วัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) คืออะไร อาการ ทางเลือกการรักษา และสิ่งที่องค์กรช่วยได้
วัยหมดประจำเดือนมักเกิดช่วงอายุ 45–55 ปี ผู้หญิงไทยราว 65% มีอาการร้อนวูบวาบ สรุปอาการ ความเสี่ยงระยะยาว ทางเลือกรักษาตามแนวทางไทยปี 2026 และสิ่งที่นายจ้างทำได้
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 11 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- วันวัยหมดประจำเดือนโลก 18 ตุลาคม 2026 สมาคมวัยหมดประจำเดือนนานาชาติ (IMS) ใช้หัวข้อ Chronic Pain At Midlife เรื่องอาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายได้ถึง 70%
- WHO ระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่หมดประจำเดือนเมื่ออายุ 45–55 ปี และนับว่าหมดประจำเดือนเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือน
- แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ เลขที่ GY 69-040 (อนุมัติ 19 มิถุนายน 2569) ระบุว่าผู้หญิงไทยวัยหมดระดูมีอาการร้อนวูบวาบราว 65% และอาการคงอยู่เฉลี่ย 7–10 ปี
- FDA สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2025 เริ่มถอดคำเตือนกรอบดำเรื่องโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม และภาวะสมองเสื่อมออกจากฉลากฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือน แต่คงคำเตือนมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับเอสโตรเจนเดี่ยว
- สหราชอาณาจักรให้นายจ้างที่มีพนักงาน 250 คนขึ้นไป ทำแผนปฏิบัติการที่ต้องมีมาตรการดูแลพนักงานวัยหมดประจำเดือนอย่างน้อย 1 ข้อ แบบสมัครใจก่อน และจะบังคับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2027 หากกฎหมายผ่าน
วัยหมดประจำเดือน (วัยหมดระดู, menopause) คือช่วงที่รังไข่หยุดทำงานและประจำเดือนหยุดถาวร นับว่าหมดประจำเดือนเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือน องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงนี้เมื่ออายุ 45–55 ปี และแนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ปี 2569 อ้างการศึกษาว่าผู้หญิงไทยวัยนี้มีอาการร้อนวูบวาบราว 65%
วันที่ 18 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันวัยหมดประจำเดือนโลก (World Menopause Day) ซึ่งสมาคมวัยหมดประจำเดือนนานาชาติ (International Menopause Society: IMS) ริเริ่มในปี 2009 และเป็นผู้เลือกหัวข้อประจำปี ปี 2026 ใช้หัวข้อ "Chronic Pain At Midlife: From recognition to evidence-based care" ว่าด้วยอาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน ศ.รอสเซลลา นัปปี (Rossella Nappi) นายกสมาคม IMS ระบุว่าอาการปวดของผู้หญิงมักถูกมองข้ามและถูกตีตราว่าเป็นเรื่องอารมณ์แทนที่จะได้รับการตรวจรักษาอย่างจริงจัง (กรมอนามัยเรียกวันนี้ว่า "วันสตรีวัยทองโลก")

หมดประจำเดือนคืออะไร และเกิดเมื่อไร
WHO อธิบายว่าวัยหมดประจำเดือนเกิดจากรังไข่หยุดสร้างไข่และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดลดลง การเปลี่ยนผ่านมักค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากรอบเดือนที่เปลี่ยนไป แล้วจึงหยุด
| ระยะ | ลักษณะ | อ้างอิง |
|---|---|---|
| วัยใกล้หมดประจำเดือน (perimenopause) | ตั้งแต่เริ่มมีอาการหรือรอบเดือนเปลี่ยน จนถึง 1 ปีหลังประจำเดือนครั้งสุดท้าย อาจกินเวลาหลายปี | WHO |
| ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงต้น | รอบเดือนแปรปรวน ความยาวรอบต่างกันเกิน 7 วัน | ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ |
| ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงปลาย | ประจำเดือนห่างกันตั้งแต่ 60 วันขึ้นไป | ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ |
| หมดประจำเดือน (menopause) | ไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือน โดยไม่มีสาเหตุอื่น | WHO |
| หมดประจำเดือนก่อนวัย | เกิดก่อนอายุ 40 ปี | WHO |
การหมดประจำเดือนยังเกิดจากการผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้าง การฉายรังสี หรือเคมีบำบัดได้ WHO เตือนว่าในวัยใกล้หมดประจำเดือนยังตั้งครรภ์ได้ จึงแนะนำให้คุมกำเนิดจนกว่าจะไม่มีประจำเดือนครบ 12 เดือน
อาการวัยหมดประจำเดือนที่พบบ่อย
เอกสารข้อเท็จจริงของ WHO ระบุอาการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- ร้อนวูบวาบที่ใบหน้า คอ และหน้าอก มักมีเหงื่อออก ใจสั่น และอาจนานหลายนาที รวมถึงเหงื่อออกกลางคืน
- รอบเดือนเปลี่ยนทั้งความถี่และปริมาณ จนหยุดไป
- ช่องคลอดแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- นอนไม่หลับ
- อารมณ์เปลี่ยน ซึมเศร้า และวิตกกังวล
แต่ละคนมีอาการต่างกันมาก บางคนแทบไม่มีอาการ บางคนมีอาการรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวันและเป็นอยู่หลายปี
อาการร้อนวูบวาบ (vasomotor symptoms) เป็นอาการเด่น แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เลขที่ GY 69-040 ซึ่งอนุมัติเมื่อ 19 มิถุนายน 2569 อ้างการศึกษาในผู้หญิงไทยวัยหมดระดูว่าพบอาการนี้ราว 65% เกิดเฉลี่ย 8.7 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งนาน 1–5 นาที และคงอยู่เฉลี่ย 7–10 ปี แนวทางยังระบุว่าอาการเหล่านี้มักถูกรายงานต่ำกว่าจริง ซึ่งอาจเป็นเพราะทัศนคติที่มองว่าอาการร้อนวูบวาบเป็นส่วนหนึ่งของความชรา ส่วน FDA สหรัฐฯ ระบุว่าอาการร้อนวูบวาบเกิดกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนราว 80% ตัวเลขต่างกันตามประชากรและวิธีศึกษา

ปวดเรื้อรังวัยกลางคน หัวข้อวันวัยหมดประจำเดือนโลก 2026
เอกสารข้อเท็จจริงของ IMS ที่สรุปจาก White Paper ปี 2026 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Climacteric ระบุว่า
- ผู้หญิงมีโอกาสปวดเรื้อรังมากกว่าผู้ชายได้ถึง 70%
- ผู้หญิงเกือบ 3 ใน 4 มีอาการปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อในวัยใกล้หมดประจำเดือน
- โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายราว 3 เท่า
- ไมเกรนเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของภาวะทุพพลภาพในผู้หญิงอายุ 15–49 ปี
อาการปวดเรื้อรังหมายถึงปวดต่อเนื่องหรือเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 3 เดือน ที่พบบ่อยในวัยนี้คือปวดข้อและกล้ามเนื้อพร้อมข้อฝืดตอนเช้า ไมเกรนที่ถี่หรือรุนแรงขึ้นก่อนหมดประจำเดือน ปวดอุ้งเชิงกรานหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และปวดหลายที่พร้อมอ่อนเพลีย IMS อธิบายว่าเอสโตรเจนที่ลดลงกระทบเส้นประสาท ข้อ กล้ามเนื้อ และวิธีที่สมองประมวลสัญญาณปวด ขณะที่การนอนไม่พอ อารมณ์หม่น และอาการร้อนวูบวาบทำให้ปวดมากขึ้น
IMS ระบุว่าฮอร์โมนบำบัดบรรเทาอาการวัยหมดประจำเดือนได้หลายอย่าง แต่หลักฐานยังไม่ชี้ว่ารักษาอาการปวดข้อหรือกล้ามเนื้อได้อย่างแน่นอนเมื่อใช้เดี่ยว ๆ กายภาพบำบัด การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) และการออกกำลังกายโดยเฉพาะแบบสร้างความแข็งแรงช่วยได้ และเตือนให้ระวังผลิตภัณฑ์ "มหัศจรรย์" ทางออนไลน์ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ
ความเสี่ยงระยะยาวหลังหมดประจำเดือน
WHO ระบุว่าเมื่อเอสโตรเจนลดลงมาก ข้อได้เปรียบเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ผู้หญิงเคยมีเหนือผู้ชายจะค่อย ๆ หายไป การสูญเสียมวลกระดูกช่วงนี้เป็นปัจจัยสำคัญของโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก และโครงสร้างที่พยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานอาจอ่อนแอลงจนเสี่ยงอวัยวะหย่อน
แนวทางของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยปี 2023 อ้างงานวิจัยว่าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปีเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าผู้ที่หมดประจำเดือนหลังอายุ 45 ปี 1.2–1.5 เท่า ส่วนแนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ระบุว่าอาการร้อนวูบวาบสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มอาการเมตาบอลิก เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันพอกตับ และกระดูกพรุน
ในไทย บอร์ด สปสช. มีมติเมื่อ 1 ธันวาคม 2568 กำหนดอัตราจ่ายบริการคัดกรองโรคกระดูกพรุนในสิทธิบัตรทองสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือนหรืออายุ 60 ปีขึ้นไป ทุก 5 ปี โดยประเมินความเสี่ยงกระดูกหักด้วยเครื่องมือ FRAX ก่อน และตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA เมื่อความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักตั้งแต่ 3% ขึ้นไป
ฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือน ใครใช้ได้ ใครไม่ควรใช้
ฮอร์โมนบำบัด (Menopausal Hormone Therapy: MHT หรือ HRT) คือการให้เอสโตรเจน ร่วมกับโปรเจสโตเจนในผู้ที่ยังมีมดลูก เพื่อป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ แนะนำให้พิจารณาในผู้ที่มีอาการร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรง และระบุว่าลดความถี่ของอาการได้ราว 75% ภายใน 4 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยาหลอก
แนวทางของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยปี 2023 ระบุว่า MHT ยังเป็นการรักษาที่ได้ผลที่สุดสำหรับอาการร้อนวูบวาบและอาการทางช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและกระดูกหัก แต่ความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นในผู้ที่เริ่มใช้หลังอายุ 60 ปี ข้อห้ามเด็ดขาด ได้แก่ เคยเป็นมะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ยังไม่ทราบสาเหตุ เคยมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำหรือปอด และโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด
ฝั่งสหรัฐฯ FDA ประกาศเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2025 ว่าเริ่มถอดคำเตือนกรอบดำ (boxed warning) เรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งเต้านม และภาวะสมองเสื่อม ออกจากฉลากฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือน แต่ยังคงคำเตือนมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับเอสโตรเจนเดี่ยวชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และฉลากจะแนะนำให้เริ่มฮอร์โมนชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือนหรือก่อนอายุ 60 ปี การตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ต้องทำร่วมกับแพทย์ทุกกรณี
ทางเลือกที่ไม่ใช้ฮอร์โมน
แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ให้ใช้ทางเลือกนี้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมน เช่น เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือผู้ที่ไม่ต้องการใช้ฮอร์โมน และแนะนำให้ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปเริ่มจากยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนหรือการรักษาทางเลือก
- ยาที่ อย. ขึ้นทะเบียนสำหรับอาการร้อนวูบวาบ มี 2 ตัวตามแนวทางนี้ คือ fezolinetant ยากลุ่มต้านตัวรับนิวโรไคนิน-3 (NK3) ซึ่ง FDA อนุมัติเมื่อ 12 พฤษภาคม 2023 และ EMA อนุมัติเมื่อ 7 ธันวาคม 2023 สำหรับอาการร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรง โดย FDA เพิ่มคำเตือนกรอบดำเมื่อ 16 ธันวาคม 2024 เรื่องตับอักเสบรุนแรงที่พบได้น้อย จึงต้องตรวจการทำงานของตับ และ desvenlafaxine ยากลุ่ม SNRI
- ยาอื่นที่มีหลักฐาน เช่น ยากลุ่ม SSRI และ SNRI บางตัว (paroxetine ได้รับอนุมัติจาก FDA สำหรับอาการนี้) gabapentin และ oxybutynin
- การรักษาที่ไม่ใช้ยา การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้แม้ไม่ลดจำนวนครั้งของอาการ การฝึกสติแบบ MBSR และการสะกดจิตบำบัดโดยผู้ที่ได้รับการรับรอง
- สมุนไพรและอาหารเสริม หลักฐานยังจำกัด ใช้เป็นทางเสริมเท่านั้น และแนวทางไม่แนะนำ evening primrose oil, red clover, ตังกุย, โสม, wild yam และสารสกัดเมล็ดแฟลกซ์
ทุกคนเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรม เช่น เลี่ยงอาหารเผ็ด แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และอากาศร้อน ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศดี ออกกำลังกายแบบแอโรบิก และลดน้ำหนักตั้งแต่ 10% ของน้ำหนักตัว ซึ่งได้ผลชัดโดยเฉพาะในผู้ที่ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป
สรุปทางเลือกการรักษาอาการร้อนวูบวาบตามแนวทางไทย
| ทางเลือก | เหมาะกับ | สิ่งที่ต้องรู้ |
|---|---|---|
| ปรับพฤติกรรม | ทุกคน โดยเฉพาะอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง | เห็นผลค่อยเป็นค่อยไป |
| ฮอร์โมนบำบัด (MHT) | อาการปานกลางถึงรุนแรง ไม่มีข้อห้าม | มีมดลูกต้องได้โปรเจสโตเจนด้วย ความเสี่ยงหัวใจสูงขึ้นถ้าเริ่มหลังอายุ 60 ปี |
| ยาไม่ใช่ฮอร์โมนที่ อย. ขึ้นทะเบียน | มีข้อห้ามหรือไม่ต้องการฮอร์โมน | fezolinetant ต้องตรวจการทำงานของตับ |
| ยาไม่ใช่ฮอร์โมนอื่น | มีข้อห้ามหรือไม่ต้องการฮอร์โมน | แพทย์เลือกตามโรคร่วมและยาที่ใช้อยู่ |
| CBT ฝึกสติ สะกดจิต | ไม่ต้องการใช้ยา | ช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตและการนอน |
ที่มา: แนวทาง GY 69-040 ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ (2569) และแนวทาง MHT ของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย (2023) แนวทางแนะนำให้ติดตามผล 6–12 สัปดาห์หลังเริ่มรักษา และทบทวนแผนทุก 6–12 เดือน
เมื่อไรควรพบแพทย์
- อาการร้อนวูบวาบหรือเหงื่อออกกลางคืนรบกวนการนอน อารมณ์ หรือการทำงาน ซึ่งราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ จัดเป็นระดับปานกลางถึงรุนแรง
- มีอาการวัยหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี
- มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน แม้เพียงเล็กน้อยหรือครั้งเดียว NHS ของสหราชอาณาจักรระบุว่ามักไม่ร้ายแรง แต่ต้องตรวจเพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง
- อาการปวดเกิดใหม่ เปลี่ยนไปจนน่ากังวล หรือทำให้ทำสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ได้ ตามคำแนะนำของ IMS
- อาการร้อนวูบวาบมาพร้อมใจสั่น น้ำหนักลด มือสั่น หรือไข้ ซึ่งแนวทางของราชวิทยาลัยฯ ให้แยกโรคอื่น เช่น ไทรอยด์เป็นพิษหรือการติดเชื้อ
- อารมณ์เศร้าหรือวิตกกังวลต่อเนื่อง ปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
กรมอนามัยระบุว่าหากอาการรุนแรงขึ้นหรือกระทบชีวิตประจำวัน ให้เข้ารับบริการที่คลินิกวัยทองหรือคลินิกส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งให้คำปรึกษาและตรวจร่างกาย เช่น ความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด ความหนาแน่นของกระดูก และคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม
ผลต่อองค์กรและฝ่ายบุคคล
แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ระบุว่าอาการร้อนวูบวาบรบกวนการนอน อารมณ์ และประสิทธิภาพการทำงาน และส่งผลทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพที่หายไป
ประเทศที่วางแนวทางชัดที่สุดคือสหราชอาณาจักร สำนักงานความเท่าเทียมและโอกาส (Office for Equality and Opportunity) ให้นายจ้างที่มีพนักงาน 250 คนขึ้นไปจัดทำแผนปฏิบัติการคู่กับข้อมูลช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ ซึ่งต้องมีมาตรการดูแลพนักงานวัยหมดประจำเดือนอย่างน้อย 1 ข้อ ตอนนี้เป็นแบบสมัครใจ และจะบังคับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2027 หากกฎหมายผ่าน แนวทางเรื่องการปรับงานที่ออกเมื่อ 4 มีนาคม 2026 อ้างงานวิจัยของ Fawcett Society ปี 2022 ว่าผู้หญิง 1 ใน 10 ที่ทำงานช่วงหมดประจำเดือนลาออกเพราะอาการ และแนะนำให้
- ให้เวลาทำงานยืดหยุ่น และทำงานจากบ้านเมื่อทำได้
- ให้พักได้เมื่อจำเป็น และมีพื้นที่พักส่วนตัว
- ให้ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เช่น พัดลม โต๊ะใกล้หน้าต่าง หรือเก้าอี้ตามหลักการยศาสตร์
- ใช้การปรึกษาแบบเป็นความลับหรือแบบสำรวจนิรนามเพื่อรู้ความต้องการ และอบรม HR กับหัวหน้างานให้คุยเรื่องนี้ได้
- ตอบคำขอให้เร็ว เช่น ภายใน 10 วันทำการ ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และทบทวนสม่ำเสมอ

ณ วันที่เขียน THAI DATA ยังไม่พบแนวทางของหน่วยงานไทยที่ว่าด้วยวัยหมดประจำเดือนในที่ทำงานโดยตรง องค์กรไทยนำมาตรการข้างต้นมาปรับใช้ได้ และควรระวังการเก็บข้อมูลสุขภาพของพนักงาน ซึ่งแนวทางของสหราชอาณาจักรเตือนว่าเป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ
สิ่งที่ควรทำ
- จดอาการ ความถี่ของอาการร้อนวูบวาบ การนอน อารมณ์ และอาการปวด ก่อนไปพบแพทย์ จะช่วยให้ประเมินความรุนแรงได้ตรงขึ้น
- คุยกับแพทย์เรื่องทางเลือกทั้งแบบฮอร์โมนและไม่ใช่ฮอร์โมน พร้อมแจ้งประวัติมะเร็งเต้านม ลิ่มเลือด โรคหัวใจ และยาที่ใช้อยู่ ไม่ซื้อฮอร์โมนหรือผลิตภัณฑ์ "มหัศจรรย์" มาใช้เอง
- ดูแลร่างกายระยะยาว ออกกำลังกายสม่ำเสมอรวมถึงแบบสร้างความแข็งแรง งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และตรวจความดัน น้ำตาล ไขมัน และความเสี่ยงกระดูกพรุนตามสิทธิ
- ไปพบแพทย์ทันทีถ้ามีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน แม้เพียงครั้งเดียว
- ฝ่ายบุคคลเริ่มจากเรื่องที่ทำได้ทันที เช่น เวลาทำงานยืดหยุ่น พื้นที่พัก การควบคุมอุณหภูมิ และช่องทางขอปรับงานที่เป็นความลับ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล อ่านเรื่องสุขภาพผู้หญิงตามช่วงวัยเพิ่มเติมได้ที่หมวดสุขภาพผู้หญิง
คำถามที่พบบ่อย
หมดประจำเดือนเมื่ออายุเท่าไร และรู้ได้อย่างไรว่าหมดแล้ว?
องค์การอนามัยโลกระบุว่าผู้หญิงส่วนใหญ่หมดประจำเดือนเมื่ออายุ 45–55 ปี และถือว่าหมดประจำเดือนตามธรรมชาติเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 12 เดือนโดยไม่มีสาเหตุอื่น ช่วงก่อนหน้านั้นเรียกว่าวัยใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งอาจกินเวลาหลายปีและยังตั้งครรภ์ได้
อาการวัยหมดประจำเดือนที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
อาการที่พบบ่อยในวัยหมดประจำเดือน ได้แก่ ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ช่องคลอดแห้งหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้าหรือวิตกกังวล และอาการปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ แต่ละคนมีอาการต่างกันมาก บางคนแทบไม่มีอาการ
ฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือนปลอดภัยหรือไม่?
แนวทางของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยปี 2023 ระบุว่าฮอร์โมนบำบัดยังเป็นการรักษาอาการร้อนวูบวาบที่ได้ผลที่สุด และความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มใช้หลังอายุ 60 ปี ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุ เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ห้ามใช้ การตัดสินใจต้องทำร่วมกับแพทย์
ถ้าใช้ฮอร์โมนไม่ได้ มีทางเลือกอื่นรักษาอาการร้อนวูบวาบไหม?
มี แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ปี 2569 ระบุยาไม่ใช่ฮอร์โมนที่ อย. ขึ้นทะเบียนสำหรับอาการร้อนวูบวาบ 2 ตัว คือ fezolinetant และ desvenlafaxine รวมถึงยาอื่นที่มีหลักฐาน การบำบัดความคิดและพฤติกรรม การฝึกสติ และการปรับพฤติกรรม ส่วนสมุนไพรหลายชนิดยังไม่มีหลักฐานพอ
นายจ้างช่วยพนักงานวัยหมดประจำเดือนได้อย่างไร?
แนวทางของรัฐบาลสหราชอาณาจักรปี 2026 แนะนำให้นายจ้างปรับงานรายบุคคล เช่น เวลาทำงานยืดหยุ่น ทำงานจากบ้านเมื่อทำได้ ให้พักได้เมื่อจำเป็น มีพื้นที่พักส่วนตัว ให้ควบคุมอุณหภูมิหรือมีพัดลมที่โต๊ะ และอบรมหัวหน้างานให้คุยเรื่องนี้ได้ โดยตอบคำขอให้เร็ว เช่น ภายใน 10 วันทำการ
แหล่งอ้างอิง
- World Menopause Day 2026: Chronic Pain At Midlife — International Menopause Society
- แนวทางเวชปฏิบัติ เรื่อง การดูแลรักษาอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยหมดระดู (GY 69-040) — ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
- Menopause — World Health Organization
- HHS Advances Women’s Health, Removes Misleading FDA Warnings on Hormone Replacement Therapy — U.S. Food and Drug Administration
- Offer workplace adjustments for employees experiencing menopause — Office for Equality and Opportunity (UK)
- Summary of the 2023 Thai Menopause Society Clinical Practice Guideline on Menopausal Hormone Therapy — Journal of Menopausal Medicine (สมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย)
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- WHO11
- ประเทศและสถานที่
- สหรัฐอเมริกา132สหราชอาณาจักร55
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ