บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม: ห้องลับหลังตู้หนังสือ ต้นเกาลัด และวิธีจองตั๋ว
บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม คืออาคาร Prinsengracht 263 ที่คน 8 คนซ่อนตัวในส่วนหลังของบ้านปี 1942–1944 เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ปี 1960 และขายตั๋วทางออนไลน์เท่านั้น
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 14 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม คืออาคาร Prinsengracht 263 สร้างปี 1635 ส่วนหลังที่เรียกว่า Secret Annex (Achterhuis) สร้างปี 1739 และเป็นที่ซ่อนตัวของคน 8 คน ตั้งแต่ 6 กรกฎาคม 1942 ถึง 4 สิงหาคม 1944
- ทางเข้าที่ซ่อนอยู่หลังตู้หนังสือหมุนได้ที่ Johan Voskuijl หนึ่งในผู้ช่วยเหลือสร้างขึ้นช่วงฤดูร้อนปี 1942 และพิพิธภัณฑ์ระบุว่าแอนน์อยู่ในที่ซ่อนนี้ 761 วัน
- อาคารรอดจากการรื้อถอนเมื่อกลางทศวรรษ 1950 องค์กร Anne Frank House ตั้งขึ้นปี 1957 และเปิดบ้านให้ชมเมื่อ 3 พฤษภาคม 1960 โดยปล่อยห้องในส่วนหลังว่างตามคำขอของ Otto Frank
- ต้นเกาลัดที่แอนน์มองเห็นจากหน้าต่างห้องใต้หลังคาอายุกว่า 170 ปี และล้มลงเมื่อ 23 สิงหาคม 2010 แต่ต้นกล้าที่เพาะจากผลของมันถูกส่งไปปลูกทั่วโลก
- ณ 26 ต.ค. 2026 ตั๋วผู้ใหญ่ราคา €16.50 อายุ 10–17 ปี €7.00 ขายทางเว็บไซต์ทางการเท่านั้น ตั๋วรอบใหม่ออกทุกวันอังคาร 10.00 น. สำหรับการชมล่วงหน้า 6 สัปดาห์ และพิพิธภัณฑ์เปิดทุกวัน 9.00–22.00 น.
บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม (Anne Frank House) คืออาคารริมคลอง Prinsengracht เลขที่ 263 ที่แอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank) ครอบครัว และคนอื่นรวม 8 คนซ่อนตัวอยู่ในส่วนหลังของอาคาร ตั้งแต่ 6 กรกฎาคม 1942 ถึง 4 สิงหาคม 1944 ที่นี่คือที่ที่เธอเขียนบันทึกซึ่งคนทั้งโลกรู้จัก และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ 3 พฤษภาคม 1960
บทความนี้เล่าเรื่องของตัวอาคาร ตั้งแต่บ้านพ่อค้ายุคทองของอัมสเตอร์ดัม บริษัทของ Otto Frank ทางเข้าลับหลังตู้หนังสือ การรอดจากการรื้อถอนหลังสงคราม ต้นเกาลัดที่แอนน์มองเห็นจากห้องใต้หลังคา ไปจนถึงวิธีจองตั๋วและกติกาการเข้าชม โดยอ้างเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ Anne Frank House และทะเบียนโบราณสถานของเนเธอร์แลนด์ ข้อมูลการเข้าชมตรวจเมื่อ 26 ตุลาคม 2026
บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม โดยสรุป
| รายละเอียด | |
|---|---|
| ที่ตั้ง | Prinsengracht 263–267 ใจกลางอัมสเตอร์ดัม ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ที่ Westermarkt 20 |
| อาคารเดิม | บ้านสร้างปี 1635 ส่วนหลัง (Achterhuis หรือ Secret Annex) สร้างปี 1739 |
| ช่วงซ่อนตัว | 6 กรกฎาคม 1942 – 4 สิงหาคม 1944 |
| ผู้ซ่อนตัว | ครอบครัว Frank 4 คน ครอบครัว Van Pels 3 คน และ Fritz Pfeffer |
| เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ | 3 พฤษภาคม 1960 |
| ทะเบียนโบราณสถาน | Rijksmonument เลขที่ 4296 ขึ้นทะเบียน 1 กันยายน 1970 |
| ผู้ดูแล | Anne Frank House (Anne Frank Stichting) พนักงานราว 250 คน |
| ผู้ชม | ราว 1.2 ล้านคนต่อปี ตามหน้าประวัติของพิพิธภัณฑ์ |
| ตั๋วผู้ใหญ่ | €16.50 รวมค่าจอง ขายออนไลน์เท่านั้น |


ทำไมบ้านแอนน์ แฟรงค์ จึงสำคัญ
หน้าประวัติของพิพิธภัณฑ์บอกว่า บ้านแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเป็นที่ซ่อนของครอบครัว Frank อาจเป็นอาคารที่คนรู้จักมากที่สุดในอัมสเตอร์ดัม และมีผู้ชมกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี ความสำคัญของบ้านแอนน์ แฟรงค์ ไม่ได้อยู่ที่ความงามของสถาปัตยกรรม แต่อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเล็ก ๆ ชั้นบนของส่วนหลัง ซึ่งเด็กหญิงคนหนึ่งเขียนบันทึกชีวิตระหว่างหลบซ่อนจากการไล่ล่าชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
พิพิธภัณฑ์นิยามตัวเองว่าเป็น "พิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องเล่า" ผู้ชมรับรู้เรื่องราวผ่านข้อความจากบันทึก ภาพถ่าย วิดีโอ และของจริง และตั้งใจให้บรรยากาศสงบและเป็นของแท้ ห้องในส่วนหลังจึงยังว่างเปล่าตามที่ Otto Frank พ่อของแอนน์ขอไว้

จากบ้านพ่อค้าปี 1635 ถึงบริษัทของ Otto Frank
พิพิธภัณฑ์เล่าว่าเรื่องของบ้านแอนน์ แฟรงค์ เริ่มก่อนแอนน์เกิดราว 350 ปี หลังปี 1585 อัมสเตอร์ดัมรุ่งเรืองจากการค้าโลกจนประชากรเพิ่มจาก 50,000 เป็น 200,000 คนในหกสิบปี เมืองขุดคลองเป็นวงล้อมรอบใจกลางเมือง พ่อค้าเก็บสินค้าในโกดังริมน้ำ และในปี 1635 บ้าน Prinsengracht 263 ก็สร้างขึ้นติดกับโกดังสองหลัง
ที่ดินริมคลองหายากและแพง บ้านจึงแคบและลึก เจ้าของหลายหลังสร้าง "ส่วนต่อหลัง" (annex) ในสวนหลังบ้าน โดยมีทางเดินเชื่อมและลานคั่นกลางให้แสงส่องถึงทั้งสองหลัง ส่วนหลังของบ้านเลขที่ 263 ที่เห็นวันนี้สร้างปี 1739 แทนหลังเดิมที่ถูกรื้อ ต่อมามีการเปลี่ยนชั้นใต้ดินเป็นห้องระดับถนน ทำให้อาคารเหมาะกับบริษัทที่ต้องการทั้งสำนักงานและโกดัง
ครอบครัว Pieron เป็นเจ้าของบ้านแอนน์ แฟรงค์ ตั้งแต่ปี 1901 ในปี 1940 Otto Frank เช่าทั้งอาคารเป็นที่ตั้งบริษัท Pectacon และจดทะเบียนธุรกิจที่นี่ในเดือนธันวาคม 1940 ชั้นล่างใช้เก็บและบรรจุเพกติน สมุนไพร และเครื่องเทศ ชั้นบนเป็นสำนักงาน ส่วนหลังใช้เป็นห้องทดลองทำแยมผลไม้ และมีการสร้างบันไดใหม่ระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสองของอาคารส่วนหน้า บันไดนี้เองที่นำไปสู่ชานพักที่ต่อมามีตู้หนังสือวางบังทางเข้าที่ซ่อน



สองปีหลังตู้หนังสือ: ชีวิตในส่วนหลังของบ้านแอนน์ แฟรงค์
เมื่อ Margot พี่สาวของแอนน์ได้รับหมายเรียกไปค่ายแรงงานในเยอรมนี ครอบครัว Frank ซึ่งอาศัยอยู่ที่อื่นในอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจเข้าไปซ่อนในส่วนหลังของอาคารบริษัททันทีเมื่อ 6 กรกฎาคม 1942 ครอบครัว Van Pels ตามมาอีกหนึ่งสัปดาห์ Hermann van Pels ทำงานให้บริษัทของ Otto และสี่เดือนต่อมา Fritz Pfeffer คนรู้จักของครอบครัว Frank ก็มาเป็นคนที่แปด ทั้งหมดอยู่ชั้นสองและชั้นสามของส่วนหลัง
ฤดูร้อนปี 1942 ทางการนาซีขู่จะค้นบ้านหาจักรยาน ผู้ช่วยเหลือจึงให้ Johan Voskuijl ซึ่งเป็นผู้จัดการโกดังสร้างตู้หนังสือที่เปิดได้เหมือนประตูวางบังทางเข้า แอนน์เขียนถึงเรื่องนี้ในบันทึกวันที่ 21 สิงหาคม 1942 ว่าที่ซ่อนของพวกเขากลายเป็นที่ซ่อนจริง ๆ แล้ว คนทำงานในโกดังชั้นล่างไม่รู้ว่ามีคนซ่อนอยู่ ระหว่าง 8.30–9.00 น. ทุกคนจึงต้องเงียบ ห้ามใช้ห้องน้ำซึ่งมีโถส้วมและอ่างล้างหน้าชุดเดียวสำหรับ 8 คน เพราะท่อน้ำวิ่งผ่านโกดัง
ปี 1943 ครอบครัว Pieron ขายอาคารให้เจ้าของใหม่ในราคา 14,000 กิลเดอร์ เจ้าของใหม่มาดูบ้านพร้อมสถาปนิก แต่ Kleiman หนึ่งในผู้ช่วยเหลือพาชมทุกส่วนยกเว้นส่วนหลัง โดยบอกว่าลืมกุญแจ พิพิธภัณฑ์ระบุว่าแอนน์อยู่ในที่ซ่อนนี้ 761 วัน จนที่ซ่อนถูกพบในเดือนสิงหาคม 1944 และในบรรดาคนทั้งแปด มีเพียง Otto Frank ที่รอดชีวิตกลับจาก Auschwitz ในเดือนมิถุนายน 1945



รอดจากการรื้อถอน: บ้านแอนน์ แฟรงค์ หลังสงคราม
หลังสงคราม อาคารเลขที่ 263 และบ้านข้างเคียงทรุดโทรม ปี 1950 โรงงานสิ่งทอ Berghaus ต้องการซื้อบ้านหัวมุม Prinsengracht กับ Westermarkt เพื่อรื้อแล้วสร้างโรงงานใหม่ ปี 1953 บริษัท Opekta ของ Otto ซื้ออาคารจากเจ้าของ แต่ไม่มีเงินพอจะบูรณะ ปี 1954 Otto จำใจขายต่อให้ Berghaus และการรื้อถอนดูเหมือนหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อบันทึกของแอนน์มีผู้อ่านมากขึ้น เสียงคัดค้านก็ดังขึ้น กลุ่มพลเมืองอัมสเตอร์ดัมตั้งองค์กร Anne Frank House ขึ้นในปี 1957 เพื่อรักษาที่ซ่อนและเปิดให้คนเข้าชม ปีเดียวกันนั้น Berghaus ยกเลิกแผนสร้างโรงงานและบริจาคอาคารเลขที่ 263 ให้องค์กร ส่วนบ้านข้างเคียงนักพัฒนาอสังหาฯ ยอมขายในราคา 350,000 กิลเดอร์ นายกเทศมนตรี Van Hall ช่วยระดมทุนได้เพียงบางส่วน ปี 1958 เทศบาลกับมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมวางแผนทำหอพักนักศึกษาในอาคารหัวมุม และมหาวิทยาลัยออกเงินล่วงหน้าส่วนที่ขาด
บ้านแอนน์ แฟรงค์ ได้รับการบูรณะและเปิดให้ชมเมื่อ 3 พฤษภาคม 1960 Otto ขอให้ปล่อยห้องในส่วนหลังว่างไว้ และให้สัมภาษณ์ปี 1962 ว่าเขาไม่อยากให้จัดห้องใหม่ เพราะทุกอย่างถูกขนออกไปในช่วงสงคราม ผู้ชมเพิ่มจากปีละหลายหมื่นคนในช่วงแรกเป็นราว 1.2 ล้านคนต่อปี




สถาปัตยกรรมของบ้านแอนน์ แฟรงค์ ตามทะเบียนโบราณสถาน
ทะเบียน Rijksmonument ของหน่วยงานมรดกวัฒนธรรมเนเธอร์แลนด์ (Rijksdienst voor het Cultureel Erfgoed) ขึ้นทะเบียน Prinsengracht 263 เป็นโบราณสถานแห่งชาติเลขที่ 4296 เมื่อ 1 กันยายน 1970 และบรรยายสั้น ๆ ว่าเป็นบ้านจากปี 1635 ที่มีหน้าบ้านและส่วนหลังจากราวปี 1740 ส่วนหน้าบ้านถูกปรับเป็นแนวบัวตรงราวปี 1840 ทะเบียนจัดประเภทหน้าที่เดิมของอาคารเป็นบ้านพักอาศัย
ปีที่สร้างส่วนหลังจากสองแหล่งต่างกันเล็กน้อย พิพิธภัณฑ์ระบุปี 1739 ส่วนทะเบียนเขียนว่าราวปี 1740 ผังของบ้านแอนน์ แฟรงค์ เป็นแบบบ้านริมคลองอัมสเตอร์ดัมทั่วไป คือ อาคารส่วนหน้าติดถนน ลานแคบตรงกลาง และส่วนหลังที่มองไม่เห็นจากถนน พิพิธภัณฑ์อธิบายว่าเพราะเป็นอาคารบริษัท ควันจากปล่องไฟตอนเย็นหรือวันหยุดจึงดูไม่ผิดปกติ คนทั่วไปคิดว่าพนักงานทำงานล่วงเวลา


ห้องที่ต้องดูในบ้านแอนน์ แฟรงค์
หน้า "Inside the museum" ของพิพิธภัณฑ์แนะนำจุดที่ไม่ควรพลาด
- ตู้หนังสือหมุนได้: ทางเข้าส่วนหลังที่ Johan Voskuijl สร้าง
- ห้องของแอนน์: แอนน์อยู่ห้องเดียวกับ Fritz Pfeffer และทะเลาะกันบ่อยเรื่องโต๊ะเขียนหนังสือ เธอติดโปสการ์ด ภาพดาราภาพยนตร์ ภาพศิลปะ และภาพทิวทัศน์บนผนังเพื่อให้ห้องดูสดใส ตามที่เขียนไว้ในบันทึก 11 กรกฎาคม 1942
- รอยขีดวัดส่วนสูง: Otto และ Edith ขีดส่วนสูงของลูกสาวบนผนังห้องนอน ในสองปี Margot สูงขึ้น 1 เซนติเมตร ส่วนแอนน์สูงขึ้นกว่า 13 เซนติเมตร
- แผนที่ Normandy: Otto ใช้ติดตามการรุกคืบของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้ฟังจากวิทยุ
- ห้องสมุดบันทึก: จัดแสดงสมุดบันทึกปกลายตารางสีแดงเล่มจริงที่แอนน์ได้รับในวันเกิดอายุ 13 ปี เมื่อ 12 มิถุนายน 1942 สมุด "Favourite Quotes Book" และ "Tales Book" รวมถึงกระดาษ 215 แผ่นที่เธอเขียนบันทึกใหม่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1944 ซึ่งนำมาจัดแสดงสลับกัน
ณ วันที่ตรวจ บ้านแอนน์ แฟรงค์ จัดนิทรรศการชั่วคราว "Who's gone?" เรื่องโรงเรียนมัธยมของนักเรียนชาวยิวช่วงปี 1941–1943 ด้วย



ต้นเกาลัดในสวนหลังบ้านที่แอนน์มองเห็น
บ้านแอนน์ แฟรงค์ ไม่มีสวนดอกไม้ให้ชม แต่มี "สวน" ที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ คือต้นเกาลัดม้าดอกขาว (white horse chestnut) อายุกว่า 170 ปี ที่ยืนอยู่ในสวนลานบ้านเลขที่ 188 ถนน Keizersgracht ด้านหลัง พิพิธภัณฑ์ระบุว่าเป็นต้นเกาลัดที่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งของอัมสเตอร์ดัม แอนน์มองเห็นท้องฟ้า นก และต้นไม้ต้นนี้ผ่านหน้าต่างห้องใต้หลังคาของบ้านแอนน์ แฟรงค์ ที่ไม่ได้ปิดทึบ และเขียนถึงมันในบันทึกสามครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อ 13 พฤษภาคม 1944 ว่าต้นเกาลัดของพวกเขาออกดอกเต็มต้นและสวยกว่าปีก่อน
ปี 2005 พบว่าต้นไม้ป่วยหนัก พิพิธภัณฑ์จึงขออนุญาตเจ้าของเก็บผลเกาลัดมาเพาะ แล้วมอบต้นกล้าให้โรงเรียนที่ใช้ชื่อแอนน์ แฟรงค์และองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ปี 2009 ต้นกล้า 150 ต้นถูกปลูกในสวนป่า Amsterdamse Bos และในปี 2013 ต้นกล้าชุดสุดท้ายถูกปลูกในสหรัฐฯ หลังกักโรคพืช 3 ปี ส่วนต้นเดิมล้มลงทั้งโครงเหล็กค้ำเมื่อ 23 สิงหาคม 2010 ราว 13.30 น. หักที่ความสูงราว 1 เมตรจากพื้น และไม่มีผู้บาดเจ็บ


ลำดับเหตุการณ์ของบ้านแอนน์ แฟรงค์
| ปี | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| 1635 | สร้างบ้าน Prinsengracht 263 ติดกับโกดังสองหลัง |
| 1739 | รื้อส่วนหลังเดิม สร้างส่วนหลังหลังใหม่ที่ใหญ่กว่า (ทะเบียนระบุราวปี 1740) |
| ราว 1840 | ปรับหน้าบ้านเป็นแนวบัวตรง (ตามทะเบียน) |
| 1901 | ครอบครัว Pieron เป็นเจ้าของอาคาร |
| 1940 | Otto Frank เช่าทั้งอาคารเป็นที่ตั้งบริษัท |
| 6 ก.ค. 1942 | ครอบครัว Frank เข้าซ่อนตัวในส่วนหลัง |
| ฤดูร้อน 1942 | Johan Voskuijl สร้างตู้หนังสือบังทางเข้า |
| 1943 | อาคารถูกขายให้เจ้าของใหม่ในราคา 14,000 กิลเดอร์ |
| 4 ส.ค. 1944 | ที่ซ่อนถูกพบ |
| มิ.ย. 1945 | Otto Frank กลับจาก Auschwitz เป็นคนเดียวที่รอดชีวิต |
| 1950–1954 | แผนรื้อสร้างโรงงานของ Berghaus, Opekta ซื้ออาคารปี 1953 และขายต่อปี 1954 |
| 1957 | ตั้งองค์กร Anne Frank House และ Berghaus บริจาคอาคารเลขที่ 263 |
| 3 พ.ค. 1960 | เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ |
| 1 ก.ย. 1970 | ขึ้นทะเบียน Rijksmonument เลขที่ 4296 |
| 2005–2013 | เพาะต้นกล้าจากต้นเกาลัดส่งไปปลูกทั่วโลก |
| 23 ส.ค. 2010 | ต้นเกาลัดล้ม |
| 15 ก.พ. 2025 – ก.พ. 2028 | ไม่มีรถรางวิ่งถึงป้าย Westermarkt |
ภาพบันทึก
ภาพเพิ่มเติมของบ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม ทั้งภาพเก่าช่วงบูรณะ ภาพภายในที่ช่างภาพบันทึกไว้ และภาพอาคารในปัจจุบัน













ข้อมูลการเข้าชมบ้านแอนน์ แฟรงค์: ตั๋วและเวลาเปิด
ตรวจจากหน้าตั๋วและเวลาเปิด หน้าข้อมูลการเข้าชม และหน้าคำถามที่พบบ่อย ของ Anne Frank House เมื่อ 26 ตุลาคม 2026
| ประเภทตั๋ว (รวมค่าจอง €1.00) | ราคา |
|---|---|
| ผู้ใหญ่ | €16.50 |
| อายุ 10–17 ปี | €7.00 |
| อายุ 0–9 ปี | €1.00 |
| Museumkaart หรือ ICOM Card | €1.00 |
| European Youth Card (EYC) | €7.00 |
| I amsterdam Card หรือบัตรนักศึกษา | ไม่มีส่วนลด |
- ซื้อตั๋วออนไลน์เท่านั้น: ไม่มีขายหน้าพิพิธภัณฑ์ ทุกคนรวมเด็กและผู้ถือบัตรส่วนลดต้องจองวันและเวลา ทุกวันอังคาร 10.00 น. ตั๋วของวันที่ห่างออกไป 6 สัปดาห์จะเปิดขาย (หน้าเว็บเขียนเวลา CEST ซึ่งตรงกับ 15.00 น. เวลาไทย ช่วงที่ยุโรปใช้เวลาฤดูหนาวตั้งแต่ 25 ต.ค. 2026 เวลา 10.00 น. ในอัมสเตอร์ดัมตรงกับ 16.00 น. เวลาไทย) ตั๋วเปลี่ยนหรือคืนเงินไม่ได้แม้มีเหตุสุดวิสัย และใช้ได้เฉพาะวันเวลาที่ระบุ
- เวลาเปิด: ทุกวัน 9.00–22.00 น. ยกเว้นบางวัน เช่น 7 พ.ย. 2026 เปิด 9.00–18.30 น. วันที่ 25 และ 31 ธ.ค. เปิด 9.00–17.00 น. และ 1 ม.ค. เปิด 12.00–22.00 น.
กติกาและการเดินทางไปบ้านแอนน์ แฟรงค์
- ระยะเวลา: กำหนดเฉพาะเวลาเริ่ม อยู่ได้นานเท่าที่ต้องการ โดยเฉลี่ยราวหนึ่งชั่วโมง
- ภาษา: บ้านแอนน์ แฟรงค์ ไม่มีไกด์นำชม มีออดิโอทัวร์ 9 ภาษา คือ ดัตช์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮีบรู อิตาลี ญี่ปุ่น โปรตุเกส และสเปน ยังไม่มีภาษาไทย และจองตั๋วพร้อมโปรแกรมแนะนำ 30 นาทีเป็นภาษาอังกฤษหรือดัตช์ได้
- กติกา: อายุขั้นต่ำ 10 ปี ห้ามถ่ายภาพและวิดีโอ รวมถึงแว่นอัจฉริยะ นำกระเป๋าเข้าได้เฉพาะใบที่เล็กกว่ากระดาษ A4 ไม่มีที่รับฝากกระเป๋าใหญ่หรือกระเป๋าเดินทาง และบันไดในบ้านชันมาก ผู้ที่ขึ้นบันไดลำบากควรอ่านหน้าการเข้าถึงก่อน
- การเดินทาง: เดินจากสถานี Amsterdam Centraal ราว 20 นาที หรือจากจัตุรัส Dam ราว 10 นาที หน้าตั๋วยังแนะนำรถราง 13 หรือ 17 ลงป้าย Westermarkt แต่หน้าข้อมูลการเข้าชมแจ้งว่าตั้งแต่ 15 ก.พ. 2025 ถึง ก.พ. 2028 รถรางไม่วิ่งถึงป้ายนั้น วิ่งถึงจัตุรัส Dam เท่านั้น
- ชำระเงิน: ตั๋ว คาเฟ่ และร้านค้าในพิพิธภัณฑ์รับเฉพาะบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต
ราคาและเวลาอาจเปลี่ยน ควรตรวจกับเว็บไซต์ของบ้านแอนน์ แฟรงค์ อีกครั้งก่อนเดินทาง ในอัมสเตอร์ดัมยังมีบ้านแรมบรันต์ ห่างไปไม่ไกล อ่านบ้านของนักเขียนและศิลปินในยุโรปหลังอื่น เช่นบ้านเจน ออสเตน ที่ Chawton และบ้านและสวนของ Monet ที่ Giverny ได้ที่หมวดบ้านและสวนคนดังทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม อยู่ที่ไหน เดินทางไปอย่างไร?
บ้านแอนน์ แฟรงค์ อัมสเตอร์ดัม อยู่ที่ Prinsengracht 263–267 ใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม ทางเข้าพิพิธภัณฑ์อยู่หัวมุมที่ Westermarkt 20 เดินจากสถานี Amsterdam Centraal ราว 20 นาที หรือจากจัตุรัส Dam ราว 10 นาที หน้าข้อมูลการเข้าชมแจ้งว่าตั้งแต่ 15 ก.พ. 2025 ถึง ก.พ. 2028 ไม่มีรถรางวิ่งถึงป้าย Westermarkt
ตั๋วบ้านแอนน์ แฟรงค์ ราคาเท่าไร ซื้อที่ไหน?
ณ 26 ต.ค. 2026 ตั๋วผู้ใหญ่ราคา €16.50 อายุ 10–17 ปี €7.00 และ 0–9 ปี €1.00 ทุกราคารวมค่าจอง €1.00 แล้ว ตั๋วขายทางเว็บไซต์ annefrank.org เท่านั้น ไม่มีขายหน้าพิพิธภัณฑ์ ต้องเลือกวันและเวลาเข้าชม เปลี่ยนหรือคืนเงินไม่ได้ และจ่ายด้วยบัตรเท่านั้น
ตั๋วบ้านแอนน์ แฟรงค์ เปิดขายเมื่อไร?
หน้าตั๋วของพิพิธภัณฑ์ระบุว่าทุกวันอังคารเวลา 10.00 น. (เขียนไว้ว่า CEST) ตั๋วทั้งหมดของวันที่อยู่ห่างออกไป 6 สัปดาห์จะเปิดขาย และตั๋วมักหมดเร็วเพราะพิพิธภัณฑ์เล็กและรับคนได้จำกัด ถ้าวันที่ต้องการขึ้นว่าขายหมดแล้ว แปลว่าไม่มีตั๋วเหลือ เพราะไม่มีการขายหน้างาน
ในบ้านแอนน์ แฟรงค์ มีอะไรให้ดู?
ผู้ชมเดินผ่านอาคารส่วนหน้าที่เคยเป็นบริษัทของ Otto Frank ขึ้นบันไดไปยังตู้หนังสือที่บังทางเข้าที่ซ่อน แล้วเข้าห้องของแอนน์ซึ่งยังมีภาพที่เธอติดไว้บนผนัง รอยขีดวัดส่วนสูงของแอนน์และ Margot และห้องจัดแสดงสมุดบันทึกลายตารางสีแดงเล่มจริงที่แอนน์ได้รับในวันเกิดอายุ 13 ปี
เด็กเข้าบ้านแอนน์ แฟรงค์ ได้ไหม ถ่ายรูปได้ไหม?
หน้าข้อมูลการเข้าชมของบ้านแอนน์ แฟรงค์ ระบุอายุขั้นต่ำ 10 ปี เพราะพิพิธภัณฑ์ไม่เหมาะกับเด็กเล็ก และห้ามถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอภายในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงแว่นอัจฉริยะที่มีกล้อง ทั้งเพื่อปกป้องวัตถุจริงและไม่รบกวนผู้ชมคนอื่น
แหล่งอ้างอิง
- The history of the Secret Annex — Anne Frank House
- How it all began — Anne Frank House
- Inside the museum — Anne Frank House
- The chestnut tree — Anne Frank House
- Tickets, opening hours, and location — Anne Frank House
- Prinsengracht 263, 1016 GV te Amsterdam — monumentnummer 4296 — Rijksdienst voor het Cultureel Erfgoed
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ