ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยลดลงใกล้เคียงกัน
มีนาคม 1933 ระบบธนาคารพาณิชย์ล่ม ประธานาธิบดี Roosevelt ประกาศวันหยุดธนาคารทั่วประเทศ
1933–1935 ปฏิรูประบบการเงิน เช่น Banking Act of 1933 (Glass-Steagall) และ Banking Act of 1935
1937 เศรษฐกิจถดถอยซ้ำ (double-dip)
1941 Great Depression สิ้นสุดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ปี 2002 Ben Bernanke ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการเฟด กล่าวในงานเฉลิมฉลองวันเกิด 90 ปีของ Milton Friedman ว่า "เรื่อง Great Depression ... เราเป็นคนทำ เราขอโทษมาก ... เราจะไม่ทำอีก" โดย Federal Reserve History อธิบายว่า "เรา" หมายถึงผู้นำเฟดในยุคนั้น ที่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดการเก็งกำไรและไม่ได้ทำหน้าที่ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายเมื่อธนาคารแตกตื่น

หน้าบทความ Stock Market Crash of 1929 บนเว็บไซต์ Federal Reserve History
ภาพหน้าบทความ Stock Market Crash of 1929 บนเว็บไซต์ Federal Reserve History ที่บันทึกว่าดาวโจนส์ร่วงเกือบ 13% ใน Black Monday 28 ตุลาคม 1929 ภาพ: Federal Reserve History (ภาพหน้าจอ)

บทเรียนสำหรับองค์กรไทยวันนี้

Federal Reserve History สรุปว่าผู้นำธนาคารกลางได้บทเรียนจาก Black Tuesday 1929 อย่างน้อย 2 ข้อ คือธนาคารกลางต้องระวังเมื่อใช้นโยบายการเงินรับมือราคาหุ้น เพราะการตรวจจับและเจาะฟองสบู่ทำได้ยากและอาจมีผลข้างเคียงกว้าง และเมื่อตลาดหุ้นล่ม ความเสียหายจำกัดได้ด้วยแนวทางที่เฟดนิวยอร์กใช้ในปี 1929 คือเติมสภาพคล่องให้ระบบธนาคาร สำหรับองค์กรไทย บทเรียนที่ใช้ได้มีดังนี้

  1. หนี้ทำให้ฟองสบู่แตกแรงขึ้น — บทเรียนแรกจาก Black Tuesday 1929 คือการซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินกู้เกือบทั้งหมดทำให้ราคาที่ลดลงเพียงเล็กน้อยกลายเป็นการบังคับขาย องค์กรที่ลงทุนหรือขยายกิจการด้วยเงินกู้ควรทดสอบว่าหากมูลค่าหลักประกันลดลงมาก กระแสเงินสดยังรับได้หรือไม่
  2. ความเชื่อมั่นซื้อด้วยเงินไม่ได้เสมอไป — การที่กลุ่มนายธนาคารซื้อหุ้นต่อหน้าสาธารณะไม่ได้หยุดการเทขาย สิ่งที่ช่วยได้จริงคือสภาพคล่องที่ระบบการเงินเข้าถึงได้
  3. ผลกระทบไม่จบที่ตลาดหุ้น — หลัง Black Tuesday 1929 วิกฤตส่งผ่านไปยังการบริโภค การผลิต และการจ้างงาน แผนรับมือความเสี่ยงขององค์กรจึงควรครอบคลุมยอดขายที่ลดลงและลูกค้าที่ชะลอการซื้อ ไม่ใช่เฉพาะมูลค่าพอร์ตลงทุน
  4. กติกาตลาดเกิดจากบทเรียน — การปฏิรูประบบการเงินหลัง Great Depression คือต้นแบบของกลไกกำกับดูแลหลายอย่างที่ตลาดทั่วโลกใช้ ผู้สนใจกลไกหยุดการซื้อขายและความผันผวนในยุคใหม่อ่านต่อได้ในเรื่อง Black Monday 1987 และประวัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและธุรกิจอื่นได้ที่หมวดประวัติศาสตร์

คำถามที่พบบ่อย

Black Tuesday 1929 คือวันอะไร เกิดอะไรขึ้น?

Black Tuesday 1929 คือวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ที่ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงเกือบ 12% ต่อจากวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม (Black Monday) ที่ร่วงเกือบ 13% ตามบันทึกของ Federal Reserve History ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนดาวโจนส์หายไปเกือบครึ่ง

ทำไมตลาดหุ้นล่มในปี 1929?

Federal Reserve History อธิบายว่าช่วงทศวรรษ 1920 ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากจากเงินกู้ นักลงทุนจ่ายเงินสดราว 10% แล้วกู้ส่วนที่เหลือ เฟดพยายามสกัดการเก็งกำไรด้วยการขึ้นดอกเบี้ยจนอัตรารับซื้อลดของเฟดนิวยอร์กถึง 6% ในเดือนสิงหาคม 1929 แต่ฟองสบู่ยังโตต่อ จนนักลงทุนเทขายพร้อมกันในเดือนตุลาคม

ดาวโจนส์ใช้เวลานานเท่าไรจึงกลับไปถึงระดับก่อนวิกฤต 1929?

ดาวโจนส์ปิดสูงสุดที่ 381.17 จุดเมื่อ 3 กันยายน 1929 ลงไปต่ำสุดที่ 41.22 จุดเมื่อ 8 กรกฎาคม 1932 และกลับไปถึงระดับเดิมได้เมื่อ 23 พฤศจิกายน 1954 หรือราว 25 ปีหลัง Black Tuesday 1929 ตามข้อมูลที่ Federal Reserve History อ้างจาก FRED

Black Tuesday 1929 ต่างจาก Black Monday 1987 อย่างไร?

Black Tuesday 1929 เป็นส่วนหนึ่งของการล่มหลายวันในเดือนตุลาคม 1929 (ดาวโจนส์ร่วงเกือบ 13% วันที่ 28 และเกือบ 12% วันที่ 29) ซึ่งเฟดระบุว่าเป็นหนึ่งในวิกฤตช่วงต้นของ Great Depression ส่วน Black Monday คือวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ที่ดาวโจนส์ร่วง 22.6% ในวันเดียว ห่างกันราว 58 ปี

แหล่งอ้างอิง

  1. Stock Market Crash of 1929 — Federal Reserve History
  2. The Great Depression — Federal Reserve History
  3. This Month in Business History: October — Library of Congress

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

บุคคล
Ben Bernanke4
องค์กรและบริษัท
เฟด31รัฐสภา54
ประเทศและสถานที่
สหรัฐอเมริกา497นิวยอร์ก54
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ