Arelion ทดสอบอุปกรณ์ Nokia บนเส้นทาง 500 กม. เพิ่มสเปกตรัมไฟเบอร์ราว 21% รับทราฟฟิก AI
Arelion ประกาศ 8 ต.ค. 2026 ทดสอบระบบ Nokia 1830 GX Super C/L และออปติก 800G ZR+ บนเส้นทางอัมสเตอร์ดัม–ลอนดอน 500 กม. เพิ่มสเปกตรัมที่ใช้ได้ราว 21%
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 4 นาที ผู้เข้าชม 1

สรุปประเด็นสำคัญ
- Arelion ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแกนหลักระดับโลก ประกาศเมื่อ 8 ตุลาคม 2026 ว่าทดสอบภาคสนามบนเครือข่ายจริงระยะ 500 กิโลเมตร ระหว่างอัมสเตอร์ดัมกับลอนดอนสำเร็จ
- การใช้ระบบไลน์ออปติก Nokia 1830 Global Express (GX) แบบ Super C และ Super L ขยายสเปกตรัมแสงที่ใช้งานได้ราว 21% บนไฟเบอร์เส้นเดิม
- การทดสอบใช้โมดูล CHMQ6 แบบบาง และออปติกแบบเสียบได้ ICE-X 400G และ 800G ZR+ ซึ่ง Nokia ระบุว่าใช้พลังงานต่ำกว่าและต่อยอดเป็นโมดูลได้
- Cignal AI รายงานเมื่อ 21 เมษายน 2026 ว่าออปติก 400ZR/ZR+ คิดเป็น เกือบครึ่งหนึ่ง ของแบนด์วิดท์โทรคมนาคมที่ติดตั้งในปี 2025 และ 800G จะโตเร็วที่สุดในปี 2026
Arelion ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแกนหลัก (IP backbone) ระดับโลก ประกาศเมื่อ 8 ตุลาคม 2026 ว่าทดสอบอุปกรณ์ออปติกของ Nokia บนเส้นทางไฟเบอร์จริงระยะ 500 กิโลเมตรระหว่างอัมสเตอร์ดัมกับลอนดอนสำเร็จ และขยายสเปกตรัมแสงที่ใช้งานได้ราว 21% บนไฟเบอร์เส้นเดิม เพื่อรองรับความต้องการแบนด์วิดท์จากงาน AI
Arelion ทดสอบอะไรบนเส้นทางอัมสเตอร์ดัม–ลอนดอน
การทดสอบภาคสนามครั้งนี้ทำบนเครือข่ายที่ใช้งานจริงของ Arelion โดยใช้อุปกรณ์ของ Nokia สามส่วน
- ระบบไลน์ออปติก Nokia 1830 Global Express (GX) แบบ Super C และ Super L ซึ่งเป็น open line system ที่ขยายช่วงความยาวคลื่นที่ใช้ส่งข้อมูลได้
- โมดูลทรานสพอนเดอร์แบบบาง CHMQ6 ที่ติดตั้งในแชสซีของระบบ GX
- ออปติกแบบเสียบได้ ICE-X 400G และ 800G ZR+ ซึ่งเป็นออปติกแบบ coherent ขนาดเล็ก

ผลสำคัญคือสเปกตรัมแสงที่ใช้งานได้เพิ่มขึ้นราว 21% ด้วยเทคโนโลยี Super C และ Super L หมายความว่าผู้ให้บริการเพิ่มความจุได้โดยไม่ต้องวางไฟเบอร์ใหม่ นอกจากนี้การแบ่งไคลเอนต์ (client splitting) ยังช่วยให้ใช้ความจุของแต่ละความยาวคลื่นกับบริการความเร็วสูงหลายแบบได้คุ้มขึ้น
| รายการ | ตัวเลขหรือรายละเอียด |
|---|---|
| เส้นทางทดสอบ | อัมสเตอร์ดัม–ลอนดอน ราว 500 กิโลเมตร บนเครือข่ายจริง |
| สเปกตรัมที่ใช้งานได้เพิ่มขึ้น | ราว 21% ด้วย Super C และ Super L |
| ออปติกที่ทดสอบ | ICE-X 400G และ 800G ZR+ |
| ขีดความสามารถของระบบ GX ตามสเปกของ Nokia | สูงสุด 100 Tb/s ต่อไฟเบอร์ และสเปกตรัมสูงสุด 11.6 THz |

Arelion ประเมินออปติกแบบเสียบได้เพื่อประหยัดพลังงาน
Nokia ระบุในหน้าผลิตภัณฑ์ว่าระบบ 1830 GX รองรับออปติกหลายรุ่น ตั้งแต่ 200G ถึง 2.4 Tb/s (2 x 1.2 Tb/s ต่อความยาวคลื่น) และใช้ได้ตั้งแต่การเชื่อมดาต้าเซ็นเตอร์ (DCI) เครือข่ายในเมือง ไปจนถึงเส้นทางระยะไกลและเคเบิลใต้น้ำ ส่วนโมดูล CHMQ6 กับออปติก ICE-X ถูกวางให้เป็นทางเลือกแบบโมดูลาร์ที่ใช้พลังงานต่ำกว่า
Dariusz Solowiej รองประธานฝ่ายเครือข่ายและปฏิบัติการของ Arelion ระบุว่าการรวมสเปกตรัมที่ขยายแล้วเข้ากับออปติกแบบเสียบได้ของ Nokia เป็นแนวทางเพิ่มความจุเครือข่ายแกนหลักที่ขยายได้และประหยัดพลังงานกว่า ซึ่งบริษัทกำลังประเมินอยู่ ด้าน Ron Johnson รองประธานอาวุโสฝ่าย Optical Networks ของ Nokia กล่าวว่าการจับคู่สองเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการเพิ่มความจุไฟเบอร์ได้ยืดหยุ่นขึ้น พร้อมประหยัดพลังงานและต้นทุน
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
Arelion ระบุว่าความจุที่เพิ่มขึ้นจะรองรับบริการ Managed Optical Fiber Network (MOFN) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อออปติกเฉพาะระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ ลูกค้าเป้าหมายคือผู้ให้บริการขายส่ง neoscaler หรือผู้ให้บริการคลาวด์ AI รายใหม่ และองค์กรที่กระจายงาน AI ไปหลายดาต้าเซ็นเตอร์และหลายคลาวด์
ตลาดออปติกกำลังเปลี่ยนทิศทางเดียวกัน Cignal AI รายงานเมื่อ 21 เมษายน 2026 ว่าออปติก 400ZR/ZR+ แบบเสียบได้คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของแบนด์วิดท์โทรคมนาคมที่ติดตั้งทั้งหมดในปี 2025 และคาดว่าออปติก 800G จะเป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุดของอินเทอร์เฟซแบบ coherent ในปี 2026 การทดสอบของ Arelion จึงเป็นตัวอย่างว่าผู้ให้บริการเครือข่ายแกนหลักจะรับทราฟฟิก AI ด้วยการรีดความจุจากไฟเบอร์เดิมก่อนลงทุนวางสายใหม่ แนวคิดเดียวกับที่ผู้ให้บริการเคเบิลใต้น้ำพยายามเพิ่มความจุต่อเส้น เช่นเคเบิล Petal ของ Meta ที่รองรับ 1 เพตะบิตต่อวินาที
Arelion ระบุว่าตนให้บริการลูกค้าในเกือบ 130 ประเทศ เชื่อมต่อผู้ให้บริการคลาวด์ ความปลอดภัย และคอนเทนต์มากกว่า 700 ราย และมีบริการ Cloud Connect ที่ต่อตรงกับ AWS, Microsoft Azure, Google Cloud, IBM Cloud และ Oracle Cloud ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ผลต่อองค์กรไทย
- องค์กรที่เชื่อมหลายดาต้าเซ็นเตอร์ ควรถามผู้ให้บริการวงจรเช่าหรือ wavelength ว่าใช้ระบบที่ขยายความจุบนไฟเบอร์เดิมได้หรือไม่ เพราะส่งผลต่อราคาและเวลารอเมื่อต้องเพิ่มแบนด์วิดท์ให้งาน AI
- ทีมวางแผนเครือข่าย ควรเริ่มประเมินพอร์ต 400G และ 800G บนเราเตอร์และสวิตช์ใหม่ เพราะออปติก ZR/ZR+ แบบเสียบได้คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของแบนด์วิดท์ที่ติดตั้งใหม่แล้ว
- ดูเส้นทางสำรองควบคู่กับความจุ ไฟเบอร์เส้นเดียวที่จุมากขึ้นก็ยังเป็นจุดล้มเหลวเดียว สัญญาบริการควรระบุเส้นทางสำรองที่แยกกันจริง
- ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ซึ่งต้องบริหารการใช้ไฟตามแนวทางของบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ที่แบ่งประเภทตามการใช้ไฟ ควรนับพลังงานต่อบิตของอุปกรณ์ออปติกรวมไปกับพลังงานของเซิร์ฟเวอร์
ติดตามข่าวเครือข่ายแกนหลักและเคเบิลใต้น้ำได้ที่หมวดเครือข่าย
คำถามที่พบบ่อย
Arelion ทดสอบอะไรร่วมกับ Nokia?
Arelion ทดสอบภาคสนามบนเส้นทางไฟเบอร์จริงระยะ 500 กิโลเมตรจากอัมสเตอร์ดัมถึงลอนดอน โดยใช้ระบบไลน์ออปติก Nokia 1830 GX แบบ Super C และ Super L โมดูล CHMQ6 และออปติกแบบเสียบได้ ICE-X 400G กับ 800G ZR+ ผลคือสเปกตรัมแสงที่ใช้งานได้เพิ่มขึ้นราว 21% ตามประกาศวันที่ 8 ตุลาคม 2026
Super C และ Super L คืออะไร?
เป็นฟังก์ชันของระบบ Nokia 1830 GX ที่ขยายช่วงความยาวคลื่นที่ใช้ส่งข้อมูลในย่าน C และย่าน L ให้กว้างกว่าแบบมาตรฐาน ทำให้ไฟเบอร์เส้นเดิมรับช่องสัญญาณได้มากขึ้น Nokia ระบุว่าระบบนี้รองรับสเปกตรัมได้สูงสุด 11.6 THz และความจุสูงสุด 100 Tb/s ต่อไฟเบอร์
ออปติก 800G ZR+ ต่างจากทรานสพอนเดอร์แบบเดิมอย่างไร?
ZR+ เป็นออปติกแบบ coherent ขนาดเล็กที่เสียบเข้าพอร์ตอุปกรณ์ได้โดยตรง แทนการใช้กล่องทรานสพอนเดอร์แยกต่างหาก Arelion และ Nokia ระบุว่าแนวทางนี้เป็นแบบโมดูลาร์และใช้พลังงานต่ำกว่า ส่วน Cignal AI คาดว่า 800G จะเป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุดของอินเทอร์เฟซ coherent ในปี 2026
ผลทดสอบของ Arelion เกี่ยวกับองค์กรไทยอย่างไร?
องค์กรที่เชื่อมดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งหรือใช้คลาวด์ต่างประเทศพึ่งเครือข่ายแกนหลักแบบนี้ Arelion ระบุว่าการเพิ่มความจุบนไฟเบอร์เดิมช่วยให้บริการขยายได้คุ้มค่าขึ้น องค์กรควรถามผู้ให้บริการว่าใช้เทคโนโลยีใดและมีเส้นทางสำรองที่แยกกันจริงหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ