ข้ามไปยังเนื้อหา
Industry & Manufacturing

ก.อุตฯ ตรวจทุกโรงงานกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรีช่วงน้ำท่วม พบผิดปิดทันที เร่งแก้ พ.ร.บ.โรงงาน

กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมทุกแห่งในศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี 12 ต.ค. 2026 พบผิดสั่งปิดทันทีและเรียกค่าเสียหาย ขณะที่มหาดไทยตามเส้นเงินนอมินี

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
ภาพที่รัฐบาลเผยแพร่ประกอบข่าวคำชี้แจงของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี 12 ตุลาคม 2026
ภาพ: รัฐบาลไทย (thaigov.go.th)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • รัฐบาลแถลงเมื่อ 12 ตุลาคม 2026 ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมสั่งสนธิกำลังตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมทุกแห่งใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พบผิดกฎหมายและมีหลักฐานชัดเจนสั่งปิดทันที
  • โรงงานกากอุตสาหกรรมบางแห่งถูกใช้คำสั่งตามมาตรา 39 ให้หยุดดำเนินการ ห้ามนำวัตถุดิบเข้าและเคลื่อนย้ายสิ่งของออก ส่วนโรงงานที่มีบ่อหรือกองวัสดุเสี่ยงถูกชะล้างต้องคลุมผ้าใบ
  • มหาดไทยพบทุนจดทะเบียนของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องเพิ่มจาก 5 ล้านเป็น 105 ล้านบาท บริษัทในเครือญาติจาก 3 ล้านเป็น 300 ล้านบาท และนิติบุคคลที่ต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% 35 บริษัท สั่งรายงานผลใน 7 วัน
  • กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแก้พระราชบัญญัติโรงงานที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อเอาผิดผู้ทำสารพิษรั่วไหลหนักขึ้นและเปิดทางประสาน ปปง. เรื่องทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลย้ำว่ายังไม่มีผลบังคับใช้

รัฐบาลเปิดเผยเมื่อ 12 ตุลาคม 2026 ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมสั่งสนธิกำลังตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมทุกแห่งในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี หลังประชาชนกังวลว่าสารเคมีและกากอุตสาหกรรมจะรั่วไหลออกมากับน้ำท่วม โรงงานที่พบการทำผิดกฎหมายและมีหลักฐานชัดเจนจะถูกสั่งปิดทันที และผู้ประกอบการที่ทำผิดต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

หนึ่งวันก่อนหน้า (11 ตุลาคม) กระทรวงมหาดไทยสั่งตรวจเส้นทางการเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง หลังพบการเพิ่มทุนแบบก้าวกระโดดและบริษัทที่เข้าข่ายนอมินี ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแก้กฎหมายโรงงานให้เอาผิดผู้ทำสารพิษรั่วไหลได้หนักขึ้น

กระทรวงอุตฯ สั่งอะไรกับโรงงานกากอุตสาหกรรมแล้วบ้าง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ่ายทอดคำชี้แจงของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่ากระทรวงส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีมาตรการที่ใช้แล้วกับโรงงานกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังนี้

  • คำสั่งตามมาตรา 39 โรงงานบางแห่งที่ตรวจพบการทำผิดกฎหมายชัดเจนถูกสั่งให้หยุดดำเนินการ ห้ามนำวัตถุดิบเข้า และห้ามเคลื่อนย้ายสิ่งของออกจากโรงงานตามเงื่อนไขของคำสั่ง
  • คลุมผ้าใบกันชะล้าง โรงงานที่มีบ่อหรือกองวัสดุซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำฝนและน้ำท่วมชะล้าง ต้องใช้ผ้าใบปกคลุม
  • สนธิกำลังตรวจทั้งเปิดเผยและทางลับ ว่าที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้ประสานอุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นโรงงานที่มีข้อร้องเรียนเรื่องประกอบกิจการผิดกฎหมาย การใช้นอมินี และการจัดการกากอุตสาหกรรมที่อาจกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานไปบังคับใช้กฎหมาย
  • เรียกค่าเสียหาย ถ้าผู้ประกอบการทำผิดจนสิ่งแวดล้อมเสียหาย หรือเกิดค่าเก็บกวาดและฟื้นฟูพื้นที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีและเรียกให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบ

รัฐบาลสรุปหลักการนี้ไว้ว่า ภาระต้องตกอยู่ที่โรงงานที่ทำผิด "ไม่ใช่ปล่อยให้ภาครัฐหรือประชาชนต้องแบกรับภาระจากการกระทำผิดของโรงงาน"

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนพูดที่แท่นแถลงข่าวข้างธงชาติไทย ในภาพที่รัฐบาลเผยแพร่ประกอบข่าวการตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรี ภาพ: รัฐบาลไทย (thaigov.go.th)

แก้ พ.ร.บ.โรงงาน คุมกากอุตสาหกรรมรั่วไหล เปิดทาง ปปง. แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้

กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สาระสำคัญมี 2 เรื่อง

  1. เพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ทำให้สารพิษรั่วไหล
  2. พิจารณากลไกทางกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดทางการเงิน เพื่อเปิดทางให้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิด

รัฐบาลระบุชัดในแถลงการณ์เดียวกันว่าแนวทางเรื่องทรัพย์สินยังอยู่ระหว่างการแก้กฎหมาย ไม่ใช่มาตรการยึดทรัพย์ที่มีผลบังคับใช้แล้ว เครื่องมือที่ใช้ได้วันนี้จึงยังเป็นคำสั่งตามกฎหมายโรงงานฉบับปัจจุบัน การดำเนินคดี และการเรียกค่าเสียหาย ประเด็นกฎหมายกากอุตสาหกรรมเคยถูกหยิบขึ้นหารือระหว่างภาคเอกชนกับกระทรวงเมื่อต้นเดือนนี้ด้วย (อ่านเพิ่มเติม)

มหาดไทยตามเส้นเงิน พบทุนเพิ่มจาก 5 ล้านเป็น 105 ล้านบาท

วันที่ 11 ตุลาคม 2026 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่น้ำท่วมอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และกล่าวถึงโรงงานใน อ.ศรีมหาโพธิ ที่เกิดสารเคมีรั่วไหลว่า ได้สั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีให้พิจารณาบทลงโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด และจ่ายค่าเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ภาพชุดการลงพื้นที่น้ำท่วม อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 11 ตุลาคม 2026 พร้อมข้อความเรื่องการตรวจนอมินีโรงงานเคมีรั่วไหลใน 7 วัน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่น้ำท่วม อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เมื่อ 11 ตุลาคม 2026 และสั่งตรวจนอมินีโรงงานเคมีรั่วไหลภายใน 7 วัน ภาพ: รัฐบาลไทย (thaigov.go.th)

รายงานของชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม กรมการปกครอง ที่นายพลพีร์เปิดเผย มีตัวเลขดังนี้

สิ่งที่ตรวจพบ ตัวเลข
ทุนจดทะเบียนของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพิ่มจาก 5 ล้านบาท เป็น 105 ล้านบาท
ทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือญาติ เพิ่มจาก 3 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท
นิติบุคคลที่ต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% 35 บริษัท
บริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินี กว่า 10 บริษัท
กำหนดส่งผลตรวจ ภายใน 7 วัน
กราฟแท่งทุนจดทะเบียนของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโรงงานสารเคมีรั่วไหลในปราจีนบุรี กลุ่มบริษัทเพิ่มจาก 5 เป็น 105 ล้านบาท และบริษัทในเครือญาติเพิ่มจาก 3 เป็น 300 ล้านบาท
ทุนจดทะเบียนของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโรงงานสารเคมีรั่วไหลในปราจีนบุรีเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตามรายงานของกรมการปกครอง ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

ทั้งสองกลุ่มมีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมอยู่ด้วย นายพลพีร์จึงสั่งให้ฝ่ายปกครอง พาณิชย์จังหวัด และตำรวจภูธรภาค 2 ตรวจเส้นทางการเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นร่วมกัน แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชื่อบริษัท

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 80 ตันที่กบินทร์บุรี

อีกกรณีในจังหวัดเดียวกันเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง Thai PBS World รายงานเมื่อ 11 ตุลาคม 2026 ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจโรงงานของ JKC Recycle Company ในตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี เมื่อวันเสาร์ หลังเครือข่ายภาคประชาชนเฝ้าดูรถคอนเทนเนอร์ 2 คันที่สงสัยว่าขนกากอุตสาหกรรมเข้าโรงงาน

  • ในคอนเทนเนอร์ทั้งสองคันเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมราว 80 ตันตามรายงาน มีแรงงานข้ามชาติกำลังคัดแยก และพบน้ำเสียในบ่อบำบัด
  • คนขับรถคนหนึ่งให้ข้อมูลว่าถูกจ้างให้ขนสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี
  • รองผู้ว่าฯ ระบุว่าโรงงานได้ใบอนุญาตประเภท 105 สำหรับวัสดุไม่อันตราย แต่ของที่พบเป็นกากอุตสาหกรรมอันตราย จึงสั่งอุตสาหกรรมจังหวัดดำเนินการ และยึดรถคอนเทนเนอร์ทั้งสองคันไว้
  • ผู้นำเครือข่ายเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมหยุดออกใบอนุญาตประเภท 105 และ 106 โดยอ้างว่าออกไปแล้วกว่า 200 ใบ เกินกำลังที่หน่วยงานจะกำกับได้

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

นายพลพีร์ระบุว่าปราจีนบุรีเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ที่สำคัญของประเทศ เมื่อน้ำท่วมพื้นที่ที่มีโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรม ความเสี่ยงไม่ได้หยุดที่ตัวโรงงาน แต่ไหลไปถึงชุมชนและแหล่งน้ำ ภาพนี้คล้ายบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ความเสียหายของพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งเดียวลามไปทั้งห่วงโซ่

สิ่งที่เปลี่ยนในรอบนี้คือรัฐใช้เครื่องมือหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งคำสั่งปิดตามกฎหมายโรงงาน การเรียกค่าเก็บกวาดกากอุตสาหกรรมและฟื้นฟูพื้นที่ การตรวจโครงสร้างผู้ถือหุ้นร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและตำรวจ และร่างกฎหมายที่จะโยงไปถึงทรัพย์สินผ่าน ปปง. ผู้ประกอบการกากอุตสาหกรรมจึงต้องรับมือทั้งการตรวจโรงงานและการตรวจเส้นทางเงินไปพร้อมกัน

ผลต่อองค์กรไทย

  • โรงงานในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรทำตามคำสั่งเดียวกันก่อนถูกตรวจ ตรวจบ่อพักน้ำและกองกากอุตสาหกรรม คลุมผ้าใบตามที่กระทรวงสั่ง และเตรียมแผนป้องกันการชะล้างก่อนฝนรอบใหม่
  • ผู้ส่งกากไปกำจัดควรตรวจใบอนุญาตของปลายทาง กรณีกบินทร์บุรีชี้ว่าใบอนุญาตสำหรับวัสดุไม่อันตรายถูกใช้รับของอันตราย ควรเทียบประเภทใบอนุญาตกับชนิดกากอุตสาหกรรมที่ส่ง และเก็บหลักฐานการส่งมอบทุกเที่ยว
  • ฝ่ายไอทีที่ปลดระวางคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ต้องรู้ว่าซากไปจบที่ไหน เลือกผู้รับซากที่ใบอนุญาตตรงกับประเภทของเสีย ขอหลักฐานการทำลายข้อมูลและการกำจัด เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ขององค์กรไปอยู่ในโรงงานที่ถูกสั่งปิด
  • ตรวจคู่ค้าด้านกำจัดของเสียก่อนทำสัญญา การเพิ่มทุนผิดปกติและสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นสัญญาณที่หน่วยงานรัฐใช้ตรวจนอมินีอยู่ ฝ่ายจัดซื้อใช้ข้อมูลนิติบุคคลตรวจได้เช่นกัน
  • ให้ฝ่ายกฎหมายติดตามร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน ถ้าผ่าน ความรับผิดของผู้ทำกากอุตสาหกรรมรั่วไหลอาจไปถึงทรัพย์สิน ติดตามข่าวโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมได้ที่หมวดอุตสาหกรรมและการผลิต

คำถามที่พบบ่อย

กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งอะไรกับโรงงานกากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรี?

รัฐบาลแถลงเมื่อ 12 ตุลาคม 2026 ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมสั่งสนธิกำลังตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรมทุกแห่งใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ถ้าพบการทำผิดกฎหมายและมีหลักฐานชัดเจนจะสั่งปิดทันที โรงงานบางแห่งถูกสั่งหยุดตามมาตรา 39 แล้ว และโรงงานที่มีบ่อหรือกองวัสดุเสี่ยงถูกชะล้างต้องคลุมผ้าใบ

โรงงานที่ทำกากอุตสาหกรรมรั่วไหลต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือไม่?

ต้องรับผิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่าถ้าผู้ประกอบการทำผิดจนเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม หรือสร้างค่าใช้จ่ายในการเก็บกวาดและฟื้นฟูพื้นที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีและเรียกให้ผู้ประกอบการจ่ายค่าเสียหาย ไม่ปล่อยให้รัฐหรือประชาชนแบกภาระ

การยึดทรัพย์โรงงานกากอุตสาหกรรมที่ทำผิดผ่าน ปปง. มีผลบังคับใช้แล้วหรือยัง?

ยังไม่มีผล รัฐบาลระบุเมื่อ 12 ตุลาคม 2026 ระหว่างชี้แจงเรื่องโรงงานกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรีว่าแนวทางประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรื่องทรัพย์สินของผู้ทำผิด เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงานที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่มาตรการยึดทรัพย์ที่ใช้ได้แล้ว

การตรวจนอมินีโรงงานในปราจีนบุรีพบอะไรบ้าง?

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยเมื่อ 11 ตุลาคม 2026 ว่าชุดเฉพาะกิจของกรมการปกครองพบกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องเพิ่มทุนจาก 5 ล้านเป็น 105 ล้านบาท บริษัทในเครือญาติจาก 3 ล้านเป็น 300 ล้านบาท นิติบุคคลที่ต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% 35 บริษัท และเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินีอีกกว่า 10 บริษัท

แหล่งอ้างอิง

  1. รัฐบาลเดินหน้าตรวจเข้มโรงงานกากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี “วราวุธ” สั่งสนธิกำลังตรวจทุกโรงงาน พบผิดกฎหมายปิดทันที ย้ำผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย พร้อมผลักดันกฎหมายเอาผิด–ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด — สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  2. มท.2 "พลพีร์" พร้อมด้วย รมว.กลาโหม-รมช.คมนาคม ลงพื้นที่น้ำท่วม อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี กำชับเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมรายบ้าน ขีดเส้น 7 วัน ตรวจนอมินีโรงงานเคมีรั่วไหล — สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  3. Industrial Works Department asked to stop issuing licenses for recycling plants in Prachin Buri — Thai PBS World

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

ประเทศและสถานที่
ชลบุรี22
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ