ข้ามไปยังเนื้อหา
Healthอธิบาย

กระดูกพรุนในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ใครควรตรวจมวลกระดูก รับวันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ต.ค.

กระดูกพรุนทำให้ผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนกระดูกหัก สรุปข้อมูลไทย เกณฑ์ตรวจมวลกระดูก แคลเซียม วิตามินดี และการป้องกันหกล้ม ก่อนวันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ต.ค.

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 12 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
ภาพประกอบทางการแพทย์ตำแหน่งที่มักเกิดกระดูกพรุน คือกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพก เทียบลายเนื้อกระดูกปกติกับกระดูกพรุนที่มีโพรงใหญ่ขึ้น
ภาพ: BruceBlaus / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • มูลนิธิโรคกระดูกพรุนระหว่างประเทศ (IOF) ใช้วันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ตุลาคม 2026 รณรงค์หัวข้อ Build, Protect and Strengthen Your Bones for Life และระบุว่าผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คน จะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุน
  • งานวิจัยใน Osteoporosis International ปี 2024 พบอุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักของคนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มจาก 112.7 เป็น 146.9 ต่อประชากรแสนคน ระหว่างปี 2013–2022
  • แนวทางเวชปฏิบัติของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (TOPF) ปี 2021 ให้ตรวจมวลกระดูกด้วย DXA ในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุน้อยกว่านั้นที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
  • งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ 28 กันยายน 2026 พบผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–70 ปี 14.4% มีกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง และ 60% ของกลุ่มนี้อายุยังไม่ถึง 65 ปี
  • กรมอนามัยกำหนดปริมาณแคลเซียมอ้างอิงสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไปไว้ที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และกรมควบคุมโรคระบุว่าผู้สูงอายุไทยหกล้มจนกระดูกสะโพกหักมากกว่า 29,000 ราย ค่ารักษามากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี

กระดูกพรุน (osteoporosis) คือภาวะที่เนื้อกระดูกบางและเปราะจนหักได้แม้ล้มเพียงเบา ๆ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด มูลนิธิโรคกระดูกพรุนระหว่างประเทศ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่าทั่วโลกผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนจะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุนในช่วงชีวิตที่เหลือ และใช้วันโรคกระดูกพรุนโลก 20 ตุลาคม 2026 ชวนคนทุกวัยดูแลกระดูกตั้งแต่ก่อนจะหัก

แคมเปญปี 2026 ของ IOF ใช้ชื่อว่า "Build, Protect and Strengthen Your Bones for Life" แบ่งการดูแลกระดูกเป็น 3 ช่วง คือ สร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็กและวัยทำงาน ปกป้องกระดูกด้วยการรู้ความเสี่ยงของตัวเองและป้องกันการหกล้ม และเสริมความแข็งแรงหลังได้รับการวินิจฉัยหรือหลังกระดูกหักเพื่อไม่ให้หักซ้ำ บทความนี้สรุปว่าผู้หญิงไทยควรรู้อะไรในแต่ละช่วง โดยอ้างอิงแนวทางของไทยเป็นหลัก

หน้าเว็บวันโรคกระดูกพรุนโลกของ IOF แสดงแคมเปญปี 2026 Build, Protect, Strengthen Your Bones for Life และวันที่ 20 ตุลาคม
หน้าแคมเปญวันโรคกระดูกพรุนโลกปี 2026 ของ IOF ภายใต้หัวข้อ Build, Protect, Strengthen Your Bones for Life ภาพ: International Osteoporosis Foundation (ภาพหน้าจอ)

กระดูกพรุนคืออะไร ทำไมจึงเรียกว่าโรคเงียบ

กระดูกในร่างกายมีการสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา IOF อธิบายว่ากระดูกพรุนเกิดเมื่อความหนาแน่นและคุณภาพของกระดูกลดลงจนกระดูกเปราะ ผลที่ตามมาคือกระดูกหักจากแรงที่ปกติไม่ควรทำให้หัก เช่น ล้มจากท่ายืน ก้มยกของ หรือกระแทกเล็กน้อย เรียกว่ากระดูกหักจากความเปราะบาง (fragility fracture) ตำแหน่งที่หักบ่อยคือสะโพก กระดูกสันหลัง ข้อมือ และต้นแขน

โรคนี้ถูกเรียกว่า "โรคเงียบ" เพราะตัวโรคเองไม่ทำให้ปวด คนส่วนใหญ่รู้ตัวครั้งแรกเมื่อกระดูกหักไปแล้ว ชุดข้อมูลรณรงค์ปี 2026 ของ IOF ระบุว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นกระดูกพรุนมากกว่า 500 ล้านคน และผู้ป่วยที่กระดูกหักจากกระดูกพรุนมากถึง 80% ไม่ได้รับการตรวจหรือรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ ทั้งที่กระดูกหักครั้งแรกทำให้ความเสี่ยงที่จะหักครั้งต่อไปสูงขึ้นราว 2 เท่า และสูงที่สุดในช่วง 1–2 ปีแรกหลังหัก

แพทย์วินิจฉัยด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density, BMD) ด้วยเครื่อง DXA ซึ่งรายงานผลเป็นค่า T-score แนวทางเวชปฏิบัติของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (Thai Osteoporosis Foundation หรือ TOPF) ปี 2021 ถือว่าเป็นกระดูกพรุนเมื่อ T-score ต่ำกว่าหรือเท่ากับ −2.5 หรือเมื่อกระดูกสันหลังหรือสะโพกหักจากความเปราะบาง รวมถึงกรณีที่มวลกระดูกต่ำระดับ −1.0 ถึง −2.5 ร่วมกับความเสี่ยงสะโพกหักใน 10 ปีตามแบบประเมิน Thai FRAX ตั้งแต่ 3% ขึ้นไป

ทำไมผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงกระดูกพรุนมากกว่า

เอกสาร "Osteoporosis: What you need to know" ของ IOF อธิบายว่าฮอร์โมนเอสโทรเจน (estrogen) ช่วยปกป้องกระดูก เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโทรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว การสูญเสียเนื้อกระดูกจึงเร่งตัวขึ้น ตัวเลขของ IOF สะท้อนความต่างนี้ชัด ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนจะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุน ขณะที่ผู้ชายวัยเดียวกันอยู่ที่ 1 ใน 5 คน

ความเสี่ยงยังขึ้นกับว่ามีมวลกระดูกสะสมไว้มากแค่ไหนตอนยังอายุน้อย IOF ระบุว่ามวลกระดูกสูงสุดถึง 90% สะสมเสร็จภายในอายุ 18 ปีในเด็กผู้หญิง และ 20 ปีในเด็กผู้ชาย คนที่สร้างกระดูกได้น้อยในวัยนั้นจึงเริ่มวัยหมดประจำเดือนด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

ปัจจัยที่ IOF และ TOPF ระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงในผู้หญิง ได้แก่

  • หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงการผ่าตัดรังไข่ออก
  • ขาดเอสโทรเจนนานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น ประจำเดือนขาดจากการออกกำลังกายหนักเกินไปหรือโรคอะนอเร็กเซีย (anorexia nervosa)
  • ใช้ยาที่ทำให้กระดูกบาง เช่น สเตียรอยด์ชนิดกิน (glucocorticoids) หรือยาต้านฮอร์โมนบางกลุ่มที่ใช้รักษามะเร็งเต้านม
  • น้ำหนักตัวน้อย พ่อหรือแม่เคยสะโพกหัก สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์มาก
  • โรคบางโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลำไส้อักเสบ เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคไทรอยด์หรือพาราไทรอยด์

กระดูกพรุนในผู้หญิงไทยพบบ่อยแค่ไหน

ตัวเลขของไทยมาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์และหน่วยงานรัฐ แต่ละชุดเก็บจากกลุ่มคนต่างกัน จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

ข้อมูล ตัวเลข ที่มาและปี
อุบัติการณ์กระดูกสะโพกหัก คนอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 112.7 ต่อแสนคน (2013), 146.7 (2019), 146.9 (2022) Osteoporosis International, 2024
ค่ารักษาในโรงพยาบาลจากสะโพกหักต่อปี 17.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2013) เป็น 42.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2022) Osteoporosis International, 2024
ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–70 ปี ที่เป็นกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง 14.4% (ทุกตำแหน่ง 19.1%) จาก 721 คน Archives of Osteoporosis, 28 ก.ย. 2026
ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เข้าเกณฑ์ควรได้ยารักษา 37.3% จาก 3,280 คน PLoS One, 2023
ผู้สูงอายุไทยที่หกล้มจนกระดูกสะโพกหัก มากกว่า 29,000 ราย (ค่ารักษามากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี) กรมควบคุมโรค, 1 ต.ค. 2026

งานวิจัยใน Osteoporosis International ปี 2024 ใช้ข้อมูลการนอนโรงพยาบาลด้วยกระดูกสะโพกหักของคนอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2013–2022 พบว่าอุบัติการณ์เพิ่มทุกปีจนถึงปี 2019 แล้วทรงตัว อัตราที่ปรับตามโครงสร้างอายุอยู่ที่ 116.3 ต่อแสนคนในปี 2013 และ 140.7 ในปี 2022 อุบัติการณ์แบบหยาบเพิ่มขึ้น 34% ในผู้หญิงและ 21% ในผู้ชาย ส่วนค่ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า

กราฟแท่งอุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักของคนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า: 112.7 ต่อแสนคนในปี 2013, 146.7 ในปี 2019 และ 146.9 ในปี 2022
กราฟอุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักของคนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไป ปี 2013 2019 และ 2022 ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Osteoporosis International)

งานวิจัยจุฬาฯ ชี้กระดูกพรุนเริ่มก่อนอายุ 65 ปี

งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ใน Archives of Osteoporosis เมื่อ 28 กันยายน 2026 ตรวจมวลกระดูกด้วย DXA ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–70 ปีที่คลินิกวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างพฤษภาคม 2024 ถึงมีนาคม 2025 จำนวน 721 คน พบกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง 14.4% และพบที่ตำแหน่งใดก็ได้ 19.1% ความชุกสูงขึ้นตามอายุและจำนวนปีหลังหมดประจำเดือน

ประเด็นที่ผู้วิจัยเน้นคือ 60% ของผู้ที่เป็นกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลังมีอายุยังไม่ถึง 65 ปี และในกลุ่มอายุ 60–70 ปี พบกระดูกสันหลังหักโดยไม่มีอาการ 4.4% ผู้วิจัยสรุปว่าเกณฑ์ตรวจคัดกรองที่ใช้อายุเป็นหลักอาจมองข้ามผู้หญิงที่เสี่ยงก่อนอายุ 65 ปี ข้อควรระวังคือกลุ่มตัวอย่างมาจากคลินิกของโรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเทพฯ จึงยังไม่ใช่ตัวแทนผู้หญิงไทยทั้งประเทศ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นใน PLoS One ปี 2023 ที่ศึกษาผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนซึ่งเข้ารับการตรวจคัดกรองระหว่างปี 2014–2019 จำนวน 3,280 คน พบว่าหลังตัดผู้ที่เคยกระดูกหักออก 21.3% เป็นกระดูกพรุน และรวมแล้ว 37.3% เข้าเกณฑ์ที่ควรได้รับยารักษาตามเกณฑ์ของ National Osteoporosis Foundation สหรัฐฯ ที่ใช้ในการศึกษา

ใครควรตรวจความหนาแน่นของกระดูก และเมื่อไร

แนวทางของไทยกับของสหรัฐฯ ตรงกันที่ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่ต่างกันในรายละเอียดของผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าและผู้ชาย

กลุ่ม TOPF ประเทศไทย (แนวทางปี 2021) USPSTF สหรัฐฯ (14 ม.ค. 2025)
ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ตรวจ BMD ด้วย DXA แนะนำให้ตรวจคัดกรอง (ระดับ B)
ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี ตรวจเมื่อหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อ เช่น เคยกระดูกหักจากความเปราะบาง ตัวเตี้ยลง 4 ซม. ขึ้นไป (หรือ 2 ซม. เมื่อมีบันทึกส่วนสูงเดิม) ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 พ่อแม่เคยสะโพกหัก ใช้ยาที่ทำให้กระดูกบาง เฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน: ดูปัจจัยเสี่ยงก่อน เช่น น้ำหนักตัวน้อย พ่อแม่เคยสะโพกหัก สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก ถ้ามีให้ใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยง และตรวจเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น (ระดับ B)
ผู้ชาย อายุ 70 ปีขึ้นไป หรืออายุน้อยกว่าเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง หลักฐานไม่พอจะแนะนำหรือคัดค้าน
ตรวจซ้ำ ก่อนเริ่มยาและ 1–2 ปีหลังเริ่มรักษา กลุ่มเสี่ยงต่ำถึงปานกลางประเมินความเสี่ยงซ้ำใน 2–5 ปี หลักฐานเรื่องช่วงเวลาตรวจซ้ำยังจำกัด

แนวทางของ TOPF ปรับปรุงต่อจากฉบับปี 2010 และ 2016 ส่วนคำแนะนำของ USPSTF ออกเมื่อ 14 มกราคม 2025 ข้อเสนอให้ตรวจเร็วกว่าอายุ 65 ปีในงานวิจัยจุฬาฯ ปี 2026 ยังเป็นผลจากงานวิจัยชิ้นเดียว ไม่ใช่การเปลี่ยนแนวทาง ผู้หญิงอายุ 50–64 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรนำรายการปัจจัยเสี่ยงไปปรึกษาแพทย์

แคลเซียม วิตามินดี และการออกกำลังกายเพื่อป้องกันกระดูกพรุน

ปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีที่แนะนำต่างกันตามประเทศ ตารางนี้เทียบค่าอ้างอิงของกรมอนามัยกับตารางที่ IOF ยกมาจาก Institute of Medicine (National Academy of Medicine) ของสหรัฐฯ

ผู้หญิง อายุ แคลเซียม กรมอนามัย (DRI 2563) วิตามินดี กรมอนามัย (DRI 2563) แคลเซียม ตามตารางของ IOF (IOM สหรัฐฯ)
19–50 ปี 800 มก./วัน 600 หน่วยสากล/วัน 1,000 มก./วัน
51–70 ปี 1,000 มก./วัน 600 หน่วยสากล/วัน 1,200 มก./วัน
71 ปีขึ้นไป 1,000 มก./วัน 800 หน่วยสากล/วัน 1,200 มก./วัน

ค่าเหล่านี้คือปริมาณรวมที่ควรได้ต่อวันสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่ขนาดยาเสริม IOF ระบุว่าคนส่วนใหญ่ได้สารอาหารพอจากอาหารที่สมดุล แหล่งแคลเซียมได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม อาหารที่เสริมแคลเซียม และผักใบเขียวบางชนิด ส่วนวิตามินดีได้จากการรับแสงแดดอย่างปลอดภัยอย่างน้อย 10–20 นาทีทุกวันที่ใบหน้า มือ และแขน รวมถึงปลาที่มีไขมัน ไข่ และเห็ด ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าได้รับพอหรือไม่ควรให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจใช้อาหารเสริม

ด้านการออกกำลังกาย IOF แนะนำให้ออกกำลังกาย 30–40 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดิน เต้น ขึ้นบันได วิ่งเหยาะ กับการฝึกแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนักหรือยางยืด ผู้ที่เป็นกระดูกพรุนหรือเคยกระดูกสันหลังหักควรให้แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดช่วยออกแบบท่า เพื่อเลี่ยงการก้มหรือบิดตัวมากเกินไป นอกจากนี้ควรเลิกสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ เพราะ IOF ระบุว่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 19 เป็นปัจจัยเสี่ยง

ป้องกันการหกล้ม ลดโอกาสกระดูกสะโพกหัก

กระดูกพรุนไม่ทำให้กระดูกหักเอง สิ่งที่ทำให้หักส่วนใหญ่คือการล้ม กรมควบคุมโรคระบุเมื่อ 1 ตุลาคม 2026 เนื่องในวันผู้สูงอายุสากลว่า ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยพบผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 3 คนหกล้มทุกปี บาดเจ็บจนกระดูกสะโพกหักมากกว่า 29,000 ราย ภาครัฐเสียค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี และผู้สูงอายุไทยสูญเสียปีสุขภาวะรวมมากกว่า 400,000 ปี

ข่าวประชาสัมพันธ์กรมควบคุมโรค 1 ตุลาคม 2569 ระบุผู้สูงอายุไทยประมาณ 1 ใน 3 หกล้มทุกปี กระดูกสะโพกหักมากกว่า 29,000 ราย และค่ารักษามากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี
ประกาศของกรมควบคุมโรค 1 ตุลาคม 2026 ระบุผู้สูงอายุไทย 1 ใน 3 หกล้มทุกปี และกระดูกสะโพกหักมากกว่า 29,000 ราย ภาพ: กรมควบคุมโรค (ภาพหน้าจอ)

กรมควบคุมโรคใช้หลัก "รู้–ปรับ–ขยับเพิ่ม"

  • รู้ ประเมินความเสี่ยงหกล้มอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ปรับ สภาพบ้านให้ปลอดภัย ทางเดินโล่ง แสงสว่างพอ ติดราวจับในห้องน้ำ และสวมรองเท้าพื้นไม่ลื่น ช่วงน้ำท่วมหรือหลังน้ำลดต้องระวังพื้นเปียก ตะไคร่น้ำ และคราบโคลนเป็นพิเศษ
  • ขยับเพิ่ม ลดการนั่งหรือนอนนาน ฝึกแรงต้านและการทรงตัวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ ยืนเขย่งปลายเท้า หรือใช้ยางยืด เริ่มจากระดับที่ปลอดภัยแล้วค่อยเพิ่ม

ถ้าล้มแล้วปวดมาก ขยับไม่ได้ หรือสงสัยว่ากระดูกหัก กรมควบคุมโรคแนะนำไม่ให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเอง และโทร. 1669 สอบถามเรื่องการป้องกันหกล้มได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

การรักษากระดูกพรุนตามแนวทางของไทย

แนวทางของ TOPF แบ่งผู้ป่วยตามระดับความเสี่ยงกระดูกหัก กลุ่มเสี่ยงต่ำถึงปานกลางไม่แนะนำให้ใช้ยารักษากระดูกพรุน แต่ให้ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีเพียงพอ ปรับพฤติกรรม และประเมินความเสี่ยงซ้ำใน 2–5 ปี ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงแนะนำยาต้านการสลายกระดูก โดยใช้ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonates) เป็นยาแรก และมียาต้านการสลายกระดูกชนิดอื่นเป็นทางเลือก

สำหรับผู้หญิง แนวทางระบุว่าฮอร์โมนบำบัดวัยหมดประจำเดือนเป็นทางเลือกในผู้ที่เสี่ยงกระดูกหักสูง อายุน้อยกว่า 60 ปี และหมดประจำเดือนมาไม่ถึง 10 ปี และช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในผู้ที่หมดประจำเดือนก่อนวัย ยาทุกชนิดเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ซึ่งพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายบุคคล IOF ย้ำว่าผู้ที่ได้รับยาควรใช้ต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง หรือคุยกับแพทย์เมื่อกังวลเรื่องผลข้างเคียง แทนการหยุดยาเอง

IOF ยังรณรงค์ให้โรงพยาบาลมีบริการประสานการดูแลหลังกระดูกหัก (Fracture Liaison Service) เพื่อให้ผู้ที่กระดูกหักจากความเปราะบางได้รับการตรวจกระดูกพรุน การรักษา และการติดตามต่อเนื่อง ลดโอกาสหักซ้ำ

เมื่อไรควรพบแพทย์

กระดูกพรุนเองไม่มีอาการ สัญญาณที่ IOF แนะนำให้ไปพบแพทย์และขอให้ประเมินเรื่องกระดูกพรุน ได้แก่

  • กระดูกหักหลังอายุ 50 ปี จากการล้มหรือกระแทกเพียงเล็กน้อย
  • ส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร
  • ปวดหลังรุนแรงขึ้นมาทันทีบริเวณกลางหรือล่างของกระดูกสันหลัง
  • หลังโค้งค่อมมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังหักหรือยุบ
ภาพประกอบทางการแพทย์เปรียบเทียบโครงกระดูกปกติกับกระดูกพรุน ซึ่งผนังกระดูกบางลงและแนวกระดูกสันหลังโค้งงอ
ภาพเปรียบเทียบโครงกระดูกปกติ (ซ้าย) กับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน (ขวา) ที่เนื้อกระดูกบางลงและแนวกระดูกสันหลังโค้งงอ ภาพ: Blausen Medical / Wikimedia Commons (CC BY 3.0)

ควรนัดคุยกับแพทย์ด้วย ถ้าหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี ใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินต่อเนื่อง ใช้ยาต้านฮอร์โมนหลังรักษามะเร็งเต้านม หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้กระดูกบาง IOF แนะนำให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจมวลกระดูกหรือไม่ ผลตรวจหมายความว่าอย่างไร และควรได้แคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนจากอาหารเท่าไร

ผลต่อองค์กรและฝ่ายบุคคล

ชุดข้อมูลรณรงค์ปี 2026 ของ IOF ระบุว่าคนจำนวนมากใช้เวลาตื่นมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ที่ทำงาน ที่ทำงานจึงเป็นจุดที่เหมาะกับการส่งเสริมสุขภาพกระดูก และเสนอให้องค์กรใช้วันโรคกระดูกพรุนโลกเป็นโอกาสเริ่มหรือขยายโครงการ Workplace Wellness ฝ่ายบุคคลทำได้หลายอย่างโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลสุขภาพรายบุคคล

  • จัด "วันสุขภาพกระดูก" ให้ความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยง และชวนพนักงานทำแบบประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเอง เช่น IOF Osteoporosis Risk Check
  • ปรับเมนูในโรงอาหารให้มีอาหารแคลเซียมสูงและโปรตีนพอ ตามค่าอ้างอิงของกรมอนามัย
  • สนับสนุนกิจกรรมทางกายระหว่างวัน เช่น กลุ่มเดินหรือคลาสฝึกแรงต้าน
  • ตรวจพื้นที่ทำงานเรื่องพื้นลื่น ทางเดินกีดขวาง และแสงสว่างตามหลักป้องกันหกล้มของกรมควบคุมโรค
  • ความรู้เรื่องป้องกันหกล้มนำไปใช้กับผู้สูงอายุในครอบครัวของพนักงานได้ด้วย

สิ่งที่ควรทำ

  1. ทบทวนปัจจัยเสี่ยงของตัวเองตามรายการของ TOPF และ IOF ถ้าอายุ 65 ปีขึ้นไป หรืออายุน้อยกว่าแต่มีปัจจัยเสี่ยง ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจมวลกระดูกด้วย DXA
  2. ได้แคลเซียมจากอาหารให้ใกล้ค่าอ้างอิงของกรมอนามัย คือ 800 มก./วันเมื่ออายุ 19–50 ปี และ 1,000 มก./วันเมื่ออายุ 51 ปีขึ้นไป และอย่าเริ่มอาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  3. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและฝึกแรงต้าน 30–40 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
  4. จัดบ้านตามหลัก "รู้–ปรับ–ขยับเพิ่ม" ของกรมควบคุมโรค โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ
  5. ถ้าเคยกระดูกหักหลังอายุ 50 ปีจากการล้มเบา ๆ ให้ขอแพทย์ประเมินกระดูกพรุน เพราะกระดูกหักครั้งแรกทำให้ความเสี่ยงหักซ้ำสูงขึ้นราว 2 เท่า

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล ติดตามความรู้สุขภาพผู้หญิงเพิ่มเติมได้ที่หมวดสุขภาพผู้หญิง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย?

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนระหว่างประเทศ (IOF) อธิบายว่าฮอร์โมนเอสโทรเจนช่วยปกป้องกระดูก เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโทรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว การสูญเสียเนื้อกระดูกจึงเร็วขึ้น ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 1 ใน 3 คนจึงจะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุน เทียบกับผู้ชาย 1 ใน 5 คน

ผู้หญิงควรตรวจกระดูกพรุนหรือตรวจมวลกระดูกเมื่ออายุเท่าไร?

แนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (TOPF) ปี 2021 ให้ตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง DXA ในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าให้ตรวจเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง เช่น หมดประจำเดือนก่อน 45 ปี เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกเล็กน้อย ตัวเตี้ยลง ใช้ยาสเตียรอยด์ ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 หรือพ่อแม่เคยสะโพกหัก การตัดสินใจรายบุคคลเป็นของแพทย์

ผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไปควรได้แคลเซียมและวิตามินดีวันละเท่าไร?

ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ของกรมอนามัย กำหนดแคลเซียมสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไปไว้ที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และวิตามินดี 600 หน่วยสากลต่อวันสำหรับอายุ 51–70 ปี และ 800 หน่วยสากลสำหรับอายุ 71 ปีขึ้นไป ควรได้จากอาหารเป็นหลัก ส่วนผู้ที่เป็นกระดูกพรุนอยู่แล้วหรือคิดจะกินอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

สัญญาณเตือนของกระดูกพรุนที่ควรไปพบแพทย์มีอะไรบ้าง?

กระดูกพรุนมักไม่มีอาการจนกระดูกหัก IOF ระบุสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ กระดูกหักหลังอายุ 50 ปีจากการล้มหรือกระแทกเล็กน้อย ส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร ปวดหลังรุนแรงฉับพลันบริเวณกลางหรือล่างของกระดูกสันหลัง และหลังโค้งค่อม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังหัก

แหล่งอ้างอิง

  1. Get involved: About the 2026 World Osteoporosis Day Campaign — International Osteoporosis Foundation
  2. Summary of the Thai Osteoporosis Foundation (TOPF) Clinical Practice Guideline on the diagnosis and management of osteoporosis 2021 — Osteoporosis and Sarcopenia (PubMed Central)
  3. Epidemiology of hip fractures in Thailand — Osteoporosis International (PubMed)
  4. Prevalence of vertebral osteoporosis in Thai postmenopausal women under 70 — Archives of Osteoporosis (PubMed)
  5. กรมควบคุมโรคชวน “ป้องกันล้ม เพิ่มปีสุขภาพดีให้ผู้สูงวัย” เนื่องในวันผู้สูงอายุสากล 2569 — กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  6. ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับคนไทย พ.ศ.2563 — กองโภชนาการ กรมอนามัย

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

ประเทศและสถานที่
กรุงเทพฯ80สหรัฐอเมริกา132
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ