สินค้าไฮเอนด์คืออะไร ต่างจากแบรนด์เนมและสินค้าพรีเมียมอย่างไร ตามนิยาม Bain และ Deloitte
สินค้าไฮเอนด์คือสินค้ากลุ่ม personal luxury goods ของ Bain & Company มูลค่า 358,000 ล้านยูโร ต่างจากแบรนด์เนมและพรีเมียมอย่างไร พร้อมราคาและช่องทางซื้อในไทย
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 11 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- Bain & Company กับ Altagamma ประเมินว่าตลาด personal luxury goods ทั่วโลกปี 2025 มีมูลค่า 358,000 ล้านยูโร ลดลง 2% ที่อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน แต่เพิ่ม 1% ที่อัตราคงที่ จากตลาดสินค้าหรูทั้งหมด 1,443,000 ล้านยูโร (รายงาน 18 ธ.ค. 2025 และอัปเดต 25 มิ.ย. 2026)
- Bain คาดว่าปี 2026 สินค้าไฮเอนด์กลุ่ม personal luxury goods จะโต 2–4% เป็น 365,000–373,000 ล้านยูโร ในกรณีฐานที่ให้ความน่าจะเป็น 70% ขณะที่ฐานลูกค้าที่ยังซื้ออยู่เหลือประมาณ 330 ล้านคน จาก 400 ล้านคนในปี 2022
- Deloitte ระบุใน Global Powers of Luxury Goods 2023 ว่าบริษัทสินค้าหรู 100 อันดับแรกมียอดขายรวม 347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีบัญชี 2022 และบริษัทต้องมียอดขายอย่างน้อย 284 ล้านดอลลาร์ จึงติดอันดับ
- ราคาทางการที่ตรวจเมื่อ 27 ต.ค. 2026: Leica Q3 43 5,900 ปอนด์ (สหราชอาณาจักร), Bang & Olufsen Beolab 90 211,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชุด (เว็บไซต์สากล), Penhaligon's Halfeti Eau de Parfum 100 มล. 220 ปอนด์ (สหราชอาณาจักร) และ Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 376,700 บาท (เว็บไซต์ Breitling ประเทศไทย)
- ในไทย ซื้อสินค้าไฮเอนด์ได้จากบูติกและตัวแทนทางการ หรือร้านปลอดอากรของ King Power ซึ่งให้ซื้อล่วงหน้าได้ 60 วัน ก่อนเดินทาง ส่วนกรมศุลกากรยกเว้นอากรของใช้ส่วนตัวที่นำเข้ามูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท
สินค้าไฮเอนด์ (high-end products) คือสินค้าระดับบนสุดของแต่ละหมวดที่ขายด้วยคุณภาพวัสดุ งานฝีมือ ชื่อเสียงของแบรนด์ และราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปหลายเท่า ในสถิติอุตสาหกรรม สินค้ากลุ่มนี้คือสิ่งที่ Bain & Company และ Altagamma เรียกว่า personal luxury goods ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกประมาณ 358,000 ล้านยูโรในปี 2025 ตามรายงานที่เผยแพร่เมื่อ 18 ธันวาคม 2025 และอัปเดตเมื่อ 25 มิถุนายน 2026
บทความนี้อธิบายว่าสถาบันที่วัดตลาดนี้นิยามสินค้าไฮเอนด์อย่างไร คำว่าแบรนด์เนมและสินค้าพรีเมียมต่างกันตรงไหน แบรนด์ใช้คำว่า limited edition หรือ bespoke ในความหมายใด พร้อมตัวอย่างราคาทางการจากหน้าเว็บของผู้ผลิตและช่องทางซื้อในไทย

สินค้าไฮเอนด์ในนิยามของ Bain & Company และ Altagamma
Bain & Company จัดทำ Luxury Goods Worldwide Market Study ร่วมกับ Fondazione Altagamma สมาคมผู้ผลิตสินค้าหรูของอิตาลีที่ก่อตั้งในปี 1992 รายงานฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2025 แบ่งตลาดสินค้าหรูออกเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์หรู personal luxury goods โรงแรมหรู ไวน์และสุรา อาหารและร้านอาหารชั้นสูง เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับบน ศิลปะ เครื่องบินส่วนตัวและเรือยอชต์ และเรือสำราญหรู โดยรถยนต์ โรงแรม และ personal luxury goods รวมกันคิดเป็น 80% ของทั้งหมด
กลุ่ม personal luxury goods คือสินค้าไฮเอนด์ที่คนซื้อติดตัว การวิเคราะห์รายหมวดของ Bain ครอบคลุมเครื่องสำอางและน้ำหอม เสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา เครื่องประดับ และแว่นตา ตัวเลขหลักของปี 2025 มีดังนี้
| ตัวชี้วัด (Bain & Company / Altagamma) | มูลค่าปี 2025 | เทียบปี 2024 |
|---|---|---|
| ตลาดสินค้าหรูทั้งหมด | 1,443,000 ล้านยูโร | ลดลง 1–3% ที่อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน |
| personal luxury goods | 358,000 ล้านยูโร | ลดลง 2% จาก 364,000 ล้านยูโร (เพิ่ม 1% ที่อัตราคงที่) |
| รถยนต์หรู | 545,000 ล้านยูโร | ลดลง 6% |
| โรงแรมหรู | 251,000 ล้านยูโร | เพิ่มขึ้น 3% |
| ตลาดมือสองของ personal luxury goods | ประมาณ 50,000 ล้านยูโร | เพิ่มขึ้น 4–6% |

ตลาดสินค้าไฮเอนด์กำลังไปทางไหนในปี 2026
อัปเดตฤดูใบไม้ผลิของ Bain และ Altagamma ที่เผยแพร่จากมิลานเมื่อ 25 มิถุนายน 2026 คาดว่า personal luxury goods ปี 2026 จะโต 2–4% เป็น 365,000–373,000 ล้านยูโร ในกรณีฐานที่ Bain ให้ความน่าจะเป็น 70% และตลาดสินค้าหรูทั้งหมดจะอยู่ที่ 1,440,000–1,470,000 ล้านยูโร หรือโต 0–2% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่
Bain ระบุว่าทวีปอเมริกาเป็นภูมิภาคที่แข็งแรงที่สุด ยุโรปเป็นจุดอ่อนจากนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายลดลง ฐานลูกค้าสินค้าหรูในอ่าวเปอร์เซียหดตัว 15–25% ในต้นปี 2026 ส่วนจีนฟื้นตัวอย่างระมัดระวังโดยยอดขายออนไลน์โต 25–35% ในไตรมาสแรก รายหมวด เครื่องประดับนำตลาด เครื่องหนังยังถูกกดดันแต่ดีขึ้น เครื่องสำอางตามหลัง ขณะที่น้ำหอมและแว่นตาทรงตัวได้ดี
ด้านฐานลูกค้า รายงานเดือนธันวาคม 2025 ระบุว่ามีผู้บริโภคราว 20 ล้านคนออกจากตลาดในปี 2025 ทำให้ฐานลูกค้าที่ยังซื้ออยู่ทั่วโลกเหลือประมาณ 330 ล้านคน จาก 400 ล้านคนในปี 2022 และมีเพียง 40–45% ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อที่ซื้อสินค้าไฮเอนด์จริงในปี 2025 เทียบกับราว 60% ในปี 2022 Claudia D'Arpizio หุ้นส่วนอาวุโสของ Bain กล่าวว่าตลาดกำลังมีเสถียรภาพ แต่ไม่ใช่การกลับไปสู่จังหวะเดิม
สินค้าไฮเอนด์ แบรนด์เนม และสินค้าพรีเมียม ต่างกันอย่างไร
สามคำนี้ถูกใช้ปนกันในภาษาพูด แต่ชี้ไปคนละเรื่อง แบรนด์เนมพูดถึงตัวเครื่องหมายการค้า สินค้าพรีเมียมพูดถึงระดับราคาที่สูงกว่าสินค้าตลาดทั่วไปในหมวดเดียวกัน ส่วนสินค้าไฮเอนด์คือระดับบนสุดที่สถาบันวิจัยนับเข้าสถิติสินค้าหรู
| คำ | หมายถึงอะไร | ใครเป็นผู้กำหนด | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| แบรนด์เนม | สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งผู้บริโภคจดจำได้ ไม่ว่าจะอยู่ระดับราคาใด | เจ้าของเครื่องหมายการค้า โดยจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในไทย | แบรนด์สินค้าอุปโภคทั่วไปก็เป็นแบรนด์เนม |
| สินค้าพรีเมียม | สินค้าที่ตั้งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหมวด แต่ยังผลิตและขายในปริมาณมาก | ผู้ผลิตแต่ละรายกำหนดตำแหน่งทางการตลาดเอง | สมาร์ตโฟนรุ่นท็อป กล้องมิเรอร์เลสรุ่นสูง |
| สินค้าไฮเอนด์ | สินค้าระดับบนสุดของหมวด ซึ่ง Bain นับใน personal luxury goods และ Deloitte นับเป็น luxury goods | สถาบันวิจัยตลาด (Bain, Altagamma, Deloitte) ใช้เกณฑ์หมวดสินค้าและบริษัท | Leica Q3 43, Beolab 90, น้ำหอม Penhaligon's |
ข้อสังเกตคือสินค้าไฮเอนด์ทุกชิ้นเป็นแบรนด์เนม แต่แบรนด์เนมไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าไฮเอนด์ และสินค้าพรีเมียมอาจมาจากผู้ผลิตตลาดทั่วไปที่ทำรุ่นสูงสุดออกมา โดยไม่ได้อยู่ในสถิติสินค้าหรูของสถาบันใด
แบรนด์เนมในทางกฎหมายคือเครื่องหมายการค้า
กรมทรัพย์สินทางปัญญา อธิบายว่า "เครื่องหมายการค้า หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ" และเครื่องหมายที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2543 มี 4 ประเภท
| ประเภทตามกรมทรัพย์สินทางปัญญา | ความหมายที่กรมฯ อธิบาย | ตัวอย่างที่กรมฯ ยกมา |
|---|---|---|
| เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) | เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น | บรีส มาม่า กระทิงแดง |
| เครื่องหมายบริการ (Service Mark) | เครื่องหมายที่ใช้กับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการนั้นแตกต่างกับบริการของบุคคลอื่น | เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม |
| เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) | เครื่องหมายที่เจ้าของใช้รับรองคุณภาพสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น | เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล |
| เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) | เครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยบริษัทในกลุ่มเดียวกันหรือสมาชิกของสมาคม | ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด |
ทำไมสินค้าไฮเอนด์พึ่งพาเครื่องหมายการค้า
คำว่าแบรนด์เนมในภาษาไทยจึงไม่ได้บอกระดับราคา แต่บอกว่าสินค้านั้นมีเครื่องหมายการค้าที่ผู้บริโภคจดจำ ตัวอย่างที่กรมฯ ยกมาล้วนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดทั่วไป กรมฯ ยังระบุว่าผู้ประกอบการที่ส่งออกจำเป็นต้องจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองในประเทศปลายทางก่อนส่งสินค้าไปจำหน่าย เพื่อป้องกันการละเมิดและการแอบอ้างจดทะเบียนในต่างประเทศ สินค้าไฮเอนด์ที่ขายทั่วโลกจึงเป็นกลุ่มที่พึ่งพาระบบเครื่องหมายการค้ามากที่สุดกลุ่มหนึ่ง และของลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าเป็นของต้องห้ามนำเข้าตามหน้าเว็บของกรมศุลกากร
Deloitte จัดอันดับบริษัทสินค้าไฮเอนด์ 100 อันดับอย่างไร
Global Powers of Luxury Goods 2023 ของ Deloitte เผยแพร่เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2023 และเป็นฉบับล่าสุดบนหน้าเว็บของ Deloitte เมื่อตรวจวันที่ 27 ตุลาคม 2026 รายงานจัดอันดับบริษัทสินค้าหรู 100 แห่งจากยอดขายสินค้าหรูในปีบัญชี 2022
- บริษัท 100 อันดับแรกมียอดขายสินค้าหรูรวม 347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจาก 305,000 ล้านดอลลาร์ในปีบัญชี 2021
- บริษัท 17 แห่งที่มียอดขายเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 70% ของยอดขายทั้ง 100 บริษัท ส่วน 43 บริษัทที่ขายไม่เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์รวมกันได้เพียง 6.4%
- เกณฑ์ขั้นต่ำที่จะติด 100 อันดับคือยอดขาย 284 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 240 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
- 91 จาก 100 บริษัทมียอดขายเติบโต และ 77 บริษัทโตสองหลัก อัตรากำไรสุทธิรวมของ 80 บริษัทที่มีกำไรอยู่ที่ 13.4%
- อิตาลีมีบริษัทติดอันดับมากที่สุด 23 แห่ง แต่คิดเป็นเพียง 7.8% ของยอดขาย ขณะที่บริษัทฝรั่งเศส 7 แห่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสาม หมวดเสื้อผ้าและรองเท้ามีบริษัทมากที่สุด 37 แห่ง และผู้เข้าใหม่ 5 ใน 6 รายเป็นบริษัทเครื่องประดับและนาฬิกา
Deloitte ยังระบุว่าเครื่องสำอางและน้ำหอมเป็นหมวดที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดในปี 2023 ตามด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ซึ่งสอดคล้องกับที่ L'Oréal รายงานว่าน้ำหอมเป็นเครื่องยนต์หลักของแผนก Luxe ในไตรมาส 3 ปี 2026

ตัวอย่างราคาทางการของสินค้าไฮเอนด์ 4 หมวด
ราคาด้านล่างมาจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเองในประเทศที่ระบุ ตรวจเมื่อ 27 ตุลาคม 2026 และเป็นราคาที่แสดงบนหน้าเว็บ ไม่รวมภาษีนำเข้าหากซื้อจากต่างประเทศ
| หมวด | สินค้า | ราคาทางการ | ประเทศและแหล่ง |
|---|---|---|---|
| กล้อง | Leica Q3 43 (สีดำ) | 5,900 ปอนด์ | เว็บไซต์ Leica สหราชอาณาจักร |
| กล้องรุ่นพิเศษ | Leica Q3 43 Formula 1 Edition | 7,300 ปอนด์ | เว็บไซต์ Leica สหราชอาณาจักร |
| ลำโพง | Bang & Olufsen Beolab 90 | 211,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชุด | เว็บไซต์สากลของ Bang & Olufsen |
| น้ำหอม | Penhaligon's Halfeti Eau de Parfum 100 มล. | 220 ปอนด์ | เว็บไซต์ Penhaligon's สหราชอาณาจักร |
| นาฬิกา | Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 (AB0138211B1A1) | 376,700 บาท | เว็บไซต์ Breitling ประเทศไทย |
ราคาสินค้าไฮเอนด์รุ่นพิเศษและราคาในไทยต่างกันอย่างไร
กล้อง Leica รุ่นพิเศษร่วมกับ Formula 1 แพงกว่ารุ่นปกติ 1,400 ปอนด์บนเว็บไซต์เดียวกัน โดยส่วนต่างมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ กริปชาร์จไร้สาย และโปรไฟล์ภาพเฉพาะรุ่น ตามที่เรารายงานในข่าวเปิดตัว Leica Q3 43 Formula 1 Edition ส่วนเว็บไซต์ Bang & Olufsen ประเทศไทยไม่แสดงราคาเป็นเงินบาทสำหรับ Beolab 90 และหน้าสินค้าแสดงสถานะให้สัมผัสสินค้าที่ร้าน สำหรับนาฬิกา เว็บไซต์ Breitling ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่แสดงราคาทางการเป็นเงินบาทบนหน้าสินค้า ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อเทียบราคาในไทยกับต่างประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งราคาจากผู้ขายรายย่อย
Limited edition, Bespoke และ Made to order แบรนด์อธิบายอย่างไร
แบรนด์สินค้าไฮเอนด์ใช้สามคำนี้ในความหมายที่ต่างกัน และแต่ละแบรนด์อธิบายด้วยถ้อยคำของตัวเอง
- Limited edition คือรุ่นที่กำหนดจำนวนผลิตไว้ล่วงหน้าและมักมีหมายเลขกำกับ Bang & Olufsen ระบุว่า Beolab 90 Alchemy Edition "ผลิตจำกัด 50 คู่ มีหมายเลข 1 ถึง 50" ส่วน Patek Philippe อธิบายนาฬิกา Rare Handcrafts บางรุ่นว่าเป็น "limited edition of ten watches" และบางเรือนเป็น "unique piece" คือผลิตเพียงเรือนเดียว
- Special edition ต่างจาก limited edition ตรงที่แบรนด์อาจไม่ระบุจำนวน เช่น Leica เรียก Q3 43 Formula 1 Edition ว่า special edition โดยไม่ได้ประกาศจำนวนผลิต
- Bespoke คือการสั่งทำตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย Bang & Olufsen อธิบาย Atelier Bespoke ว่าให้ลูกค้าปรับแต่งได้ "ทุกเฉดสี ทุกวัสดุ ทุกผิวสัมผัส และทุกรายละเอียด" และเป็น "ความร่วมมือระหว่างคุณกับเรา ตั้งแต่เส้นแรกที่วาดบนกระดาษ"
- Made to order หรือสั่งผลิตตามคำสั่งซื้อ คือสินค้าที่เริ่มผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อ โดยลูกค้าเลือกได้ในกรอบที่แบรนด์กำหนด เช่น หน้าสินค้า Beolab 90 ให้เลือกวัสดุหน้ากากและสีก่อนสั่ง ซึ่งต่างจาก bespoke ที่ออกแบบใหม่ทั้งชิ้น
คำเหล่านี้ไม่มีนิยามทางกฎหมายในไทย ผู้ซื้อจึงควรดูเงื่อนไขที่แบรนด์เขียนไว้ในหน้าสินค้าหรือใบรับประกันว่าหมายถึงอะไร
ตลาดมือสองของสินค้าไฮเอนด์
Bain ประเมินว่าตลาดมือสองของ personal luxury goods ปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 4–6% และในอัปเดตเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่าผู้ซื้อสินค้าหรูราวครึ่งหนึ่งตรวจดูตลาดมือสองก่อนซื้อของใหม่ ส่วนในหมวดนาฬิกา ความสนใจของนักสะสมกำลังย้ายจากกระแสไปสู่งานฝีมือและความหายาก ตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพรวมตลาดจากสถาบันวิจัย ไม่ใช่การชี้ว่ารุ่นใดมีมูลค่าขายต่อสูง ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ซื้อสินค้าไฮเอนด์ในไทยได้ที่ไหน: บูติก ตัวแทน และร้านปลอดอากร
- บูติกและร้านของแบรนด์: แบรนด์หลายรายระบุร้านทางการในไทยบนเว็บไซต์ของตัวเอง เช่น Leica ระบุ Leica Store Gaysorn เลขที่ 999 ถนนเพลินจิต เปิด 10:00–20:00 ทุกวัน ส่วน L'Oréal Thailand ระบุว่าแบรนด์ในเครือ 20 แบรนด์จำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา ร้านทำผม ร้านปลอดภาษี และอีคอมเมิร์ซ
- ร้านปลอดอากร: King Power ระบุว่าผู้เดินทางออกนอกประเทศซื้อสินค้าปลอดภาษีและอากรที่ร้านในเมือง (รางน้ำ ศรีวารี พัทยา ภูเก็ต) ได้ล่วงหน้า 60 วันก่อนกำหนดเดินทาง แล้วรับสินค้าที่เคาน์เตอร์จ่ายสินค้าในสนามบินที่เดินทางออก โดยแสดงใบเสร็จ หนังสือเดินทาง และบัตรที่นั่งโดยสาร ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 45 นาทีก่อนเวลาออกเดินทาง ส่วนการสั่งซื้อออนไลน์ต้องทำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงและไม่เกิน 60 วันก่อนเวลาบินสำหรับรับที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือภูเก็ต
- ซื้อจากต่างประเทศแล้วนำเข้า: กรมศุลกากรระบุว่าของใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณพอสมควรและมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาทได้รับยกเว้นอากรและเดินช่องเขียวได้ ของติดตัวที่ไม่ใช่เชิงการค้าและมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาทต้องสำแดงที่ช่องแดงให้เจ้าหน้าที่คำนวณภาษีอากรปากระวาง โดยควรเตรียมใบเสร็จไว้แสดง หน้าเดียวกันระบุว่าของลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าเป็นของต้องห้ามนำเข้า

สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อสินค้าไฮเอนด์
- ตรวจราคาจากหน้าเว็บทางการของประเทศนั้น ราคาสินค้าไฮเอนด์ต่างกันตามประเทศและเปลี่ยนได้ตลอด ตัวอย่างในบทความนี้ระบุประเทศ สกุลเงิน และวันที่ตรวจทุกรายการ
- ซื้อผ่านบูติก ตัวแทนทางการ หรือร้านปลอดอากรที่แบรนด์ระบุ เพื่อให้ได้การรับประกันและบริการหลังการขายของแบรนด์ และเพื่อเลี่ยงของลอกเลียนแบบซึ่งกรมศุลกากรจัดเป็นของต้องห้าม
- อ่านความหมายของคำว่า limited, special หรือ bespoke จากแบรนด์เอง เพราะแต่ละแบรนด์ใช้ต่างกัน และบางรุ่นไม่ได้ระบุจำนวนผลิต
- เก็บใบเสร็จและเอกสารการซื้อ ทั้งเพื่อการรับประกันและเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเมื่อนำเข้าจากต่างประเทศ
- แยกเรื่องการใช้งานออกจากมูลค่าขายต่อ ตัวเลขตลาดมือสองของสถาบันวิจัยเป็นภาพรวม ไม่ใช่การรับประกันราคาของสินค้าชิ้นใด
ติดตามข่าวสินค้าไฮเอนด์และแบรนด์หรูได้ที่หมวดแบรนด์เนมและสินค้าไฮเอนด์
คำถามที่พบบ่อย
สินค้าไฮเอนด์คืออะไร?
สินค้าไฮเอนด์คือสินค้าระดับบนสุดของแต่ละหมวด ซึ่งสถาบันวิจัยตลาดอย่าง Bain & Company จัดอยู่ในกลุ่ม personal luxury goods ได้แก่ เครื่องสำอางและน้ำหอม เสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา เครื่องประดับ และแว่นตา โดยปี 2025 กลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 358,000 ล้านยูโร ส่วนตลาดสินค้าหรูทั้งหมดที่รวมรถยนต์ โรงแรม เรือยอชต์ และศิลปะ มีมูลค่า 1,443,000 ล้านยูโร
สินค้าไฮเอนด์ต่างจากแบรนด์เนมอย่างไร?
แบรนด์เนมหมายถึงสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งผู้บริโภคจดจำได้ ซึ่งในทางกฎหมายคือเครื่องหมายที่จดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าแบรนด์เนมจึงมีทั้งระดับตลาดทั่วไป พรีเมียม และไฮเอนด์ ส่วนสินค้าไฮเอนด์คือระดับราคาและคุณภาพสูงสุดของหมวดนั้น เช่น กล้อง Leica Q3 43 ราคา 5,900 ปอนด์ หรือลำโพง Bang & Olufsen Beolab 90 ราคา 211,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชุด ตามเว็บไซต์ทางการ
ตลาดสินค้าไฮเอนด์ใหญ่แค่ไหน?
Bain & Company และ Altagamma ประเมินว่าตลาดสินค้าหรูทั้งหมดปี 2025 มีมูลค่า 1,443,000 ล้านยูโร โดย personal luxury goods อยู่ที่ 358,000 ล้านยูโร รถยนต์หรู 545,000 ล้านยูโร และโรงแรมหรู 251,000 ล้านยูโร ส่วน Deloitte ระบุว่าบริษัทสินค้าหรู 100 อันดับแรกมียอดขายรวม 347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีบัญชี 2022
ซื้อสินค้าไฮเอนด์ปลอดภาษีในไทยได้อย่างไร?
King Power ระบุว่าผู้เดินทางออกนอกประเทศซื้อสินค้าปลอดภาษีและอากรที่ร้านในเมืองได้ล่วงหน้า 60 วันก่อนเดินทาง แล้วรับสินค้าที่เคาน์เตอร์จ่ายสินค้าในสนามบินโดยแสดงใบเสร็จ หนังสือเดินทาง และบัตรที่นั่งโดยสาร ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 45 นาทีก่อนเวลาออกเดินทาง ส่วนการสั่งซื้อออนไลน์ต้องทำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาบิน
limited edition กับ bespoke ต่างกันอย่างไร?
limited edition คือรุ่นที่แบรนด์กำหนดจำนวนผลิตไว้ล่วงหน้า เช่น Bang & Olufsen ระบุว่า Beolab 90 Alchemy Edition ผลิตเพียง 50 คู่และมีหมายเลข 1 ถึง 50 หรือ Patek Philippe ระบุว่านาฬิกา Rare Handcrafts บางรุ่นเป็น limited edition 10 เรือน ส่วน bespoke คือการสั่งทำตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน เช่น Atelier Bespoke ของ Bang & Olufsen ที่ให้เลือกสี วัสดุ และรายละเอียดได้ทั้งหมด
แหล่งอ้างอิง
- Global luxury stabilizes amid compounding disruptions as brands race to amplify meaning and rebuild relevance — Bain & Company
- Finding a New Longevity for Luxury — Bain & Company
- Global Powers of Luxury Goods 2023 — Deloitte
- INFORMATION & TIPS – เคาน์เตอร์รับสินค้า-ขาออก และขั้นตอนการรับ — King Power
- ข้อควรทราบสำหรับการนำของติดตัวเข้าทางอากาศยานสำหรับผู้โดยสาร — กรมศุลกากร
- เครื่องหมายการค้า (ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา) — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- Deloitte5Bain & Company3Leica3King Power3กรมศุลกากร25กรมทรัพย์สินทางปัญญา4Patek Philippe3Cartier2L'Oréal3
- ประเทศและสถานที่
- สหราชอาณาจักร227กรุงเทพฯ236ยุโรป282จีน280ฝรั่งเศส136
- เหตุการณ์และงาน
- Formula 14
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ