พระราชวังเชินบรุนน์ เวียนนา: ที่ประทับฤดูร้อนของราชวงศ์ Habsburg สวนบาโรก และ Gloriette
พระราชวังเชินบรุนน์ในเวียนนา ที่ประทับฤดูร้อนของราชวงศ์ Habsburg มรดกโลกปี 1996 มี Great Gallery ยาว 43 เมตร สวนบาโรก Gloriette ปี 1775 ตั๋วผู้ใหญ่เริ่ม 30 ยูโร
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 19 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- พระราชวังเชินบรุนน์ เริ่มสร้างเป็นตำหนักล่าสัตว์ตามแบบของ Johann Bernhard Fischer von Erlach ในปี 1696 แล้ว Maria Theresa ทรงขยายเป็นพระราชวังฤดูร้อน ซึ่งราชวงศ์เสด็จมาประทับทุกฤดูร้อนตั้งแต่ปี 1745
- UNESCO ขึ้นทะเบียน Palace and Gardens of Schönbrunn เป็นมรดกโลกในเดือนธันวาคม 1996 พื้นที่ 186.28 เฮกตาร์ ตามเกณฑ์ข้อ (i) และ (iv) และระบุว่าสวนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งแรกของโลกในปี 1752
- Great Gallery ยาว 43 เมตร กว้างเกือบ 10 เมตร ภาพเขียนเพดานโดย Gregorio Guglielmi ปี 1755–1761 ส่วน Gloriette บนยอดเนินสร้างในปี 1775 และน้ำพุ Neptune สร้างเสร็จในปี 1780
- ตั๋ว Palace Ticket ปี 2026 ผู้ใหญ่ 42 ยูโร เด็ก 6–18 ปี 30 ยูโร ตั๋ว State Apartments ผู้ใหญ่ 30 ยูโร ส่วนสวนเข้าฟรีในเวลาเปิด ประตูสวนเปิด 06.30 น. ทุกวัน
พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace) ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย คือที่ประทับฤดูร้อนของราชวงศ์ Habsburg ที่เริ่มสร้างเป็นตำหนักล่าสัตว์ในปี 1696 และขยายเป็นพระราชวังในสมัย Maria Theresa UNESCO ขึ้นทะเบียนพระราชวังและสวนเป็นมรดกโลกในปี 1996 วันนี้ห้องรับรอง ห้องส่วนพระองค์ และสวนบาโรกเปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน
บทความนี้เล่าประวัติพระราชวังเชินบรุนน์ ห้องที่เปิดให้ชม สวนบาโรก Gloriette น้ำพุ และสิ่งก่อสร้างในสวน พร้อมข้อมูลการเข้าชม โดยอ้างเว็บไซต์ของ Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H. บริษัทของรัฐออสเตรียที่ดูแลพระราชวัง และหน้ามรดกโลกของ UNESCO ชื่อพระราชวังและพระนามของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 เขียนตามรายงานที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ส่วนพระนามอื่นที่ยังไม่พบในเอกสารของหน่วยงานไทยคงไว้เป็นภาษาอังกฤษ
พระราชวังเชินบรุนน์คือที่ประทับของใคร และใครดูแลวันนี้
หน้ามรดกโลกของ UNESCO สรุปว่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จนถึงปี 1918 พระราชวังเชินบรุนน์เป็นที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์ Habsburg ออกแบบโดย Johann Bernhard Fischer von Erlach และ Nicolaus Pacassi และเมื่อรวมกับสวนแล้วเป็นงานบาโรกที่ครบทุกศิลปะในชิ้นเดียว (Gesamtkunstwerk)

หน้าพระราชวัง ของผู้ดูแลระบุว่าเมื่อระบอบกษัตริย์สิ้นสุดในปี 1918 พระราชวังตกเป็นของสาธารณรัฐออสเตรีย ปี 1992 รัฐจึงตั้ง Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H. (Schönbrunn Group) ซึ่งรัฐถือหุ้นทั้งหมด หน้าเดียวกันระบุว่าบริษัทต้องหาเงินบูรณะจากรายได้ของตนเองโดยไม่พึ่งเงินอุดหนุนของรัฐ ขณะที่ UNESCO เขียนว่างบดำเนินงานมาจากรายได้ของบริษัท โดยมีรัฐบาลกลางช่วยเหลือ ส่วนงานดูแลสวนเป็นของหน่วยงานสวนของรัฐ (Bundesgärten)
ที่มาของชื่อพระราชวังเชินบรุนน์: จาก Katterburg สู่ "น้ำพุงาม"
หน้าจุดเริ่มต้นของสวน เล่าว่าตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 ที่ดินผืนนี้ชื่อ Katterburg เป็นของอารามที่ Klosterneuburg มีโรงสีข้าว ไร่ และสวนองุ่น เอกสารปี 1548 กล่าวถึง Hermann Bayer นายกเทศมนตรีเวียนนา ผู้ขยายที่ดินให้เป็นที่ดินชนบทขนาดใหญ่
ปี 1569 ที่ดินตกเป็นของราชวงศ์ Habsburg ผ่าน Maximilian II ซึ่งทรงสนใจขยายสวนเลี้ยงสัตว์สำหรับล่า ตามตำนาน Emperor Matthias ทรงพบน้ำพุระหว่างล่าสัตว์ในปี 1612 น้ำพุนี้คือ Schöner Brunnen แปลว่า "น้ำพุงาม" ซึ่งกลายเป็นชื่อของที่ดิน

หลัง Ferdinand II สวรรคตในปี 1637 ที่ดินเป็นที่ประทับของ Eleonora von Gonzaga พระมเหสี ซึ่งทรงสร้างตำหนักพักผ่อน (château de plaisance) ราวปี 1642 และชื่อ Schönbrunn ปรากฏในเอกสารเป็นครั้งแรกในปีเดียวกัน วันนี้ซุ้มน้ำพุ Fair Spring ที่ Isidor Canevale ออกแบบในปี 1771 ยังอยู่ในสวนฝั่งตะวันออก มีรูปปั้น Egeria ของ Wilhelm Beyer ผู้ดูแลระบุว่าอักษร M บนแผ่นหินในซุ้ม ตามงานวิจัยล่าสุดหมายถึง Maximilian II ไม่ใช่ Matthias
ปี 1683 และแบบแรกของพระราชวังเชินบรุนน์โดย Fischer von Erlach
ตำหนักและสวนถูกทำลายระหว่างการล้อมกรุงเวียนนาของกองทัพตุรกีในปี 1683 ตั้งแต่ปี 1686 ที่ดินเป็นของ Emperor Leopold I ซึ่งมีพระราชประสงค์สร้างที่ประทับใหม่ให้ Joseph พระโอรส ปี 1688 Fischer von Erlach เสนอแบบแรก (Schönbrunn I Project) ที่มีทางลาด เสาเรียง และงานน้ำยาวจากริมแม่น้ำ Wien ขึ้นไปถึงยอดเนิน

หน้าประวัติสถาปัตยกรรมช่วงศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18 ระบุว่าแบบพระราชวังเชินบรุนน์ที่สร้างจริงย้ายตัวอาคารลงมาที่เชิงเนิน Emperor Leopold I ทรงสั่งแบบจริงในปี 1693 งานเริ่มในปี 1696 และส่วนกลางเสร็จพร้อมใช้ในฤดูใบไม้ผลิปี 1700 การสร้างปีกสองข้างล่าช้าตั้งแต่ปี 1701 เพราะสงครามสืบราชบัลลังก์สเปน และหยุดลงเมื่อ Joseph I สวรรคตกะทันหันในปี 1711
ห้องที่ยังเห็นร่องรอยยุคนั้นชัดที่สุดคือ Blue Staircase เดิมเป็นห้องเสวยของตำหนักล่าสัตว์ ภาพเขียนเพดานโดย Sebastiano Ricci ปี 1701/02 ยังอยู่ แม้ Pacassi จะปรับห้องเป็นบันไดใหญ่ราวปี 1745

Maria Theresa กับการขยายพระราชวังเชินบรุนน์เป็นพระราชวังฤดูร้อน
ปี 1728 Emperor Charles VI ทรงซื้อ Schönbrunn แต่ทรงใช้เพียงเป็นที่ล่าไก่ฟ้า แล้วพระราชทานแก่ Maria Theresa พระธิดา หน้าประวัติศตวรรษที่ 18 เล่าว่างานปรับปรุงเริ่มในฤดูหนาวปี 1742/43 และตั้งแต่ปี 1745 ราชวงศ์เสด็จมาประทับที่พระราชวังเชินบรุนน์ทุกฤดูร้อน
ระยะแรกปี 1743–1749 ทำร่วมกับสถาปนิก Nikolaus Pacassi ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นสถาปนิกประจำราชสำนักในปี 1749 โบสถ์ในพระราชวังได้รับการเสกใหม่ในปี 1745 ห้องประทับของ Maria Theresa และ Franz Stephan ในปีกตะวันออกพร้อมใช้ในปี 1746 และโรงละครในปีกลานพิธีเปิดในปี 1747 ตามพระราชประสงค์ ผู้ดูแลระบุว่าเมื่อเป็นที่ประทับของราชสำนัก พระราชวังเชินบรุนน์ต้องรองรับคนมากกว่า 1,000 คน

ระยะที่สองปี 1753–1763 อยู่ในมือ Pacassi ทั้งหมด มีการเพิ่มชั้นลอยในปีกตะวันตกและตกแต่งห้องพิธี ภาพเขียนของ Bernardo Bellotto ปี 1759/60 บันทึกด้านหน้าแบบโรโกโกยุคนั้นไว้ งานสุดท้ายในรัชสมัยคือการออกแบบสวนใหม่ในทศวรรษ 1770 ซึ่งเสร็จก่อน Maria Theresa สวรรคตในปี 1780 ไม่นาน
Great Gallery ห้องพิธีกลางพระราชวังเชินบรุนน์
หน้า Great Gallery ระบุว่าห้องนี้ยาว 43 เมตร กว้างเกือบ 10 เมตร เป็นห้องพิธีหลักของพระราชวังเชินบรุนน์ ภาพเขียนเพดานโดย Gregorio Guglielmi ปี 1755–1761 และงานปูนปั้นโดย Albert Bolla ปี 1761/62 เมื่อรวมกับ Small Gallery แล้วเป็นหนึ่งในงานตกแต่งภายในแบบโรโกโกที่สำคัญที่สุด

ภาพเพดานกลางแสดง Maria Theresa และ Franz Stephan ล้อมด้วยคุณธรรมของผู้ปกครอง ส่วนภาพเพดานฝั่งตะวันออกถูกระเบิดเสียหายในเดือนเมษายน 1945 และวาดจำลองใหม่โดย Paul Reckendorfer และ Carl Krall ในปี 1947/48 โคมระย้าไม้แกะสลักปิดทองสองโคมเดิมใส่เทียน 72 เล่ม ไฟฟ้าเข้ามาในปี 1898 และห้องนี้ใช้หลอดไฟรวม 868 ดวง การบูรณะปี 2011/2012 เปลี่ยนเป็นหลอด LED รูปเทียนที่เลียนแสงเทียนวูบไหว
ศิลปะจีนและญี่ปุ่นในห้องของพระราชวังเชินบรุนน์
สองข้างของ Small Gallery มี ห้องจีนสองห้อง ที่สร้างช่วงปี 1754–1759 ผนังไม้ทาสีขาวฝังแผ่นเครื่องเขินที่เขียนลายทองแบบ maki-e มีชั้นวางเครื่องกระเบื้องที่งานวิจัยล่าสุดยืนยันว่ามาจากจีนและญี่ปุ่น ผู้ดูแลระบุว่าห้องส่วนพระองค์ในชั้นหลักสะท้อนความโปรดปรานศิลปะเอเชียตะวันออกของ Maria Theresa ทั้งเครื่องกระเบื้อง เครื่องเขิน และผ้าไหม
Blue Chinese Salon ได้ชื่อจากวอลเปเปอร์จีนที่ผลิตเพื่อส่งออกตามรสนิยมตะวันตก มีเหรียญสีน้ำเงินเป็นภาพการทำไหม เครื่องกระเบื้อง การปลูกข้าวและชา ห้องนี้ยังเป็นที่เจรจาเมื่อ 11 พฤศจิกายน 1918 ซึ่ง Karl I ทรงลงนามในคำประกาศสละการมีส่วนในกิจการของรัฐ วันรุ่งขึ้นสาธารณรัฐออสเตรียได้รับการประกาศ
Millions Room และ Vieux Laque Room ห้องหายากในพระราชวังเชินบรุนน์
Millions Room ตกแต่งในปี 1763–1765 Maria Theresa ทรงใช้รับแขกเป็นการส่วนพระองค์ ผนังไม้โรสวูดเรียกว่า Feketin ฝังภาพตัดปะจากภาพเขียนจิ๋วแบบอินโด-เปอร์เซีย 60 ชิ้น เป็นฉากชีวิตของผู้ปกครองราชวงศ์โมกุลในอินเดียศตวรรษที่ 16–17 ชื่อ Millions Room เพิ่งใช้ในคู่มือหลังระบอบกษัตริย์สิ้นสุด

Vieux Laque Room เดิมเป็นห้องด้านในสุดของ Franz Stephan หลังพระองค์สวรรคตกะทันหันในปี 1765 Maria Theresa ทรงให้ตกแต่งใหม่เป็นห้องอนุสรณ์ ผนังฝังแผ่นเครื่องเขินจีนสีดำลายทองที่ตัดจากฉากกั้น แบบห้องน่าจะมาจาก Isidor Canevale และมีภาพเหมือนของ Franz Stephan โดย Pompeo Batoni ลงปี 1769

Hall of Mirrors และห้องของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 ในพระราชวังเชินบรุนน์
Hall of Mirrors เป็นห้องพิธีแบบโรโกโกยุค Maria Theresa เชื่อกันว่าที่นี่ Wolfgang Amadeus Mozart วัย 6 ขวบเล่นดนตรีถวายในปี 1762 ในสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 ห้องนี้ใช้สำหรับการเข้าเฝ้าทั่วไปทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี

หน้าประวัติศตวรรษที่ 19 ระบุว่าสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 ประสูติในปีกตะวันออกของพระราชวังเชินบรุนน์ในปี 1830 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1848 ทรงเลือกพระราชวังเชินบรุนน์เป็นที่ประทับโปรด และประทับในห้องชุดปีกตะวันตกจนสวรรคตเมื่อ 21 พฤศจิกายน 1916 ห้องเข้าเฝ้าในชุดนี้ยังคงผนังไม้วอลนัตจากยุค Maria Theresa

ก่อนหน้านั้น Napoleon ทรงยึดเวียนนาสองครั้งในปี 1805 และ 1809 และทรงใช้พระราชวังเชินบรุนน์เป็นกองบัญชาการ ผู้ดูแลระบุว่าห้องที่เรียกว่า Napoleon Room ปัจจุบันเดิมเป็นห้องบรรทมของ Franz Stephan และ Maria Theresa และน่าจะเป็นห้องบรรทมของ Napoleon ในช่วงนั้น

Bergl Rooms ห้องฤดูร้อนชั้นล่างของพระราชวังเชินบรุนน์
หน้า Bergl Rooms และหน้าประวัติของผู้ดูแลเล่าว่าห้องในชั้นหลักร้อนเกินไปช่วงกลางฤดูร้อน ในทศวรรษสุดท้ายของพระชนม์ชีพ Maria Theresa จึงทรงให้จัดห้องชุดที่ชั้นล่างซึ่งเย็นกว่าและออกสู่สวนได้ทันที ห้องชุดสี่ห้องฝั่งสวนตกแต่งในปี 1769 โดยจิตรกรชาวโบฮีเมีย Johann Wenzel Bergl (1718–1789) หน้าประวัติศตวรรษที่ 18 ระบุช่วงงานของ Bergl ในห้องชุดทั้งสามชุดไว้ระหว่างปี 1769–1777
ภาพผนังเริ่มจากป่าดิบที่แทบไม่มีมนุษย์แตะต้องในห้องแรก ต่อด้วยผ้าไหม นกยูง และตะกร้าผลไม้ในห้องรับแขก ห้องบรรทมเป็นภาพสวนบาโรกที่เป็นระเบียบ และห้องสุดท้ายวาดเหมือนนั่งอยู่ใต้ซุ้มไม้เลื้อย ซึ่งผู้ดูแลเห็นว่าอาจได้แรงบันดาลใจจากศาลาไม้ระแนงในสวนจริงของพระราชวัง ไม้เลื้อยในภาพยื่นกิ่งข้ามรอยต่อระหว่างผนังกับเพดานโค้งจนแยกไม่ออก
ห้องชุดนี้อยู่ในทัวร์นำชม Guided Tour Maria Theresia ของพระราชวังเชินบรุนน์ ที่เริ่มจากห้อง Bergl ก่อนขึ้นไปชมห้องพิธีในชั้นหลัก
ด้านหน้าพระราชวังเชินบรุนน์ปี 1817–1819 และสี Schönbrunn Yellow
หลัง Maria Theresa สวรรคต พระราชวังไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับฤดูร้อนจนถึงสมัย Emperor Franz II (I) ก่อนการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา (Congress of Vienna) ปี 1814/15 พระราชวังต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ ระหว่างปี 1817–1819 สถาปนิก Johann Aman รื้อลวดลายโรโกโกของ Pacassi ออกจากด้านหน้าให้เรียบขึ้น และเป็นหน้าตาของพระราชวังเชินบรุนน์ที่เห็นจนถึงวันนี้

ผู้ดูแลระบุว่าตามงานวิจัยล่าสุด สี "Schönbrunn Yellow" ไม่ได้มาจากงานต้นศตวรรษที่ 19 อย่างที่เคยเชื่อ แต่เริ่มใช้ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 โดยใช้เหลืองสองเฉด ตำหนักของ Fischer von Erlach เดิมทาสีส้มอ่อนและแดงอิฐ ยุค Maria Theresa เป็นสีเหลืองทองแล้วเหลืองอ่อน ส่วน Aman ใช้สีเทาเลียนหิน
ก่อนงานมหกรรมโลกที่เวียนนาปี 1873 ห้องโรโกโกได้รับการบูรณะ และหน้า 30 ปีมรดกโลก ระบุว่าห้องพิธีเปิดให้ประชาชนชมในโอกาสนั้น สภาพในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 (1848–1916) ใช้เป็นมาตรฐานของงานอนุรักษ์จนวันนี้
สวนบาโรกของพระราชวังเชินบรุนน์และ Great Parterre
หน้าสวน ระบุว่าสวนเปิดให้ประชาชนราวปี 1779 กว้าง 1.2 กิโลเมตรจากตะวันออกไปตะวันตก และราว 1 กิโลเมตรจากเหนือไปใต้ ส่วนหน้า 30 ปีมรดกโลกของผู้ดูแลเองระบุปีเปิดสวนเป็น 1778 หน้าทัวร์เสมือนจริงระบุพื้นที่ทั้งหมด 160 เฮกตาร์ ขณะที่ UNESCO ระบุพื้นที่มรดกโลก 186.28 เฮกตาร์

Great Parterre คือลานแปลงสมมาตรหน้าพระราชวังฝั่งใต้ กลางศตวรรษที่ 18 เป็นแปลงลายปัก (broderie) จากแนวต้นบ็อกซ์บนกรวดสี ทศวรรษ 1770 Hohenberg ออกแบบใหม่เป็นแปลงดอกไม้ ขนาบด้วยแนวรั้วต้นไม้สูงและรูปปั้นหินอ่อนเรียงแถว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานของ Christian Wilhelm Beyer UNESCO ระบุว่าโครงสวนบาโรกแทบไม่เปลี่ยน และยังใช้เทคนิคตัดแต่งต้นไม้แบบศตวรรษที่ 18

ผู้ดูแลกำลังปลูกต้นไม้ใหม่ที่ลานหน้าพระราชวัง (Cour d'honneur) แทน Paul's Scarlet Hawthorn ที่หมดอายุและเสียหายจากสภาพอากาศ ด้วยต้น Chinaberry (Melia azedarach) ซึ่งเลือกจากเอกสารประวัติศาสตร์ คาดว่าจะเสร็จปลายเดือนตุลาคม 2026
Gloriette บนยอดเนินของพระราชวังเชินบรุนน์
หน้า Gloriette ระบุว่าศาลาเสาเรียงแบบคลาสสิกตอนต้นนี้สร้างบนยอดเนินในปี 1775 ตามแบบของ Hohenberg ส่วนกลางเป็นซุ้มประตูชัยขนาบด้วยปีกโค้งเปิดโล่ง ยอดเป็นนกอินทรีจักรวรรดิเกาะลูกโลก เสาคู่ หัวเสา และคานส่วนใหญ่นำมาจากวัง Neugebäude ที่ Maximilian II ทรงเริ่มสร้างในปี 1568 แต่ไม่เสร็จ

จารึกบนอาคารเขียนปีสร้างด้วยวิธีของยุคแรกของการพิมพ์ ซึ่งใช้ตัว C ตัว I และเครื่องหมายคล้ายวงเล็บแทนตัวเลขโรมัน M และ D ส่วนกลางกรุกระจกในปีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ Maria Theresa และในศตวรรษที่ 19 ใช้เป็นห้องเสวยบ่อยครั้ง

ปี 1945 ระเบิดทำลายปีกตะวันออกบางส่วน ซึ่งสร้างใหม่หลังสงคราม การบูรณะใหญ่ปี 1994/95 ใส่กระจกส่วนกลางกลับคืน วันนี้ดาดฟ้าเป็นจุดชมวิวที่มองข้ามสวนไปถึงเส้นขอบฟ้าของเวียนนา และส่วนกลางเป็นคาเฟ่

น้ำพุ Neptune ปลายแกนสวนของพระราชวังเชินบรุนน์
หน้าน้ำพุ Neptune ระบุว่าน้ำพุนี้เป็นจุดปิดท้ายของ Great Parterre ที่เชิงเนินหลังพระราชวัง เริ่มขุดสระในปี 1776 และเสร็จในอีกสี่ปีต่อมา ก่อน Maria Theresa สวรรคตไม่นาน แบบน่าจะมาจาก Hohenberg ส่วนกลุ่มรูปปั้นหินอ่อนจาก Sterzing เป็นงานของ Wilhelm Beyer

กลางกลุ่มรูปปั้น Neptune ยืนบนราชรถรูปเปลือกหอยถือสามง่าม ข้างหนึ่งเป็นนางไม้ อีกข้างเป็นเทพี Thetis ที่คุกเข่าขอให้ Neptune คุ้มครองการเดินเรือของ Achilles บุตรชาย ด้านล่างมี Triton ถือแตรเปลือกหอยและรั้งม้าน้ำที่ลากราชรถ ผู้ดูแลอธิบายว่าภาพ Neptune ปกครองท้องทะเลเป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปะศตวรรษที่ 16–18 ใช้แทนผู้ปกครองที่กำหนดชะตาของแผ่นดิน ต้นไม้ด้านหลังรูปปั้นเพิ่งปลูกในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นฉากหลัง
Roman Ruin และน้ำพุ Obelisk ในสวนพระราชวังเชินบรุนน์
Roman Ruin เดิมเรียกว่า Ruin of Carthage สร้างในปี 1778 ตามแบบของ Hohenberg เลียนซากวิหาร Vespasian และ Titus ในภาพพิมพ์ของ Giovanni Battista Piranesi ราวปี 1756 ในสระด้านหน้ามีรูปปั้นเทพแห่งแม่น้ำ Danube และ Enns ของ Wilhelm Beyer ผู้ดูแลระบุว่าชื่อเดิมน่าจะสื่อถึงชัยชนะของโรมเหนือคาร์เธจ และการที่ราชวงศ์ Habsburg ถือตนเป็นผู้สืบทอดจักรวรรดิโรมัน


น้ำพุ Obelisk สร้างในปี 1777 ตามแบบของ Hohenberg เป็นจุดปลายของถนนแนวทแยงฝั่งตะวันออก เสาโอเบลิสก์ตั้งบนเต่า 4 ตัวที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง อักษรภาพบนเสาอ้างว่าเล่าประวัติราชวงศ์ แต่ผู้ดูแลระบุว่าเป็นอักษรที่แต่งขึ้น เพราะอักษรภาพอียิปต์เพิ่งถอดความได้ในปี 1822

Privy Garden และ Orangery ของพระราชวังเชินบรุนน์
Privy Garden ฝั่ง Meidling วางผังราวปี 1745/50 แบบน่าจะมาจาก Louis Gervais นักออกแบบสวนจากลอแรน ส่วนที่ติดด้านหน้าตะวันออกเรียกว่า Crown Prince Garden ตั้งแต่ปี 1865 ฤดูร้อนจะนำต้นส้มในกระถางจากคอลเลกชันของหน่วยงานสวนของรัฐมาตั้ง ถัดไปเป็น Garden on the Cellar ล้อมด้วยซุ้มไม้เลื้อยรูปเกือกม้าที่มีศาลาไม้ระแนง 5 หลัง สร้างราวปี 1750

ราวปี 1770 ซุ้มไม้ระแนงเปลี่ยนเป็นโครงเหล็กที่ทนกว่า และปลูกไม้เลื้อย Virginia creeper ในศตวรรษที่ 19 ศาลากลางถูกรื้อในปี 1950 แล้วสร้างศาลาสมัยใหม่พร้อมจุดชมวิวในปี 2001 แปลงลายปักรอบสระแปดเหลี่ยมถูกค้นพบปลายทศวรรษ 1990 และบูรณะกลับมาด้วยต้นบ็อกซ์ ไม้ดอก และทรายหลากสี

Orangery สร้างตามพระราชดำริของ Franz I Stephan ในปี 1754 ผู้ดูแลระบุว่ายาว 189 เมตร กว้าง 10 เมตร และเป็นหนึ่งในสองเรือนส้มบาโรกที่ใหญ่ที่สุดในโลกคู่กับที่ Versailles ส่วน UNESCO ระบุความยาว 186 เมตร ภายในยังใช้ระบบทำความร้อนใต้พื้นเพื่อเก็บต้นส้มช่วงฤดูหนาว

Maze, Palm House และสวนสัตว์ในสวนพระราชวังเชินบรุนน์
Maze สร้างราวปี 1720 มีสี่ส่วนรอบศาลากลาง เป็นทางเดินระหว่างแนวรั้วต้นไม้สูงที่ไม่มีทางตัน ถูกปล่อยร้างจนรื้อในปี 1892 Maze ใหม่เปิดในปี 1999 บนพื้นที่ 1,715 ตารางเมตร ปลูกด้วยต้น yew ตามผังเดิม กลางสวนมีจุดชมวิวและหิน harmony stones สองก้อน ข้างกันคือ Labyrinth พื้นที่ 2,700 ตารางเมตร

Palm House สร้างบนที่ตั้งสวนพฤกษศาสตร์ดัตช์เดิมในปี 1881/2 ตามแบบของ Franz Xaver Segenschmid ยาว 113 เมตร ศาลากลางสูง 28 เมตร แบ่งเป็นโซนเย็น โซนอบอุ่น และโซนร้อน ผู้ดูแลระบุว่าเป็นเรือนกระจกแบบนี้หลังสุดท้ายที่สร้างในยุโรปภาคพื้นทวีป ขณะที่ UNESCO ระบุความยาว 114 เมตรและปีสร้าง 1880


สวนสัตว์ เริ่มจาก Franz I Stephan ตามแบบของ Nicolas Jadot ปี 1751 มีคอกสัตว์ 13 คอกเรียงรอบศาลากลาง คอกเสร็จในปี 1752 และศาลากลางในปี 1759 ปัจจุบันคือ Schönbrunn Zoo ซึ่งหน้าตั๋วของผู้ดูแลเรียกว่าสวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ลำดับเหตุการณ์ของพระราชวังเชินบรุนน์ถึงปี 1780
| ปี (ค.ศ.) | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| ต้นศตวรรษที่ 14 | ที่ดินชื่อ Katterburg เป็นของอารามที่ Klosterneuburg |
| 1569 | ที่ดินตกเป็นของราชวงศ์ Habsburg ผ่าน Maximilian II |
| 1612 | ตามตำนาน Emperor Matthias ทรงพบน้ำพุ Schöner Brunnen |
| ราว 1642 | Eleonora von Gonzaga ทรงสร้างตำหนัก และชื่อ Schönbrunn ปรากฏครั้งแรก |
| 1683 | ตำหนักถูกทำลายระหว่างการล้อมกรุงเวียนนา |
| 1696 | เริ่มสร้างตำหนักล่าสัตว์ตามแบบ Fischer von Erlach |
| 1711 | Joseph I สวรรคต งานหยุดโดยยังไม่เสร็จ |
| 1728 | Emperor Charles VI ทรงซื้อ ก่อนพระราชทานแก่ Maria Theresa |
| 1742/43 | เริ่มขยายเป็นพระราชวังฤดูร้อน ราชวงศ์ประทับทุกฤดูร้อนตั้งแต่ 1745 |
| 1752 | คอกสัตว์ของสวนสัตว์เสร็จ (UNESCO: สวนสัตว์แห่งแรกของโลก) |
| 1754 | สร้าง Orangery |
| 1755–1761 | Gregorio Guglielmi เขียนภาพเพดาน Great Gallery |
| 1763–1765 | ตกแต่ง Millions Room |
| 1769 | Johann Wenzel Bergl เริ่มเขียนภาพผนังห้องชั้นล่าง |
| 1775 | สร้าง Gloriette |
| 1776–1780 | สร้างน้ำพุ Neptune |
| 1777 / 1778 | สร้างน้ำพุ Obelisk / Roman Ruin |
ลำดับเหตุการณ์ของพระราชวังเชินบรุนน์หลังปี 1780
| ปี (ค.ศ.) | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| 1778 หรือราว 1779 | สวนเปิดให้ประชาชน (หน้าของผู้ดูแลระบุต่างกัน) |
| 1805, 1809 | Napoleon ทรงใช้พระราชวังเชินบรุนน์เป็นกองบัญชาการ |
| 1817–1819 | Johann Aman ปรับด้านหน้าพระราชวัง |
| 1830 | สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 ประสูติที่พระราชวังเชินบรุนน์ |
| 1873 | ห้องพิธีเปิดให้ประชาชนชมช่วงงานมหกรรมโลก |
| 1880 หรือ 1881/2 | สร้าง Palm House (UNESCO / ผู้ดูแล) |
| 1898 | ติดตั้งไฟฟ้าในพระราชวังเชินบรุนน์ |
| 1916 | สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 สวรรคตเมื่อ 21 พฤศจิกายน |
| 1918 | สาธารณรัฐออสเตรียรับพระราชวังเชินบรุนน์และสวน |
| 1945 | ระเบิดทำลายภาพเพดาน Great Gallery และปีก Gloriette บางส่วน |
| 1992 | ตั้ง Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H. |
| 1996 | UNESCO ขึ้นทะเบียนพระราชวังเชินบรุนน์และสวนเป็นมรดกโลก (ธันวาคม) |
| 1999 | เปิด Maze ใหม่ |
| 2026 | ฉลอง 30 ปีมรดกโลกเมื่อ 18 เมษายน |
ภาพบันทึก
ภาพเก่า งานจิตรกรรม และมุมต่าง ๆ ของพระราชวังเชินบรุนน์และสวนในหลายฤดู





ข้อมูลการเข้าชมพระราชวังเชินบรุนน์
ตรวจสอบข้อมูลจากหน้าทางการเมื่อ 23 ต.ค. 2026 (Opening Times, All Tickets & Tours)
- เวลาเปิดพระราชวัง เปิดทุกวันรวมวันหยุดราชการ 1 กันยายน–2 พฤศจิกายน 2026 เวลา 08.30–17.30 น. ช่วง 3 พฤศจิกายน 2026–31 มีนาคม 2027 เวลา 08.30–17.00 น. ขยายถึง 17.30 น. ในวันที่ 5–8, 12–13 และ 19–20 ธันวาคม 2026 และ 25 ธันวาคม 2026–6 มกราคม 2027 เข้าครั้งสุดท้าย 45 นาทีก่อนปิด
- Palace Ticket ชมห้องชั้นหลักทั้งชั้นราว 75 นาทีพร้อมออดิโอไกด์ ผู้ใหญ่ 42 ยูโร เด็ก 6–18 ปี 30 ยูโร นักศึกษา 19–25 ปี 31.50 ยูโร
- State Apartments ราว 40 นาที ผู้ใหญ่ 30 ยูโร เด็ก 20 ยูโร นักศึกษา 23 ยูโร
- Guided Tour Maria Theresia ทัวร์นำชมรวม Bergl Rooms 75 นาที ผู้ใหญ่ 44 ยูโร เด็ก 34 ยูโร รอบภาษาอังกฤษทุกวัน 10.00, 12.00 และ 15.00 น.
- ตั๋วรวมฤดูร้อน (27 มีนาคม–2 พฤศจิกายน 2026) Classic Pass ผู้ใหญ่ 49 ยูโร เด็ก 36 ยูโร และ Exclusive Gardens (Maze, Privy Garden, Orangery Garden และดาดฟ้า Gloriette) ผู้ใหญ่ 16 ยูโร เด็ก 11 ยูโร
- สวน เข้าฟรี ประตูเปิด 06.30 น. ตุลาคมปิด 19.00 น. พฤศจิกายน–ธันวาคมปิด 17.30 น. Privy Garden, Maze และ Gloriette เปิดถึง 2 พฤศจิกายน 2026 น้ำพุไม่เปิดช่วงกลางตุลาคม–กลางเมษายน
ราคาเป็นราคาตามหน้าทางการและอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล
การเดินทางและกติกาในพระราชวังเชินบรุนน์
- จองตั๋ว การเข้าพระราชวังเชินบรุนน์ใช้เวลาเข้าชมที่กำหนด ผู้ดูแลแนะนำให้ซื้อออนไลน์ล่วงหน้า และหน้าคำถามที่พบบ่อยเตือนว่ามีเว็บขายตั๋วปลอม ตั๋วออนไลน์แท้ขายที่ imperialtickets.com เท่านั้น ออดิโอไกด์ฟรี 21 ภาษา
- การเดินทาง ตามหน้าการเดินทาง รถไฟใต้ดิน U4 ลงสถานี Schönbrunn รถราง 10 และ 60 หรือรถบัส 10A ลงป้าย Schloss Schönbrunn ที่อยู่ Schönbrunner Schloßstraße 47, 1130 Vienna
- กติกา ตามหน้าแนวปฏิบัติ ห้ามกินดื่มในห้องประวัติศาสตร์ ห้ามแตะผนังและเฟอร์นิเจอร์ ถ่ายภาพเพื่อใช้ส่วนตัวได้แต่ห้ามขาตั้ง ไม้เซลฟี และแฟลช กระเป๋าที่ใหญ่กว่าราว A4 และเป้ต้องฝากที่ห้องฝากของหรือตู้ล็อกเกอร์ ห้ามนำสุนัขเข้าทั้งพระราชวังและสวน ห้ามจักรยานในสวน และห้ามโดรน
ราคาและเวลาอาจเปลี่ยนได้ ควรตรวจหน้าทางการอีกครั้งก่อนเดินทาง พระธิดาองค์หนึ่งของ Maria Theresa คือ Marie Antoinette อ่านเรื่องพระตำหนักของพระองค์ที่ Versailles ได้ในPetit Trianon และ Queen's Hamlet และเรื่องพระราชวังของราชวงศ์ต่างประเทศอื่นได้ที่หมวดบ้านและสวนราชวงศ์ทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
พระราชวังเชินบรุนน์อยู่ที่ไหน เดินทางไปอย่างไร?
พระราชวังเชินบรุนน์อยู่ที่ Schönbrunner Schloßstraße 47 เขต 1130 กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หน้าการเดินทางของผู้ดูแลแนะนำรถไฟใต้ดินสาย U4 ลงสถานี Schönbrunn รถราง 10 และ 60 หรือรถบัส 10A ลงป้าย Schloss Schönbrunn
ค่าเข้าชมพระราชวังเชินบรุนน์ปี 2026 เท่าไร?
หน้าตั๋วทางการของพระราชวังเชินบรุนน์ระบุ Palace Ticket ซึ่งชมห้องชั้นหลักทั้งชั้นราว 75 นาทีพร้อมออดิโอไกด์ ผู้ใหญ่ 42 ยูโร เด็ก 6–18 ปี 30 ยูโร นักศึกษา 19–25 ปี 31.50 ยูโร ส่วน State Apartments ราว 40 นาที ผู้ใหญ่ 30 ยูโร เด็ก 20 ยูโร ราคาอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรตรวจหน้าทางการก่อนเดินทาง
เข้าสวนของพระราชวังเชินบรุนน์ต้องเสียเงินไหม?
สวนของพระราชวังเชินบรุนน์เข้าฟรีในเวลาเปิด ประตูสวนเปิด 06.30 น. ทุกวัน เวลาปิดเปลี่ยนตามเดือน เช่น ตุลาคมปิด 19.00 น. และพฤศจิกายน–ธันวาคมปิด 17.30 น. แต่ Privy Garden, Orangery Garden, Maze และดาดฟ้า Gloriette ต้องซื้อตั๋ว เช่น ตั๋วรวม Exclusive Gardens ผู้ใหญ่ 16 ยูโร
ถ่ายรูปในพระราชวังเชินบรุนน์ได้ไหม?
ได้ หน้ากติกาของผู้ดูแลพระราชวังเชินบรุนน์ระบุว่าถ่ายภาพและวิดีโอได้เพื่อใช้ส่วนตัวที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ แต่ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง ไม้เซลฟี แฟลช และไฟส่องสว่าง ห้ามนำกระเป๋าที่ใหญ่กว่าราวขนาด A4 หรือเป้เข้าทัวร์ และห้ามใช้โดรนทั่วทั้งพื้นที่
ใครสร้างพระราชวังเชินบรุนน์?
Emperor Leopold I ทรงมอบหมายให้ Johann Bernhard Fischer von Erlach ออกแบบตำหนักล่าสัตว์สำหรับพระโอรส Joseph งานเริ่มปี 1696 ต่อมา Maria Theresa ทรงให้ Nikolaus Pacassi ขยายพระราชวังเชินบรุนน์เป็นพระราชวังฤดูร้อนตั้งแต่ปี 1742/43 ส่วนสวนช่วงทศวรรษ 1770 อยู่ในความดูแลของ Johann Ferdinand Hetzendorf von Hohenberg
แหล่งอ้างอิง
- Architectural history: 18th century — Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H.
- The beginnings of the park at Schönbrunn — Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H.
- Palace and Gardens of Schönbrunn — UNESCO World Heritage Centre
- The Gardens — Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H.
- All Tickets & Tours — Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H.
- Opening Times — Schloß Schönbrunn Kultur- und Betriebsges.m.b.H.
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- กระทรวงการต่างประเทศ30รัฐสภา44
- ประเทศและสถานที่
- จีน228ญี่ปุ่น185อินเดีย84สหรัฐอเมริกา436อียิปต์19ยุโรป229
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ