ครม. เห็นชอบแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 ลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศกับ UNODC เน้นสารตั้งต้น เส้นทางเงิน
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 ของ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขงกับ UNODC ผ่าน ครม. 3 พ.ย. 2569 ใช้ปี 2568–2570 เน้นสกัดสารตั้งต้น ยึดทรัพย์ และค้ายาออนไลน์ ไทยรับรองแบบไม่ลงนาม
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 5 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2569 เห็นชอบแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (SAP) ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ
- แผนอยู่ภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายที่ไทยลงนามเมื่อ ปี 2536 ร่วมกับกัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และ UNODC
- แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 มี 4 ด้าน คือ ยาเสพติดและสุขภาพ การบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ และการพัฒนาทางเลือก
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับรองแผนเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม และสำนักงาน ป.ป.ส. ทำหนังสือแจ้งไปยัง UNODC
- เมื่อ 6–8 ตุลาคม 2026 UNODC จัดอบรมที่กรุงเทพฯ ให้เจ้าหน้าที่ไทย 26 คน จาก 8 หน่วยงาน เรื่องเครือข่ายฟอกเงินที่หนุนการค้ายาเสพติดสังเคราะห์
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เห็นชอบแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 หรือแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด พ.ศ. 2568–2570 ของ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงกับ UNODC แผนนี้เน้นสกัดสารตั้งต้น ติดตามเส้นทางเงินและยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา และรับมือการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 ครม. เห็นชอบอะไร
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม. เห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ 3 ข้อ
- เห็นชอบแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Sub-regional Action Plan for Drug Control: SAP) ฉบับที่ 13
- อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมร่วมรับรองแผนเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม
- มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ทำหนังสือแจ้งการรับรองไปยังสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
รองโฆษกฯ ระบุว่าปัญหายาเสพติดข้ามชาติแก้ไม่ได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จึงต้องสกัดตั้งแต่แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง ไปจนถึงเครือข่ายทางการเงิน โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

ที่มาของแผน: บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายตั้งแต่ปี 2536
ไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค เมื่อปี 2536 ร่วมกับกัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และ UNODC บันทึกนี้กำหนดให้ประชุมทบทวนสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหายาเสพติด 2 ระดับ คือระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
|---|---|
| ปี 2536 | ไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย |
| แผนฉบับที่ 12 | ใช้ช่วง พ.ศ. 2566–2568 |
| 16–17 ตุลาคม 2568 | ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ย่างกุ้ง ทบทวนแผนฉบับที่ 12 และเห็นชอบรายละเอียดแผนฉบับที่ 13 |
| 3 พฤศจิกายน 2569 | ครม. ไทยเห็นชอบแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2568–2570) |
กระทรวงยุติธรรมระบุว่าแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 ปรับจากฉบับที่ 12 ให้ตรงกับสถานการณ์ที่การลักลอบผลิตและค้ายาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น และขยายกิจกรรมในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำให้ชัดเจนขึ้น

4 ด้านของแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13
- ยาเสพติดและสุขภาพ ยกระดับการป้องกัน บำบัด และฟื้นฟูผู้ใช้ยา โดยเฉพาะผู้ติดเมทแอมเฟตามีน และส่งเสริมการวิจัยวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ
- ความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย ปราบเครือข่ายค้ายาเสพติดสังเคราะห์ สารตั้งต้น และสารเคมี ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า และเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน รวมถึงการสืบสวนทางการเงิน อายัดและยึดทรัพย์ และการปิดช่องทางค้ายาออนไลน์
- ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พัฒนากลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานกลาง ผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก เพื่อดำเนินคดีข้ามพรมแดน
- การพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน สร้างอาชีพและรายได้ถูกกฎหมายในพื้นที่เสี่ยงปลูกพืชเสพติด สร้างตลาดรองรับสินค้า และพัฒนาเครื่องมือสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 ยังให้ความสำคัญกับภัยรูปแบบใหม่ ได้แก่ สารเคมีที่ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างประเทศแต่เสี่ยงถูกใช้ผลิตยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (New Psychoactive Substances: NPS) และการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์
ในการพิจารณา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ความเห็นว่ากิจกรรมข้ามพรมแดนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงอธิปไตยและเขตอำนาจรัฐ ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้กำหนดตัวชี้วัด เช่น การลดการขยายตัวของยาเสพติดสังเคราะห์ และการลดการผลิตและการปลูกพืชเสพติด
เส้นทางเงินในแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13: UNODC อบรมเจ้าหน้าที่ไทย
ด้านการเงินในแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 สอดคล้องกับงานที่ UNODC ทำในไทยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6–8 ตุลาคม 2026 UNODC จัดอบรม 3 วันที่กรุงเทพฯ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา ให้เจ้าหน้าที่ 26 คนจากสำนักงาน ปปง. สำนักงาน ป.ป.ส. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานอัยการสูงสุด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ
UNODC ระบุว่ากลุ่มอาชญากรรมฟอกเงินจากการค้ายาเสพติดสังเคราะห์ผ่านหลายวิธี เช่น การขนเงินสดข้ามแดน การฟอกเงินผ่านการค้า สินทรัพย์เสมือน บริษัทเปลือก และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ และมักใช้บริการธนาคารใต้ดินหรือเครือข่ายฟอกเงินมืออาชีพ (Professional Money-Laundering Networks: PMLNs)
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
รัฐบาลระบุว่าพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเป็นพื้นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและลักลอบลำเลียงยาเสพติด และการปราบปรามในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพอหากแหล่งผลิตและเครือข่ายลำเลียงยังอยู่ข้ามพรมแดน แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 จึงเป็นกรอบที่ 6 ประเทศใช้ทำงานร่วมกันจนถึงปี 2570
การที่แผนให้น้ำหนักกับสารตั้งต้น เส้นทางเงิน และช่องทางออนไลน์ อาจทำให้งานบังคับใช้กฎหมายแตะธุรกิจที่ถูกกฎหมายซึ่งอาจถูกใช้เป็นทางผ่านมากขึ้น ตั้งแต่ผู้ค้าสารเคมีไปจนถึงสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มออนไลน์
ผลต่อองค์กรไทย
- ผู้นำเข้าและค้าสารเคมี ทบทวนการคัดกรองลูกค้าและปลายทางสินค้า เพราะแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 เน้นสกัดสารตั้งต้นและสารเคมีที่ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างประเทศ
- สถาบันการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เข้มงวดการรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจธุรกรรมผิดปกติ เพราะ UNODC ระบุว่าเครือข่ายฟอกเงินใช้บริษัทเปลือกและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- ผู้ค้าชายแดนและโลจิสติกส์ ตรวจคู่ค้าและเอกสารการค้า เพราะการฟอกเงินผ่านการค้าเป็นหนึ่งในวิธีที่ UNODC ยกตัวอย่าง
- แพลตฟอร์มออนไลน์ เตรียมช่องทางรับแจ้งและส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ เพราะแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 ให้ความสำคัญกับการปิดช่องทางค้ายาเสพติดออนไลน์
อ่านมติอื่นของ ครม. วันเดียวกัน เช่นUPR รอบที่ 4 ไทย และครม. เห็นชอบร่างยกเลิกกฎหมาย 10 ฉบับ
ติดตามข่าวรัฐบาลและความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยได้ที่หมวดการเมือง
คำถามที่พบบ่อย
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 คืออะไร?
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 คือแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Sub-regional Action Plan for Drug Control: SAP) พ.ศ. 2568–2570 ภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ระหว่างไทย กัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และ UNODC ซึ่ง ครม. เห็นชอบเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2569
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 มีกี่ด้าน?
แผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านยาเสพติดและสุขภาพ ด้านความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา และด้านการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน
บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติด มีใครบ้าง?
บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายที่ไทยลงนามเมื่อปี 2536 ประกอบด้วย 6 ประเทศคือ ไทย กัมพูชา จีน ลาว เมียนมา และเวียดนาม กับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) โดยมีการประชุมทั้งระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี
ไทยรับรองแผนยาเสพติดลุ่มน้ำโขงอย่างไร?
ครม. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับรองแผนยาเสพติด ฉบับที่ 13 เป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม และมอบหมายสำนักงาน ป.ป.ส. ทำหนังสือแจ้งการรับรองไปยัง UNODC
แหล่งอ้างอิง
- ครม. เห็นชอบแผนปราบยาเสพติดลุ่มน้ำโขง ฉบับที่ 13 ผนึก 6 ประเทศ–UNODC สกัดยาเสพติดข้ามชาติ — สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2569 — สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- Professional money-laundering networks: Following the money to disrupt synthetic drug trafficking — UNODC Regional Office for Southeast Asia and the Pacific
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ


