ข้ามไปยังเนื้อหา
Software

Linux Foundation พบ AI slop คิดเป็น 25% ของ pull request ที่ส่งเข้าโครงการโอเพนซอร์ส

ผลสำรวจ LF Research 20 ต.ค. 2026 ผู้ดูแลประเมินว่า AI slop คิดเป็น 25% ของ pull request ในโครงการโอเพนซอร์ส โครงการใหญ่ถึง 31% แม้ AI ลดเวลาเขียนโค้ด 52%

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
หน้ารายงาน Navigating Open Source Software Development in the Generative AI Era ของ LF Research สรุปว่า AI slop คิดเป็น 1 ใน 4 ของ pull request และมีภาพปกรายงานพร้อมโลโก้ Red Hat, OpenSSF และ LF AI & Data
ภาพ: Linux Foundation (ภาพหน้าจอ)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Linux Foundation เผยแพร่รายงาน Navigating Open Source Software Development in the Generative AI Era เมื่อ 20 ตุลาคม 2026 จากแบบสำรวจผู้ร่วมพัฒนาและผู้ดูแลโครงการโอเพนซอร์ส 234 คน ที่เก็บข้อมูลช่วงเมษายนถึงมิถุนายน 2026
  • ผู้ดูแลประเมินว่า AI slop คิดเป็นเฉลี่ย 25% ของ pull request ที่ส่งเข้ามา โครงการใหญ่ที่มีผู้ร่วมพัฒนาเกิน 50 คนสูงถึง 31% และภาวะหมดไฟของผู้ดูแลขึ้นเป็นข้อกังวลอันดับ 1 ของโครงการกลุ่มนี้ที่ 63%
  • ผู้ตอบที่ใช้ AI ประเมินว่าเวลาเขียนโค้ดลดลงเฉลี่ย 52% และเวลารีวิวโค้ดลดลง 44% แต่ 21% บอกว่างานที่ซับซ้อนสูงกลับใช้เวลานานขึ้นเมื่อใช้ AI
  • มีเพียง 35% ของโครงการที่มีนโยบายอนุญาตให้ใช้ AI อย่างเป็นทางการ 32% ไม่มีนโยบายและไม่มีแผนจะทำ และ 10% ห้ามส่งงานที่ใช้ AI ช่วย

Linux Foundation เผยแพร่รายงานวิจัยเมื่อ 20 ตุลาคม 2026 ระบุว่าผู้ดูแลโครงการโอเพนซอร์สประเมินว่า pull request ที่ส่งเข้ามาเฉลี่ย 25% เป็น AI slop หรืองานคุณภาพต่ำที่สร้างด้วย AI ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจที่ใช้ AI บอกว่าเวลาเขียนโค้ดลดลงเฉลี่ย 52% รายงานจึงเรียกร้องให้แต่ละโครงการตั้งกติกาการใช้ AI ให้ชัดก่อนที่ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้ดูแล

รายงานชื่อ Navigating Open Source Software Development in the Generative AI Era จัดทำโดย LF Research โดยมี Red Hat เป็นผู้สนับสนุน และได้รับการสนับสนุนเพิ่มจาก Futurewei, OpenSSF และ LF AI & Data ผลการศึกษานำเสนอในงาน All Things Open ที่เมือง Raleigh รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระหว่าง 19–20 ตุลาคม ข้อมูลมาจากแบบสำรวจออนไลน์ 45 ข้อที่เก็บระหว่างเมษายนถึงมิถุนายน 2026 ได้ผู้ตอบที่ผ่านเกณฑ์ 234 คน ค่าความคลาดเคลื่อน ±6.41% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผู้ตอบมาจากผู้รับจดหมายข่าวและช่องทางโซเชียลของ Linux Foundation และพันธมิตรวิจัย จึงสะท้อนกลุ่มคนที่ติดตามมูลนิธิมากกว่าภาพรวมของนักพัฒนาโอเพนซอร์สทั้งหมด

ประกาศของ Linux Foundation วันที่ 20 ตุลาคม 2026 สรุปว่าผู้ดูแล 59% เห็นงานส่งเข้ามามากขึ้น และ 25% ของ pull request ถูกประเมินว่าเป็น AI slop
ประกาศของ Linux Foundation เมื่อ 20 ตุลาคม 2026 สรุปว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่เห็นงานส่งเข้ามามากขึ้น แต่ราว 1 ใน 4 ของ pull request เป็นงานคุณภาพต่ำ ภาพ: Linux Foundation (ภาพหน้าจอ)

AI slop หนักที่สุดในโครงการขนาดใหญ่

รายงานนิยาม AI slop ว่าเป็นงานที่สร้างด้วย AI คุณภาพต่ำซึ่งไม่น่าจะคุ้มกับเวลารีวิวที่ต้องใช้ ตัวเลข AI slop 25% เป็นค่าที่ผู้ดูแลประเมินเอง ไม่ใช่การนับจากระบบของ GitHub หรือ GitLab และแปรตามขนาดโครงการชัดเจน

ขนาดโครงการ (จำนวนผู้ร่วมพัฒนา) สัดส่วน AI slop ที่ผู้ดูแลประเมิน ผู้ดูแลที่บอกว่างานส่งเข้ามามากขึ้น ผู้ดูแลที่บอกว่าเวลารีวิวนานขึ้น
เล็ก (น้อยกว่า 10 คน) 23% 57% 46%
กลาง (11–50 คน) 20% 52% 55%
ใหญ่ (มากกว่า 50 คน) 31% 69% 64%
ผู้ดูแลทั้งหมด 25% 59% –

เมื่อแยกตามบทบาท co-maintainer รายงานสัดส่วน AI slop สูงสุดที่ 29% ข้อกังวลอันดับ 1 ของโครงการเล็กและกลางคือคุณภาพของงานที่ส่งเข้ามา (51% และ 50%) แต่ในโครงการใหญ่ ภาวะหมดไฟของผู้ดูแลขึ้นเป็นอันดับ 1 ที่ 63% รองลงมาคือคุณภาพงานที่ 60% รายงานตีความว่างานที่ส่งเข้ามามากขึ้นกำลังกลายเป็นความล้าของคนรีวิว มีผู้ดูแลเพียง 4% ที่บอกว่างานส่งเข้ามาลดลง

กราฟแท่งสัดส่วน AI slop ใน pull request ที่ผู้ดูแลประเมิน: โครงการใหญ่ 31% ค่าเฉลี่ยทั้งหมด 25% โครงการเล็ก 23% และโครงการกลาง 20%
สัดส่วน AI slop ที่ผู้ดูแลประเมิน แยกตามขนาดโครงการ โครงการที่มีผู้ร่วมพัฒนาเกิน 50 คนสูงสุด ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Linux Foundation Research)

AI ลดเวลางานโอเพนซอร์สได้แค่ไหน

ผู้ตอบที่ใช้ Generative AI ประเมินเวลาทำงานแต่ละประเภทก่อนและหลังเริ่มใช้ AI ผลคือเวลาลดลงทั้ง 6 กิจกรรมที่วัด กิจกรรมที่รายงานตัวเลขไว้ในเนื้อหา ได้แก่

  • เขียนโค้ด ลดลง 52%
  • รีวิวโค้ดและให้ความเห็น ลดลง 44%
  • อภิปรายทางเทคนิค ลดลง 20%
  • อภิปรายข้อเสนอการเปลี่ยนแปลง ลดลง 19%

ผู้ร่วมพัฒนาได้ประโยชน์ด้านเขียนโค้ดมากกว่า (ลดลง 58% เทียบกับ 49% ของผู้ดูแล) ส่วนผู้ดูแลประหยัดเวลาในงานพูดคุยมากกว่า เช่น อภิปรายข้อเสนอลดลง 26% เทียบกับ 7% ของผู้ร่วมพัฒนา อย่างไรก็ตาม 21% บอกว่างานที่ซับซ้อนสูงใช้เวลานานขึ้นเมื่อใช้ AI ส่วนเวลาที่ได้คืน 66% นำไปแก้หนี้ทางเทคนิค 63% ใช้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ และ 58% ใช้เรียนรู้ทักษะใหม่

กราฟแท่งเวลาทำงานโอเพนซอร์สที่ลดลงหลังใช้ AI: เขียนโค้ดลดลง 52% รีวิวโค้ด 44% อภิปรายทางเทคนิค 20% และอภิปรายข้อเสนอ 19%
เวลาทำงานที่ลดลงหลังใช้ Generative AI งานเขียนโค้ดลดลงมากที่สุด ส่วนงานอภิปรายลดลงน้อยกว่า ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Linux Foundation Research)

นโยบายรับมือ AI slop ของโครงการยังตามไม่ทัน

มีเพียง 35% ของโครงการที่มีนโยบายอนุญาตให้ใช้ AI อย่างเป็นทางการ 32% ไม่มีนโยบายและไม่มีแผนจะทำ 23% วางแผนจะออกนโยบาย และ 10% ห้ามส่งงานที่ใช้ AI ช่วย นโยบายที่มีอยู่ส่วนใหญ่เน้นการเปิดเผยการใช้ AI (76%) และความรับผิดชอบของผู้ส่งในการตรวจงานเอง (76%) แต่ครอบคลุมเรื่องไลเซนส์และลิขสิทธิ์เพียง 39%

ฝั่งผู้ส่งงาน 61% บอกว่าตรวจโค้ดที่ AI สร้างทีละบรรทัดและทดสอบการทำงานเต็มรูปแบบก่อนส่ง มีเพียง 5% ที่ตรวจน้อยหรือไม่ตรวจเลย แต่การเปิดเผยยังไม่สม่ำเสมอ 52% ระบุว่าใช้ AI ช่วย "เกือบทุกครั้ง" หรือ "ทุกครั้ง" ขณะที่ 19% ไม่เคยระบุ ฝั่งผู้ดูแลก็หันมาใช้ AI สู้กับ AI slop เช่น 58% ใช้ LLM อธิบายตรรกะของงานที่ส่งเข้ามา 48% ใช้ AI หาบั๊กเชิงตรรกะ แต่ 23% ยังไม่ใช้เครื่องมือ AI คัดกรองเลย

กราฟแท่งสถานะนโยบาย AI ของโครงการโอเพนซอร์ส: อนุญาตอย่างเป็นทางการ 35% ไม่มีนโยบาย 32% วางแผนจะออก 23% และห้ามใช้ 10%
สถานะนโยบาย AI ของโครงการโอเพนซอร์ส มีเพียงราว 1 ใน 3 ที่อนุญาตอย่างเป็นทางการ ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Linux Foundation Research)

ความไว้ใจในชุมชนและภาระการเป็นพี่เลี้ยง

ผู้ดูแล 71% เห็นด้วยว่า AI ช่วยลดอุปสรรคของคนที่อยากเข้ามาร่วมพัฒนา แต่ 53% ไม่เห็นด้วยว่า AI ทำให้ความไว้ใจในชุมชนดีขึ้น และ 46% บอกว่า AI ทำให้ผู้ร่วมพัฒนาใหม่ต้องการพี่เลี้ยงมากขึ้น เทียบกับ 32% ที่บอกว่าน้อยลง

Hilary Carter รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยของ Linux Foundation กล่าวว่าโครงการโอเพนซอร์สต้องออกแบบรองรับผู้ร่วมพัฒนาที่ใช้ AI ซึ่งมีมากขึ้น ไม่ใช่ตามแก้ทีหลัง ส่วน Adrianne Marcum จาก OpenSSF ระบุว่าการรักษาความปลอดภัยของโอเพนซอร์สเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และผู้ดูแลไม่ควรต้องแบกไว้คนเดียว

ข้อเสนอของรายงานต่อโครงการโอเพนซอร์ส

  • เขียนนโยบายการส่งงานและรายงานช่องโหว่ที่ใช้ AI ช่วยเป็นลายลักษณ์อักษร แทนการตัดสินเป็นกรณีไป
  • ให้ผู้ส่งเปิดเผยว่าใช้เครื่องมือ AI ใด และย้ายภาระมาที่ผู้ส่งด้วยการรับรองตนเอง ทดสอบ และอธิบายการเปลี่ยนแปลงก่อนส่ง
  • ทำให้การระบุ AI เป็นมาตรฐาน เช่น ใช้รูปแบบ "Assisted-by:" ในข้อความ commit แบบที่ Linux kernel ใช้
  • ใช้ AI ช่วยคัดกรอง สรุป และติดธงงานที่ส่งเข้ามาเพื่อลดภาระคนรีวิว
  • ลงทุนกับการเป็นพี่เลี้ยงให้คนหน้าใหม่ต่อไป และวางกติกาที่ต้อนรับคนใหม่โดยไม่ลดคุณภาพหรือความไว้ใจ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

ตัวเลข AI slop ชุดนี้ยืนยันสิ่งที่ผู้ดูแลหลายโครงการพูดมาตลอดปีที่ผ่านมา Daniel Stenberg ผู้นำโครงการ curl เขียนเมื่อ 14 กรกฎาคม 2025 ว่าราว 20% ของรายงานช่องโหว่ที่ curl ได้รับในปี 2025 เป็น AI slop และจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมมีเพียงราว 5% ที่เป็นช่องโหว่จริง แต่รายงานของ LF อ้างโพสต์ของเขาเมื่อเมษายน 2026 ว่า curl เลิกได้รับรายงานแบบ AI slop แล้ว และได้รายงานคุณภาพดีที่ทำด้วย AI มากขึ้นแทน รายงานมองว่าเมื่อโมเดลเก่งขึ้นและโครงการแสดงจุดยืนชัด AI slop ก็ลดลงได้

สำหรับองค์กรที่ใช้ไลบรารีโอเพนซอร์ส เวลาของผู้ดูแลคือคอขวดของการแก้บั๊กและออกแพตช์ ขณะที่เครื่องมืออย่าง OpenCode 2.0 ที่รันเอเจนต์เขียนโค้ดเป็นบริการเบื้องหลัง ทำให้การสร้าง pull request ทำได้เร็วขึ้นอีก

ผลต่อองค์กรไทยและทีมพัฒนา

  • ตั้งนโยบาย AI สำหรับ repository ของตัวเอง ทั้งระบบภายในและโครงการที่เปิดเป็นโอเพนซอร์ส กำหนดให้ระบุการใช้ AI และแนบผลทดสอบทุกครั้ง
  • ตรวจกติกาของโครงการก่อนส่งงานขึ้น upstream เพราะ 10% ของโครงการห้ามงานที่ใช้ AI ช่วย อ่าน CONTRIBUTING หรือนโยบาย AI ของโครงการก่อน และให้คนในทีมตรวจและทดสอบโค้ดเองก่อนส่ง
  • ใส่ trailer "Assisted-by:" ในข้อความ commit เพื่อให้ผู้รีวิวรู้ว่างานใดใช้ AI ช่วย และไม่ถูกเหมารวมว่าเป็น AI slop
  • ให้ทีมกฎหมายดูเรื่องลิขสิทธิ์ รายงานระบุว่าในหลายเขตอำนาจ รวมถึงสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ งานที่ AI สร้างทั้งหมดโดยไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ขณะที่นโยบายของโครงการครอบคลุมประเด็นนี้เพียง 39%
  • สนับสนุนผู้ดูแลโครงการที่องค์กรพึ่งพา ด้วยเวลาของวิศวกรหรือเงินทุน เพราะภาวะหมดไฟของผู้ดูแลคือความเสี่ยงของซอฟต์แวร์ที่องค์กรใช้อยู่

ติดตามข่าวโอเพนซอร์ส ไลเซนส์ และ supply chain ของซอฟต์แวร์เพิ่มเติมได้ที่หมวดซอฟต์แวร์

คำถามที่พบบ่อย

AI slop คืออะไรในโครงการโอเพนซอร์ส?

รายงานของ LF Research นิยาม AI slop ว่าเป็นงานที่สร้างด้วย AI คุณภาพต่ำซึ่งไม่น่าจะคุ้มกับเวลาที่ผู้ดูแลต้องใช้รีวิว เช่น pull request ที่ผู้ส่งไม่ได้ตรวจหรือทดสอบเอง ผู้ดูแลที่ตอบแบบสำรวจประเมินว่า AI slop คิดเป็นเฉลี่ย 25% ของ pull request ที่ส่งเข้ามา

ผลสำรวจ AI slop ของ Linux Foundation เก็บข้อมูลจากใคร?

เป็นแบบสำรวจออนไลน์ 45 ข้อ เก็บข้อมูลช่วงเมษายนถึงมิถุนายน 2026 ได้ผู้ตอบที่ผ่านเกณฑ์ 234 คน เป็นผู้ร่วมพัฒนา 206 คนและผู้ดูแลโครงการ 134 คน (หนึ่งคนเป็นได้ทั้งสองบทบาท) ค่าความคลาดเคลื่อน ±6.41% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผู้ตอบมาจากช่องทางของ Linux Foundation และพันธมิตร จึงไม่ใช่การสุ่มจากนักพัฒนาโอเพนซอร์สทั้งหมด

AI ช่วยให้งานโอเพนซอร์สเร็วขึ้นแค่ไหน?

ผู้ตอบที่ใช้ Generative AI ประเมินว่าเวลาเขียนโค้ดลดลงเฉลี่ย 52% รีวิวโค้ดลดลง 44% การอภิปรายทางเทคนิคลดลง 20% และการอภิปรายข้อเสนอลดลง 19% แต่ 21% บอกว่างานที่ซับซ้อนสูงใช้เวลานานขึ้น และ 66% นำเวลาที่ได้คืนไปแก้หนี้ทางเทคนิค

โครงการโอเพนซอร์สควรรับมือ AI slop อย่างไร?

รายงานแนะนำให้เขียนนโยบายการส่งงานที่ใช้ AI ช่วยให้ชัด ให้ผู้ส่งเปิดเผยการใช้ AI ทดสอบและอธิบายการเปลี่ยนแปลงก่อนส่ง ใช้รูปแบบ Assisted-by: ของ Linux kernel ในข้อความ commit ใช้ AI ช่วยคัดกรองงานที่เข้ามา และยังลงทุนกับการเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ร่วมพัฒนาใหม่ เพื่อลด AI slop โดยไม่ปิดประตูคนหน้าใหม่

แหล่งอ้างอิง

  1. New LF Research Survey Shows Generative AI Cuts Open Source Coding Time in Half, but 25% of Incoming Pull Requests are Considered AI Slop — The Linux Foundation
  2. Navigating Open Source Software Development in the Generative AI Era — Linux Foundation Research
  3. Navigating Open Source Software Development in the Generative AI Era (รายงานฉบับเต็ม PDF) — Linux Foundation Research
  4. Death by a thousand slops — Daniel Stenberg (curl)

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

บุคคล
Daniel Stenberg2
ประเทศและสถานที่
สหรัฐอเมริกา404
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
Linux45curl3
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ