ข้ามไปยังเนื้อหา
Healthอธิบาย

วัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) คืออะไร อาการ ทางเลือกการรักษา และสิ่งที่องค์กรช่วยได้

วัยหมดประจำเดือนมักเกิดช่วงอายุ 45–55 ปี ผู้หญิงไทยราว 65% มีอาการร้อนวูบวาบ สรุปอาการ ความเสี่ยงระยะยาว ทางเลือกรักษาตามแนวทางไทยปี 2026 และสิ่งที่นายจ้างทำได้

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 11 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
ภาพสรุปตัวเลขวัยหมดประจำเดือน: ผู้หญิงส่วนใหญ่หมดประจำเดือนเมื่ออายุ 45–55 ปีตาม WHO ผู้หญิงไทยวัยหมดระดูมีอาการร้อนวูบวาบ 65% เฉลี่ย 8.7 ครั้งต่อสัปดาห์ และอาการคงอยู่เฉลี่ย 7–10 ปี ตามแนวทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ
ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: WHO และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • วันวัยหมดประจำเดือนโลก 18 ตุลาคม 2026 สมาคมวัยหมดประจำเดือนนานาชาติ (IMS) ใช้หัวข้อ Chronic Pain At Midlife เรื่องอาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายได้ถึง 70%
  • WHO ระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่หมดประจำเดือนเมื่ออายุ 45–55 ปี และนับว่าหมดประจำเดือนเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือน
  • แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ เลขที่ GY 69-040 (อนุมัติ 19 มิถุนายน 2569) ระบุว่าผู้หญิงไทยวัยหมดระดูมีอาการร้อนวูบวาบราว 65% และอาการคงอยู่เฉลี่ย 7–10 ปี
  • FDA สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2025 เริ่มถอดคำเตือนกรอบดำเรื่องโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม และภาวะสมองเสื่อมออกจากฉลากฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือน แต่คงคำเตือนมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับเอสโตรเจนเดี่ยว
  • สหราชอาณาจักรให้นายจ้างที่มีพนักงาน 250 คนขึ้นไป ทำแผนปฏิบัติการที่ต้องมีมาตรการดูแลพนักงานวัยหมดประจำเดือนอย่างน้อย 1 ข้อ แบบสมัครใจก่อน และจะบังคับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2027 หากกฎหมายผ่าน

วัยหมดประจำเดือน (วัยหมดระดู, menopause) คือช่วงที่รังไข่หยุดทำงานและประจำเดือนหยุดถาวร นับว่าหมดประจำเดือนเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือน องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงนี้เมื่ออายุ 45–55 ปี และแนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ปี 2569 อ้างการศึกษาว่าผู้หญิงไทยวัยนี้มีอาการร้อนวูบวาบราว 65%

วันที่ 18 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันวัยหมดประจำเดือนโลก (World Menopause Day) ซึ่งสมาคมวัยหมดประจำเดือนนานาชาติ (International Menopause Society: IMS) ริเริ่มในปี 2009 และเป็นผู้เลือกหัวข้อประจำปี ปี 2026 ใช้หัวข้อ "Chronic Pain At Midlife: From recognition to evidence-based care" ว่าด้วยอาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน ศ.รอสเซลลา นัปปี (Rossella Nappi) นายกสมาคม IMS ระบุว่าอาการปวดของผู้หญิงมักถูกมองข้ามและถูกตีตราว่าเป็นเรื่องอารมณ์แทนที่จะได้รับการตรวจรักษาอย่างจริงจัง (กรมอนามัยเรียกวันนี้ว่า "วันสตรีวัยทองโลก")

หน้าปกเอกสารข้อเท็จจริงวันวัยหมดประจำเดือนโลก 2026 ของ International Menopause Society หัวข้อ Chronic Pain At Midlife พร้อมตราสัญลักษณ์ World Menopause Day 18 ตุลาคม
เอกสารข้อเท็จจริงของ IMS สำหรับวันวัยหมดประจำเดือนโลก 2026 หัวข้อ Chronic Pain At Midlife ภาพ: International Menopause Society

หมดประจำเดือนคืออะไร และเกิดเมื่อไร

WHO อธิบายว่าวัยหมดประจำเดือนเกิดจากรังไข่หยุดสร้างไข่และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดลดลง การเปลี่ยนผ่านมักค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากรอบเดือนที่เปลี่ยนไป แล้วจึงหยุด

ระยะ ลักษณะ อ้างอิง
วัยใกล้หมดประจำเดือน (perimenopause) ตั้งแต่เริ่มมีอาการหรือรอบเดือนเปลี่ยน จนถึง 1 ปีหลังประจำเดือนครั้งสุดท้าย อาจกินเวลาหลายปี WHO
ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงต้น รอบเดือนแปรปรวน ความยาวรอบต่างกันเกิน 7 วัน ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ
ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงปลาย ประจำเดือนห่างกันตั้งแต่ 60 วันขึ้นไป ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ
หมดประจำเดือน (menopause) ไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือน โดยไม่มีสาเหตุอื่น WHO
หมดประจำเดือนก่อนวัย เกิดก่อนอายุ 40 ปี WHO

การหมดประจำเดือนยังเกิดจากการผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้าง การฉายรังสี หรือเคมีบำบัดได้ WHO เตือนว่าในวัยใกล้หมดประจำเดือนยังตั้งครรภ์ได้ จึงแนะนำให้คุมกำเนิดจนกว่าจะไม่มีประจำเดือนครบ 12 เดือน

อาการวัยหมดประจำเดือนที่พบบ่อย

เอกสารข้อเท็จจริงของ WHO ระบุอาการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ร้อนวูบวาบที่ใบหน้า คอ และหน้าอก มักมีเหงื่อออก ใจสั่น และอาจนานหลายนาที รวมถึงเหงื่อออกกลางคืน
  • รอบเดือนเปลี่ยนทั้งความถี่และปริมาณ จนหยุดไป
  • ช่องคลอดแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • นอนไม่หลับ
  • อารมณ์เปลี่ยน ซึมเศร้า และวิตกกังวล

แต่ละคนมีอาการต่างกันมาก บางคนแทบไม่มีอาการ บางคนมีอาการรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวันและเป็นอยู่หลายปี

อาการร้อนวูบวาบ (vasomotor symptoms) เป็นอาการเด่น แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เลขที่ GY 69-040 ซึ่งอนุมัติเมื่อ 19 มิถุนายน 2569 อ้างการศึกษาในผู้หญิงไทยวัยหมดระดูว่าพบอาการนี้ราว 65% เกิดเฉลี่ย 8.7 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งนาน 1–5 นาที และคงอยู่เฉลี่ย 7–10 ปี แนวทางยังระบุว่าอาการเหล่านี้มักถูกรายงานต่ำกว่าจริง ซึ่งอาจเป็นเพราะทัศนคติที่มองว่าอาการร้อนวูบวาบเป็นส่วนหนึ่งของความชรา ส่วน FDA สหรัฐฯ ระบุว่าอาการร้อนวูบวาบเกิดกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนราว 80% ตัวเลขต่างกันตามประชากรและวิธีศึกษา

หน้าแรกของแนวทางเวชปฏิบัติราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่องการดูแลรักษาอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยหมดระดู เอกสารหมายเลข GY 69-040 อนุมัติ 19 มิถุนายน 2569
แนวทางเวชปฏิบัติ GY 69-040 ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยหมดระดู อนุมัติ 19 มิถุนายน 2569 ภาพ: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย

ปวดเรื้อรังวัยกลางคน หัวข้อวันวัยหมดประจำเดือนโลก 2026

เอกสารข้อเท็จจริงของ IMS ที่สรุปจาก White Paper ปี 2026 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Climacteric ระบุว่า

  • ผู้หญิงมีโอกาสปวดเรื้อรังมากกว่าผู้ชายได้ถึง 70%
  • ผู้หญิงเกือบ 3 ใน 4 มีอาการปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อในวัยใกล้หมดประจำเดือน
  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายราว 3 เท่า
  • ไมเกรนเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของภาวะทุพพลภาพในผู้หญิงอายุ 15–49 ปี

อาการปวดเรื้อรังหมายถึงปวดต่อเนื่องหรือเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 3 เดือน ที่พบบ่อยในวัยนี้คือปวดข้อและกล้ามเนื้อพร้อมข้อฝืดตอนเช้า ไมเกรนที่ถี่หรือรุนแรงขึ้นก่อนหมดประจำเดือน ปวดอุ้งเชิงกรานหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และปวดหลายที่พร้อมอ่อนเพลีย IMS อธิบายว่าเอสโตรเจนที่ลดลงกระทบเส้นประสาท ข้อ กล้ามเนื้อ และวิธีที่สมองประมวลสัญญาณปวด ขณะที่การนอนไม่พอ อารมณ์หม่น และอาการร้อนวูบวาบทำให้ปวดมากขึ้น

IMS ระบุว่าฮอร์โมนบำบัดบรรเทาอาการวัยหมดประจำเดือนได้หลายอย่าง แต่หลักฐานยังไม่ชี้ว่ารักษาอาการปวดข้อหรือกล้ามเนื้อได้อย่างแน่นอนเมื่อใช้เดี่ยว ๆ กายภาพบำบัด การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) และการออกกำลังกายโดยเฉพาะแบบสร้างความแข็งแรงช่วยได้ และเตือนให้ระวังผลิตภัณฑ์ "มหัศจรรย์" ทางออนไลน์ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

ความเสี่ยงระยะยาวหลังหมดประจำเดือน

WHO ระบุว่าเมื่อเอสโตรเจนลดลงมาก ข้อได้เปรียบเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ผู้หญิงเคยมีเหนือผู้ชายจะค่อย ๆ หายไป การสูญเสียมวลกระดูกช่วงนี้เป็นปัจจัยสำคัญของโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก และโครงสร้างที่พยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานอาจอ่อนแอลงจนเสี่ยงอวัยวะหย่อน

แนวทางของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยปี 2023 อ้างงานวิจัยว่าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปีเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าผู้ที่หมดประจำเดือนหลังอายุ 45 ปี 1.2–1.5 เท่า ส่วนแนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ระบุว่าอาการร้อนวูบวาบสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มอาการเมตาบอลิก เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันพอกตับ และกระดูกพรุน

ในไทย บอร์ด สปสช. มีมติเมื่อ 1 ธันวาคม 2568 กำหนดอัตราจ่ายบริการคัดกรองโรคกระดูกพรุนในสิทธิบัตรทองสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือนหรืออายุ 60 ปีขึ้นไป ทุก 5 ปี โดยประเมินความเสี่ยงกระดูกหักด้วยเครื่องมือ FRAX ก่อน และตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA เมื่อความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักตั้งแต่ 3% ขึ้นไป

ฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือน ใครใช้ได้ ใครไม่ควรใช้

ฮอร์โมนบำบัด (Menopausal Hormone Therapy: MHT หรือ HRT) คือการให้เอสโตรเจน ร่วมกับโปรเจสโตเจนในผู้ที่ยังมีมดลูก เพื่อป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ แนะนำให้พิจารณาในผู้ที่มีอาการร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรง และระบุว่าลดความถี่ของอาการได้ราว 75% ภายใน 4 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยาหลอก

แนวทางของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยปี 2023 ระบุว่า MHT ยังเป็นการรักษาที่ได้ผลที่สุดสำหรับอาการร้อนวูบวาบและอาการทางช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและกระดูกหัก แต่ความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นในผู้ที่เริ่มใช้หลังอายุ 60 ปี ข้อห้ามเด็ดขาด ได้แก่ เคยเป็นมะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ยังไม่ทราบสาเหตุ เคยมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำหรือปอด และโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด

ฝั่งสหรัฐฯ FDA ประกาศเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2025 ว่าเริ่มถอดคำเตือนกรอบดำ (boxed warning) เรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งเต้านม และภาวะสมองเสื่อม ออกจากฉลากฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือน แต่ยังคงคำเตือนมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับเอสโตรเจนเดี่ยวชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และฉลากจะแนะนำให้เริ่มฮอร์โมนชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือนหรือก่อนอายุ 60 ปี การตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ต้องทำร่วมกับแพทย์ทุกกรณี

ทางเลือกที่ไม่ใช้ฮอร์โมน

แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ให้ใช้ทางเลือกนี้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมน เช่น เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือผู้ที่ไม่ต้องการใช้ฮอร์โมน และแนะนำให้ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปเริ่มจากยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนหรือการรักษาทางเลือก

  • ยาที่ อย. ขึ้นทะเบียนสำหรับอาการร้อนวูบวาบ มี 2 ตัวตามแนวทางนี้ คือ fezolinetant ยากลุ่มต้านตัวรับนิวโรไคนิน-3 (NK3) ซึ่ง FDA อนุมัติเมื่อ 12 พฤษภาคม 2023 และ EMA อนุมัติเมื่อ 7 ธันวาคม 2023 สำหรับอาการร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรง โดย FDA เพิ่มคำเตือนกรอบดำเมื่อ 16 ธันวาคม 2024 เรื่องตับอักเสบรุนแรงที่พบได้น้อย จึงต้องตรวจการทำงานของตับ และ desvenlafaxine ยากลุ่ม SNRI
  • ยาอื่นที่มีหลักฐาน เช่น ยากลุ่ม SSRI และ SNRI บางตัว (paroxetine ได้รับอนุมัติจาก FDA สำหรับอาการนี้) gabapentin และ oxybutynin
  • การรักษาที่ไม่ใช้ยา การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้แม้ไม่ลดจำนวนครั้งของอาการ การฝึกสติแบบ MBSR และการสะกดจิตบำบัดโดยผู้ที่ได้รับการรับรอง
  • สมุนไพรและอาหารเสริม หลักฐานยังจำกัด ใช้เป็นทางเสริมเท่านั้น และแนวทางไม่แนะนำ evening primrose oil, red clover, ตังกุย, โสม, wild yam และสารสกัดเมล็ดแฟลกซ์

ทุกคนเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรม เช่น เลี่ยงอาหารเผ็ด แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และอากาศร้อน ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศดี ออกกำลังกายแบบแอโรบิก และลดน้ำหนักตั้งแต่ 10% ของน้ำหนักตัว ซึ่งได้ผลชัดโดยเฉพาะในผู้ที่ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

สรุปทางเลือกการรักษาอาการร้อนวูบวาบตามแนวทางไทย

ทางเลือก เหมาะกับ สิ่งที่ต้องรู้
ปรับพฤติกรรม ทุกคน โดยเฉพาะอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง เห็นผลค่อยเป็นค่อยไป
ฮอร์โมนบำบัด (MHT) อาการปานกลางถึงรุนแรง ไม่มีข้อห้าม มีมดลูกต้องได้โปรเจสโตเจนด้วย ความเสี่ยงหัวใจสูงขึ้นถ้าเริ่มหลังอายุ 60 ปี
ยาไม่ใช่ฮอร์โมนที่ อย. ขึ้นทะเบียน มีข้อห้ามหรือไม่ต้องการฮอร์โมน fezolinetant ต้องตรวจการทำงานของตับ
ยาไม่ใช่ฮอร์โมนอื่น มีข้อห้ามหรือไม่ต้องการฮอร์โมน แพทย์เลือกตามโรคร่วมและยาที่ใช้อยู่
CBT ฝึกสติ สะกดจิต ไม่ต้องการใช้ยา ช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตและการนอน

ที่มา: แนวทาง GY 69-040 ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ (2569) และแนวทาง MHT ของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย (2023) แนวทางแนะนำให้ติดตามผล 6–12 สัปดาห์หลังเริ่มรักษา และทบทวนแผนทุก 6–12 เดือน

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • อาการร้อนวูบวาบหรือเหงื่อออกกลางคืนรบกวนการนอน อารมณ์ หรือการทำงาน ซึ่งราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ จัดเป็นระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • มีอาการวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน แม้เพียงเล็กน้อยหรือครั้งเดียว NHS ของสหราชอาณาจักรระบุว่ามักไม่ร้ายแรง แต่ต้องตรวจเพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง
  • อาการปวดเกิดใหม่ เปลี่ยนไปจนน่ากังวล หรือทำให้ทำสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ได้ ตามคำแนะนำของ IMS
  • อาการร้อนวูบวาบมาพร้อมใจสั่น น้ำหนักลด มือสั่น หรือไข้ ซึ่งแนวทางของราชวิทยาลัยฯ ให้แยกโรคอื่น เช่น ไทรอยด์เป็นพิษหรือการติดเชื้อ
  • อารมณ์เศร้าหรือวิตกกังวลต่อเนื่อง ปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

กรมอนามัยระบุว่าหากอาการรุนแรงขึ้นหรือกระทบชีวิตประจำวัน ให้เข้ารับบริการที่คลินิกวัยทองหรือคลินิกส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งให้คำปรึกษาและตรวจร่างกาย เช่น ความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด ความหนาแน่นของกระดูก และคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม

ผลต่อองค์กรและฝ่ายบุคคล

แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ระบุว่าอาการร้อนวูบวาบรบกวนการนอน อารมณ์ และประสิทธิภาพการทำงาน และส่งผลทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพที่หายไป

ประเทศที่วางแนวทางชัดที่สุดคือสหราชอาณาจักร สำนักงานความเท่าเทียมและโอกาส (Office for Equality and Opportunity) ให้นายจ้างที่มีพนักงาน 250 คนขึ้นไปจัดทำแผนปฏิบัติการคู่กับข้อมูลช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ ซึ่งต้องมีมาตรการดูแลพนักงานวัยหมดประจำเดือนอย่างน้อย 1 ข้อ ตอนนี้เป็นแบบสมัครใจ และจะบังคับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2027 หากกฎหมายผ่าน แนวทางเรื่องการปรับงานที่ออกเมื่อ 4 มีนาคม 2026 อ้างงานวิจัยของ Fawcett Society ปี 2022 ว่าผู้หญิง 1 ใน 10 ที่ทำงานช่วงหมดประจำเดือนลาออกเพราะอาการ และแนะนำให้

  • ให้เวลาทำงานยืดหยุ่น และทำงานจากบ้านเมื่อทำได้
  • ให้พักได้เมื่อจำเป็น และมีพื้นที่พักส่วนตัว
  • ให้ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เช่น พัดลม โต๊ะใกล้หน้าต่าง หรือเก้าอี้ตามหลักการยศาสตร์
  • ใช้การปรึกษาแบบเป็นความลับหรือแบบสำรวจนิรนามเพื่อรู้ความต้องการ และอบรม HR กับหัวหน้างานให้คุยเรื่องนี้ได้
  • ตอบคำขอให้เร็ว เช่น ภายใน 10 วันทำการ ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และทบทวนสม่ำเสมอ
หน้าแนวทาง Offer workplace adjustments for employees experiencing menopause ของ Office for Equality and Opportunity บน GOV.UK เผยแพร่ 4 มีนาคม 2026
แนวทางการปรับงานสำหรับพนักงานวัยหมดประจำเดือนของรัฐบาลสหราชอาณาจักร เผยแพร่ 4 มีนาคม 2026 ภาพ: Office for Equality and Opportunity / GOV.UK (ภาพหน้าจอ)

ณ วันที่เขียน THAI DATA ยังไม่พบแนวทางของหน่วยงานไทยที่ว่าด้วยวัยหมดประจำเดือนในที่ทำงานโดยตรง องค์กรไทยนำมาตรการข้างต้นมาปรับใช้ได้ และควรระวังการเก็บข้อมูลสุขภาพของพนักงาน ซึ่งแนวทางของสหราชอาณาจักรเตือนว่าเป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ

สิ่งที่ควรทำ

  1. จดอาการ ความถี่ของอาการร้อนวูบวาบ การนอน อารมณ์ และอาการปวด ก่อนไปพบแพทย์ จะช่วยให้ประเมินความรุนแรงได้ตรงขึ้น
  2. คุยกับแพทย์เรื่องทางเลือกทั้งแบบฮอร์โมนและไม่ใช่ฮอร์โมน พร้อมแจ้งประวัติมะเร็งเต้านม ลิ่มเลือด โรคหัวใจ และยาที่ใช้อยู่ ไม่ซื้อฮอร์โมนหรือผลิตภัณฑ์ "มหัศจรรย์" มาใช้เอง
  3. ดูแลร่างกายระยะยาว ออกกำลังกายสม่ำเสมอรวมถึงแบบสร้างความแข็งแรง งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และตรวจความดัน น้ำตาล ไขมัน และความเสี่ยงกระดูกพรุนตามสิทธิ
  4. ไปพบแพทย์ทันทีถ้ามีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน แม้เพียงครั้งเดียว
  5. ฝ่ายบุคคลเริ่มจากเรื่องที่ทำได้ทันที เช่น เวลาทำงานยืดหยุ่น พื้นที่พัก การควบคุมอุณหภูมิ และช่องทางขอปรับงานที่เป็นความลับ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล อ่านเรื่องสุขภาพผู้หญิงตามช่วงวัยเพิ่มเติมได้ที่หมวดสุขภาพผู้หญิง

คำถามที่พบบ่อย

หมดประจำเดือนเมื่ออายุเท่าไร และรู้ได้อย่างไรว่าหมดแล้ว?

องค์การอนามัยโลกระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่หมดประจำเดือนเมื่ออายุ 45–55 ปี และถือว่าหมดประจำเดือนตามธรรมชาติเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือนโดยไม่มีสาเหตุอื่น ช่วงก่อนหน้านั้นเรียกว่าวัยใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งอาจกินเวลาหลายปีและยังตั้งครรภ์ได้

อาการวัยหมดประจำเดือนที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

อาการที่พบบ่อยในวัยหมดประจำเดือน ได้แก่ ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ช่องคลอดแห้งหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้าหรือวิตกกังวล และอาการปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ แต่ละคนมีอาการต่างกันมาก บางคนแทบไม่มีอาการ

ฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือนปลอดภัยหรือไม่?

แนวทางของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยปี 2023 ระบุว่าฮอร์โมนบำบัดยังเป็นการรักษาอาการร้อนวูบวาบที่ได้ผลที่สุด และความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มใช้หลังอายุ 60 ปี ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุ เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ห้ามใช้ การตัดสินใจต้องทำร่วมกับแพทย์

ถ้าใช้ฮอร์โมนไม่ได้ มีทางเลือกอื่นรักษาอาการร้อนวูบวาบไหม?

มี แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ปี 2569 ระบุยาไม่ใช่ฮอร์โมนที่ อย. ขึ้นทะเบียนสำหรับอาการร้อนวูบวาบ 2 ตัว คือ fezolinetant และ desvenlafaxine รวมถึงยาอื่นที่มีหลักฐาน การบำบัดความคิดและพฤติกรรม การฝึกสติ และการปรับพฤติกรรม ส่วนสมุนไพรหลายชนิดยังไม่มีหลักฐานพอ

นายจ้างช่วยพนักงานวัยหมดประจำเดือนได้อย่างไร?

แนวทางของรัฐบาลสหราชอาณาจักรปี 2026 แนะนำให้นายจ้างปรับงานรายบุคคล เช่น เวลาทำงานยืดหยุ่น ทำงานจากบ้านเมื่อทำได้ ให้พักได้เมื่อจำเป็น มีพื้นที่พักส่วนตัว ให้ควบคุมอุณหภูมิหรือมีพัดลมที่โต๊ะ และอบรมหัวหน้างานให้คุยเรื่องนี้ได้ โดยตอบคำขอให้เร็ว เช่น ภายใน 10 วันทำการ

แหล่งอ้างอิง

  1. World Menopause Day 2026: Chronic Pain At Midlife — International Menopause Society
  2. แนวทางเวชปฏิบัติ เรื่อง การดูแลรักษาอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยหมดระดู (GY 69-040) — ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
  3. Menopause — World Health Organization
  4. HHS Advances Women’s Health, Removes Misleading FDA Warnings on Hormone Replacement Therapy — U.S. Food and Drug Administration
  5. Offer workplace adjustments for employees experiencing menopause — Office for Equality and Opportunity (UK)
  6. Summary of the 2023 Thai Menopause Society Clinical Practice Guideline on Menopausal Hormone Therapy — Journal of Menopausal Medicine (สมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย)

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

องค์กรและบริษัท
WHO11
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ