Biltmore Estate: คฤหาสน์ 250 ห้องของ Vanderbilt กับสวนและป่าของ Olmsted ที่ Asheville
Biltmore Estate ที่ Asheville บ้าน 250 ห้องของ George W. Vanderbilt ออกแบบโดย Hunt สวนและป่าโดย Olmsted เปิดให้ชมตั้งแต่ปี 1930 บัตรชมบ้านเริ่ม 110 ดอลลาร์
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 14 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- Biltmore Estate ที่เมือง Asheville รัฐ North Carolina เป็นที่ดินของ George W. Vanderbilt ซึ่ง Biltmore House บ้านหลักแบบปราสาทฝรั่งเศส 250 ห้อง เปิดรับครอบครัวและเพื่อนครั้งแรกในคืนคริสต์มาสอีฟปี 1895
- Richard Morris Hunt ออกแบบบ้านขนาด 175,000 ตารางฟุต ส่วน Frederick Law Olmsted ออกแบบสวน ถนน Approach Road ยาวราว 3 ไมล์ และวางรากฐานป่าที่เอกสาร NPS เรียกว่าป่าที่มีการจัดการตามแผนวิทยาศาสตร์ต่อเนื่องเก่าที่สุดในสหรัฐฯ
- Cornelia Vanderbilt กับ John Cecil เปิดบ้านให้ประชาชนชมในปี 1930 และ NPS ขึ้นทะเบียนเป็น National Historic Landmark วันที่ 23 พฤษภาคม 1963 วันนี้ทายาทยังเป็นเจ้าของและบริหาร
- ณ 22 ต.ค. 2026 บัตร House & Grounds เริ่มที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐ บัตรเฉพาะสวนเริ่ม 85 ดอลลาร์ อายุ 9 ปีลงมาเข้าฟรี ต้องจองเวลาเข้าบ้านล่วงหน้า และราคาเปลี่ยนตามวันและฤดู
Biltmore Estate คือที่ดินและคฤหาสน์ของ George W. Vanderbilt ที่เมือง Asheville รัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกา บ้านหลัก Biltmore House มี 250 ห้อง ออกแบบโดย Richard Morris Hunt และเปิดรับครอบครัวครั้งแรกคืนคริสต์มาสอีฟปี 1895 ส่วนสวน ถนน และป่าเป็นงานของ Frederick Law Olmsted ครอบครัวเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่ปี 1930 วันนี้บัตรชมบ้านพร้อมสวนเริ่มที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐ
เว็บไซต์ทางการเรียก Biltmore House ว่า America's Largest Home (บ้านที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน) ส่วนเอกสารขึ้นทะเบียน National Historic Landmark ของ National Park Service (NPS) บรรยายว่าเป็นบ้านส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ บทความนี้เล่าประวัติ Biltmore Estate สถาปัตยกรรม ของสะสม สวน ป่า และข้อมูลการเข้าชม จากเว็บไซต์ของ The Biltmore Company กับเอกสารของ NPS
Biltmore Estate คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ
เอกสารขึ้นทะเบียนฉบับเพิ่มเติมของ NPS สรุปว่า Biltmore House เป็นทั้งบ้านส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ผลงานชิ้นเอกและจุดสูงสุดในอาชีพของ Richard Morris Hunt และสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของยุค Gilded Age (ยุคทองของมหาเศรษฐีอเมริกันปลายศตวรรษที่ 19) เอกสารเดียวกันยังยกให้ Biltmore Estate เป็นงานร่วมกันที่ไม่ธรรมดาระหว่าง Vanderbilt, Olmsted และ Hunt ช่วงปี 1888–1895
ความต่างของที่นี่จากบ้านคนดังหลายแห่งคือ เจ้าของยังเป็นครอบครัวเดิม หน้าประวัติของ George W. Vanderbilt บนเว็บไซต์ทางการระบุว่าทายาทของเขายังเป็นเจ้าของและบริหารที่ดิน ซึ่งเปิดให้ประชาชนชมครั้งแรกในปี 1930 บล็อกทางการเรื่องการฟื้นตัวหลังพายุยกพันธกิจของบริษัทว่า "รักษาที่ดินนี้ไว้ในฐานะที่ดินที่เอกชนเป็นเจ้าของ ทำกำไรได้ และยังดำเนินกิจการอยู่"
รายชื่อ National Historic Landmark ของ NPS ระบุว่า Biltmore Estate ขึ้นทะเบียนวันที่ 23 พฤษภาคม 1963 และปรับปรุงเอกสารวันที่ 5 เมษายน 2005 ส่วนบันทึกใน NPGallery ระบุวันที่ 15 ตุลาคม 1966 สำหรับรายการใน National Register of Historic Places เลขที่ 66000586
George W. Vanderbilt เจ้าของ Biltmore Estate คือใคร
หน้าประวัติ George Washington Vanderbilt ระบุว่าเขาเกิดวันที่ 14 พฤศจิกายน 1862 ที่ Staten Island รัฐนิวยอร์ก เป็นลูกคนสุดท้องในแปดคนของ William Henry Vanderbilt และเป็นหลานของ Cornelius "the Commodore" Vanderbilt นักธุรกิจเดินเรือและอุตสาหกรรมชื่อดัง ตามเส้นเวลาของเว็บไซต์ทางการ
เขาเป็นนักอ่านที่อ่านได้แปดภาษา นักเดินทาง ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ และนักสะสมวัตถุศิลป์ เมื่ออายุ 26 ปีเขามาเที่ยว Asheville และหลงรักทิวเขา Blue Ridge เขาพูดถึงที่ดินผืนนี้ไว้ว่า "ผมมาถึงจุดนี้ และคิดว่าทิวทัศน์งดงามกว่าที่ใดที่เคยเห็น"
ในปี 1898 Vanderbilt แต่งงานกับ Edith Stuyvesant Dresser ที่ปารีส และลูกคนเดียว Cornelia เกิดที่ Biltmore House ในปี 1900 Vanderbilt เสียชีวิตวันที่ 6 มีนาคม 1914 ที่ Washington D.C. ขณะอายุ 51 ปีตามเส้นเวลาของเว็บไซต์ทางการ
ที่ดินของ Biltmore Estate ใหญ่แค่ไหน
ขนาดที่ดินเปลี่ยนไปมากตามยุค และแต่ละแหล่งให้ตัวเลขต่างกัน
| แหล่ง | ขนาดที่ระบุ |
|---|---|
| หน้าประวัติ Olmsted (biltmore.com) | 125,000 เอเคอร์ที่ Vanderbilt ได้มาเมื่อติดต่อ Olmsted ในปี 1888 |
| เอกสาร NPS | ที่ดินเคยขยายถึง 120,000 เอเคอร์ ส่วนผืนหลักราว 8,644 เอเคอร์ในแผนที่ปี 1896 |
| เส้นเวลา biltmore.com | หลังปี 1914 Edith ขายที่ดินราว 87,000 เอเคอร์ให้ U.S. Forest Service ในราคาไม่ถึง 5 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ กลายเป็น Pisgah National Forest |
| เว็บไซต์ทางการวันนี้ | 8,000 เอเคอร์ |
| เอกสาร NPS (เขตขึ้นทะเบียนใหม่) | 6,949.48 เอเคอร์ |
ตัวเลข 8,000 เอเคอร์ของ Biltmore Estate คือที่ผู้มาเยือนจะเห็นในหน้าเว็บและแผนที่ทางการ ส่วนเอกสาร NPS นับเฉพาะเขตที่ขึ้นทะเบียนใหม่ และระบุว่าราวครึ่งหนึ่งของพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ French Broad คือส่วนที่เปิดให้ผู้ซื้อบัตรชม
สร้าง Biltmore House: เริ่มปี 1889 หรือ 1890
เส้นเวลาของ Biltmore Estate ระบุว่า Vanderbilt มา Asheville ครั้งแรกในปี 1888 แล้วจ้าง Hunt ออกแบบบ้านและ Olmsted ออกแบบสวน การก่อสร้าง Biltmore House เริ่มปี 1889 และใช้เวลาหกปี แต่หน้าประวัติ Vanderbilt ระบุว่าเริ่มสร้างบ้านในปี 1890 ส่วนเอกสาร NPS ระบุว่างานก่อสร้างโดยรวมเริ่มปี 1889 และงานตัวบ้านเริ่มในฤดูร้อนปี 1890
เอกสาร NPS เล่ารายละเอียดว่า D.C. Weeks เป็นผู้รับเหมาหลัก Richard Sharp Smith เป็นผู้คุมงานแทน Hunt ตลอดการก่อสร้าง หินปูนที่หุ้มผนังมาจาก Hallowell Stone Company เมือง Bedford รัฐ Indiana และระหว่างปี 1890 ถึงกลางปี 1895 ลานหน้าบ้าน (Esplanade) เป็นลานทำงานและปลายทางของทางรถไฟใน Biltmore Estate ซึ่งขนวัสดุมาจากสถานี Biltmore
Hunt เสียชีวิตวันที่ 31 กรกฎาคม 1895 ก่อนบ้านเสร็จ หน้าประวัติ Hunt ระบุว่าลูกชาย Richard Howland Hunt กับ Richard Sharp Smith ทำงานต่อจนเสร็จ Vanderbilt เปิดบ้านรับครอบครัวและเพื่อนในคืนคริสต์มาสอีฟปี 1895

สถาปัตยกรรม: ปราสาทฝรั่งเศสกลางภูเขา Blue Ridge
เส้นเวลาทางการบรรยาย Biltmore House ว่าเป็นปราสาทแบบเรอเนซองส์ฝรั่งเศส 250 ห้อง พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 4 เอเคอร์ มีห้องนอน 35 ห้อง ห้องน้ำ 43 ห้อง และเตาผิง 65 จุด หน้าประวัติ Hunt ระบุพื้นที่ 175,000 ตารางฟุต และเส้นเวลาเรียกการก่อสร้างนี้ว่างานสถาปัตยกรรมที่พักอาศัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
เอกสาร NPS ระบุว่าแบบบ้านได้อิทธิพลจากปราสาทเรอเนซองส์ของฝรั่งเศสอย่าง Blois และ Chambord รวมถึง Château de Chantilly ที่ Vanderbilt กับครอบครัว Hunt ไปเยือนในปี 1889 และ Waddesdon Manor ในอังกฤษที่ Hunt กับ Vanderbilt ไปดูด้วยกัน
Hunt เองคือสถาปนิกที่ครอบครัว Vanderbilt ใช้มานาน หน้าประวัติระบุว่าเมื่ออายุ 19 ปี เขาเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้เข้าเรียนสถาปัตยกรรมที่ École des Beaux-Arts ในปารีส และเริ่มทำงานให้ครอบครัว Vanderbilt ตั้งแต่ปี 1878 เช่น The Breakers และ Marble House ที่ Newport ฐานของเทพีเสรีภาพก็เป็นงานของเขา Biltmore House เป็นงานชิ้นสุดท้าย
ผู้มาเยือนวันนี้เดินชมบ้านเองสามชั้นกับชั้นใต้ดินพร้อมออดิโอไกด์ ส่วนทัวร์ Rooftop Tour 60 นาทีพาขึ้นหลังคาและระเบียงที่ทัวร์ปกติไม่ได้เข้า ตามหน้า Biltmore House
ของสะสมใน Biltmore House
หน้าของสะสม ระบุว่าคอลเลกชันของ Biltmore มีมากกว่า 92,000 ชิ้น ตั้งแต่แบบสถาปัตยกรรมของบ้านไปจนถึงงานของ Monet และ Renoir ตัวอย่างที่เว็บไซต์ยกไว้มีดังนี้
- ภาพเขียนบนเพดานห้องสมุด The Chariot of Aurora ของ Giovanni Pellegrini (ราวปี 1720) มาจากห้องบอลรูมของ Pisani Palace ในเวนิส ประกอบด้วยผืนผ้าใบ 13 ผืน ขนาดราว 64 x 32 ฟุต Hunt ออกแบบห้องสมุดให้รับภาพนี้โดยเฉพาะ
- โต๊ะเกมและชุดหมากรุกที่ Napoleon Bonaparte ใช้ระหว่างถูกเนรเทศบนเกาะ St. Helena ซึ่งมีผู้มอบให้ Vanderbilt เป็นของขวัญวันเกิดอายุ 21 ปีในปี 1883
- ภาพเหมือนของ Olmsted และ Hunt ที่ Vanderbilt จ้าง John Singer Sargent มาวาดที่ Biltmore ในฤดูร้อนปี 1895 เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงผลงานของทั้งสอง
- ภาพพิมพ์แกะไม้ The Triumphal Arch of Maximilian ของ Albrecht Dürer ที่พิมพ์จากแม่พิมพ์ 192 ชิ้น
นิทรรศการ Building Biltmore House ซึ่งติดตั้งในปี 2019 ที่ห้อง Halloween Room ชั้นใต้ดิน เล่าเรื่องคนงาน ช่างฝีมือ และวัสดุที่สร้างบ้าน หน้าบุคคลสำคัญระบุด้วยว่าบ้านมีพนักงานรับใช้ประจำมากกว่า 30 คนในแต่ละช่วงเวลา
Frederick Law Olmsted กับงานชิ้นสุดท้ายที่ Biltmore Estate
หน้าประวัติ Olmsted ระบุว่าเขาเกิดวันที่ 26 เมษายน 1822 ที่ Hartford รัฐ Connecticut และเสียชีวิตวันที่ 28 สิงหาคม 1903 ผลงานเด่นได้แก่ Central Park ในนิวยอร์ก, Prospect Park, Emerald Necklace ในบอสตัน และพื้นที่รอบอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ
ในปี 1888 Vanderbilt ขอให้ Olmsted ช่วยวางผังที่ดินแถบภูเขาใกล้ Asheville หน้าเดียวกันระบุว่าที่ดินรอบ Biltmore ถูกใช้งานหนักจนเสื่อมโทรม แต่ Olmsted เปลี่ยนเป็นภาพทิวทัศน์และมุมมองที่มีทิวเขา Blue Ridge เป็นฉากหลัง นี่เป็นหนึ่งในงานใหญ่ที่สุดในอาชีพ 40 ปีของเขา และเป็นงานชิ้นสุดท้าย
เอกสาร NPS ระบุว่า Olmsted ส่งรายงานแผนแม่บทให้ Vanderbilt ทางจดหมายลงวันที่ 12 กรกฎาคม 1889 และทำงานที่นี่ต่อเนื่องจนถึงกลางปี 1895 เขาบรรยาย Biltmore Estate ไว้ในปี 1890 ว่าเป็น "งานใหญ่ส่วนบุคคลชิ้นแรกของวิชาชีพเราในประเทศนี้" หน้าของสะสมของ Biltmore ระบุว่า Olmsted ถือว่า Biltmore เป็นผลงานสูงสุดของเขา
Approach Road: ถนน 3 ไมล์ที่ตั้งใจให้รู้สึกเหมือนอยู่กลางป่า
เอกสาร NPS ระบุว่าตลอดช่วงที่ Olmsted ทำงานที่ Biltmore Estate (1888–1895) มีสองโครงการที่เขาใส่ใจที่สุด คือ Approach Road กับ Arboretum (สวนรวบรวมพันธุ์ไม้) Approach Road เป็นถนนยาวราว 3 ไมล์จากทางเข้าขึ้นไปถึงลานหน้าบ้าน ปลูกพืชส่วนใหญ่เป็นไม้ไม่ผลัดใบอย่างหนาแน่น เพื่อให้แขกรู้สึกถึงความหรูหรา ความอุดมสมบูรณ์ การไต่ระดับ และการเข้าใกล้อาคารที่สำคัญยิ่ง
ในจดหมายวันที่ 12 กรกฎาคม 1889 Olmsted เสนอให้ถนนเส้นนี้มีลักษณะ "เป็นธรรมชาติ ค่อนข้างป่า และสันโดษ" ตลอดทาง ไม่มีที่โล่งหรือวิวไกล จนแขกผ่านเข้าสู่ลานหน้าบ้านที่เรียบ โล่ง และเป็นงานมนุษย์อย่างชัดเจน แล้วตัวบ้านจะปรากฏขึ้นตรงหน้าทันที
เอกสารเดียวกันบรรยายว่าผู้มาเยือนวันนี้ซึ่งขับรถผ่านถนนเส้นนี้เหมือนแขกสมัย Vanderbilt จะเห็นป่า ทุ่งหญ้า ขอบถนนที่ปลูก rhododendron, kalmia, winter honeysuckle และ abelia แม่น้ำ สระ และสวนที่ดูเหมือนธรรมชาติสร้าง แต่ที่จริงคืองานออกแบบของ Olmsted เว็บไซต์ทางการระบุว่าจากศูนย์ขายตั๋วถึงตัวบ้านมีระยะทาง 3 ไมล์
สวนของ Biltmore Estate: Italian Garden, The Ramble และ Walled Garden
หน้า Gardens & Grounds ระบุว่าที่ดิน 8,000 เอเคอร์มีสวนแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 6 สวน มี Conservatory (เรือนกระจก) และเส้นทางเดินธรรมชาติยาวกว่า 20 ไมล์ ทีมนักพืชสวนของ Biltmore ดูแลให้สวนเป็นไปตามแนวคิดเดิมของ Olmsted ซึ่งออกแบบให้งามทั้งสี่ฤดู Rose Garden มีกุหลาบมากกว่า 250 สายพันธุ์
เอกสาร NPS บรรยายสวนรอบบ้านไว้ดังนี้
- Italian Garden: สวนยาวแคบขนานกับลานหน้าบ้าน รักษาสภาพเดิมได้มากที่สุด มีแอ่งน้ำตื้น 3 แอ่ง แอ่งกลางปลูกกกอียิปต์ (papyrus) หญ้าประดับ และพืชต่างถิ่น แอ่งข้างปลูกบัวสายและบัวหลวง ม้านั่งหินปูนสองที่นั่ง 4 ตัวเป็นของเดิม
- The Ramble: สวนทางเดินคดเคี้ยวที่เดิมวางแผนปลูกไม้ดอก ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นราว 500 ชนิด ทางเดินและบันไดหินยังเป็นของเดิม แต่พืชส่วนใหญ่ปลูกใหม่หลังยุค Olmsted ตามเจตนาเดิม ยกเว้นต้น copper beech ใหญ่
- Walled Garden: Olmsted วางแผนเป็นสวนผักผลไม้ขนาด 4 เอเคอร์ ล้อมกำแพงหินท้องถิ่น ต่อมา Vanderbilt ตัดสินใจให้ทั้งสวนเป็นสวนดอกไม้ ลานบนเป็นแปลงไม้ดอกล้มลุกรูปเรขาคณิต ลานล่างเกือบทั้งหมดเป็นกุหลาบ
- Conservatory: สำนักงานของ Hunt ออกแบบร่วมกับ Hitchings & Co. ผู้เชี่ยวชาญเรือนกระจกจากนิวยอร์ก และบูรณะเสร็จในปี 1999


ป่าของ Biltmore Estate: จุดเริ่มต้นการจัดการป่าแบบวิทยาศาสตร์
เอกสาร NPS เล่าว่าเมื่อ Vanderbilt คิดจะทำที่ดินที่ถูกตัดไม้ เผา และปล่อยสัตว์กินหญ้ามานานให้เป็นสวนสาธารณะส่วนตัว Olmsted ตอบว่าดินไม่ดีและภูมิประเทศไม่เหมาะ แล้วแนะนำให้ทำเป็นป่าเศรษฐกิจแบบที่ยุโรปทำ ทำสวนสวยเพียงส่วนเล็กรอบบ้าน และทำนาบนที่ราบริมแม่น้ำ
Olmsted แนะนำให้จ้าง Gifford Pinchot ซึ่งภายหลังเป็นหัวหน้าคนแรกของหน่วยงานที่กลายมาเป็น U.S. Forest Service Pinchot เริ่มงานที่ Biltmore วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1892 และเขียนว่าแผน "Biltmore Working Plan" เป็นความพยายามแบบนี้ครั้งแรกในสหรัฐฯ ในปี 1895 Carl Alwin Schenck นักป่าไม้ชาวเยอรมันรับช่วงต่อ เอกสารเดียวกันระบุว่าสำนักงานที่ดินเคยเป็นที่ตั้งของ Biltmore Forest School ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1898 จนถึงปี 1902
วันนี้ป่าราว 4,449 เอเคอร์ครอบคลุมพื้นที่ราวสองในสามของเขตขึ้นทะเบียน เอกสาร NPS ระบุว่าเป็นป่าที่มีการจัดการตามแผนวิทยาศาสตร์ที่เขียนไว้อย่างต่อเนื่องในขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา และเส้นเวลาทางการระบุว่าการขึ้นทะเบียน National Historic Landmark ครั้งแรกในปี 1963 ใช้หัวข้อ "การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ"

ครอบครัวเปิด Biltmore Estate ให้ประชาชนชม
เส้นเวลาทางการระบุว่าในปี 1930 Cornelia กับสามี John Francis Amherst Cecil เปิด Biltmore House ให้ประชาชนเข้าชม ตามคำขอให้ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของพื้นที่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และเพื่อหารายได้มาดูแลรักษาที่ดิน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (ปี 1942) บ้านหลังนี้ยังเป็นที่เก็บงานศิลปะของ National Gallery of Art จากวอชิงตัน
ในปี 1960 William A.V. Cecil หลานของ Vanderbilt ลาออกจากงานธนาคารที่นิวยอร์กกลับมาบริหาร Biltmore Estate ร่วมกับพี่ชาย และวางแนวทางให้ธุรกิจเอกชนที่มีกำไรหาเงินมาอนุรักษ์ Biltmore Estate เขาปลูกองุ่นต้นแรกในปี 1971 และ Winery เปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี 1985 ต่อมามีโรงแรม The Inn on Biltmore Estate (2001), Antler Hill Village (2010) และ Village Hotel (2015)
เอกสาร NPS ระบุว่าตั้งแต่ปี 1930 ถึงปี 2003 ที่ดินเปิดให้ผู้มาเยือนมาแล้วราว 73 ปี และอาคารใหม่ส่วนใหญ่ออกแบบให้กลมกลืนกับอาคารเก่า วันนี้ทายาทของ Vanderbilt ยังเป็นเจ้าของและบริหารที่ดินแห่งนี้
หลังพายุ Helene ปี 2024
บล็อกทางการเรื่องการฟื้นตัวหลังพายุ ระบุว่าพายุโซนร้อน Helene ในเดือนกันยายน 2024 ทำให้น้ำจากแม่น้ำ French Broad ท่วมทุ่งต่ำใกล้ Antler Hill Village และท่วมทางเข้า Biltmore Estate ระดับน้ำที่ประตู Lodge Gate สูงเกือบถึงขอบล่างของซุ้มประตู ราว 27 ฟุต สูงกว่าน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ปี 1916
บล็อกเดียวกันระบุว่า Biltmore House, Conservatory, Winery, สวน และที่พักเสียหายน้อยหรือไม่เสียหาย ทีมพืชสวนต้องโค่นต้น tulip poplar ขนาดใหญ่ที่เรียงสองข้างถนนทางเข้า เพราะเกือบทุกต้นเสียหายหลังน้ำลด และภาพในบล็อกเมื่อครบ 6 เดือนหลังพายุแสดงต้น tulip poplar ที่เพิ่งปลูกใหม่ Biltmore Estate กลับมาเปิดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2024 ทันฤดูคริสต์มาส
หน้าราคาและหน้าเวลาเปิดที่เราตรวจเมื่อ 22 ต.ค. 2026 ไม่มีประกาศเรื่องพายุหรือพื้นที่ปิดซ่อม
ลำดับเหตุการณ์ของ Biltmore Estate
| ปี | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| 1862 | George Washington Vanderbilt เกิดที่ Staten Island (14 พ.ย.) |
| 1888 | มา Asheville ครั้งแรก เริ่มซื้อที่ดิน จ้าง Hunt และ Olmsted |
| 1889 | เริ่มก่อสร้าง (เส้นเวลาทางการ) Olmsted ส่งแผนแม่บท 12 ก.ค. |
| 1890 | เริ่มงานตัวบ้าน (หน้าประวัติ Vanderbilt และเอกสาร NPS) |
| 1892 | Gifford Pinchot เริ่มงานป่าไม้ 3 ก.พ. |
| 1895 | Hunt เสียชีวิต 31 ก.ค. / Carl Schenck รับช่วงงานป่าไม้ / เปิดบ้านคืนคริสต์มาสอีฟ |
| 1898 | Vanderbilt แต่งงานกับ Edith Stuyvesant Dresser / ก่อตั้ง Biltmore Forest School |
| 1900 | Cornelia Vanderbilt เกิดที่ Biltmore House |
| 1914 | Vanderbilt เสียชีวิต 6 มี.ค. ต่อมา Edith ขายที่ดินราว 87,000 เอเคอร์ให้ U.S. Forest Service |
| 1930 | ครอบครัว Cecil เปิดบ้านให้ประชาชนชม |
| 1942 | บ้านเก็บงานศิลปะของ National Gallery of Art ช่วงสงคราม |
| 1963 | ขึ้นทะเบียน National Historic Landmark (23 พ.ค.) |
| 1966 | รายการใน National Register of Historic Places (NPGallery: 15 ต.ค.) |
| 1985 | Winery เปิดให้ประชาชนชม |
| 2005 | NPS ปรับปรุงเอกสาร National Historic Landmark (5 เม.ย.) |
| 2019 | ติดตั้งนิทรรศการ Building Biltmore House |
| 2024 | พายุ Helene (ก.ย.) เปิดอีกครั้ง 2 พ.ย. |
ข้อมูลการเข้าชม Biltmore Estate
ตรวจสอบข้อมูลจากหน้าทางการเมื่อ 22 ต.ค. 2026 (Tickets & pricing, Hours of operation และSpecial offers)
- เวลาเปิด: Biltmore Estate เปิดทุกวัน เวลาเปลี่ยนรายวัน วันที่ 21–22 ต.ค. 2026 ประตูรับบัตร Conservatory และสวนเปิด 9:00–17:00 น. (สวนปิดเมื่อพลบค่ำ) ส่วนเวลาเข้า Biltmore House เปลี่ยนตามความต้องการ ให้ดูเวลาบนบัตร
- House & Grounds: เริ่มที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐ รวมการชมบ้านพร้อมออดิโอไกด์ อายุ 16 ปีลงมาได้ส่วนลด อายุ 9 ปีลงมาเข้าฟรี
- Grounds only: เริ่มที่ 85 ดอลลาร์ ชมสวน พื้นที่ภายนอก Antler Hill Village และ Winery ไม่รวมการเข้าบ้าน
- บัตรอื่น: Candlelight Christmas House & Grounds (3 พ.ย. 2026–9 ม.ค. 2027) เริ่มที่ 135 ดอลลาร์, House, Titanic & Grounds เริ่มที่ 105 ดอลลาร์ (นิทรรศการ Titanic เปิด 26 ธ.ค.), Annual Pass 299 ดอลลาร์
- ทุกบัตรรวม: ชิมไวน์ฟรี ที่จอดรถฟรี และเปลี่ยนวันเข้าชมได้
- ราคาเปลี่ยนตามวัน: หน้าเว็บใช้คำว่า "เริ่มที่" และระบุว่าตัวเลือกบัตรและราคาเปลี่ยนตามฤดู ซื้อบัตรชมบ้านออนไลน์ประหยัดกว่า 10 ดอลลาร์ต่อใบ จองล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันได้ราคาดีที่สุด และหน้าแรกระบุว่าประหยัดได้ถึง 20 ดอลลาร์ต่อใบเมื่อเทียบกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้อายุ 65 ปีขึ้นไปลด 18 ดอลลาร์สำหรับการชมวันอังคารและพุธ
- การจอง: ทุกคนที่จะเข้า Biltmore House ต้องจองเวลาเข้าตอนซื้อบัตร และควรมาตรงเวลา บัตรไม่คืนเงิน แต่เลื่อนวันได้โดยโทร 800-411-3812 อย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนวันที่จองไว้
กติกาภายใน Biltmore House และการเดินทางใน Biltmore Estate
หน้านโยบายของ Biltmore Estate ระบุข้อห้ามใน Biltmore House ไว้ดังนี้
- ห้ามข้ามหรือเอื้อมผ่านเชือกกั้น และห้ามแตะสิ่งของหลังเชือก
- ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้า ยกเว้นขวดน้ำพลาสติกใส
- กระเป๋าต้องไม่ใหญ่กว่า 19 x 14 x 9 นิ้ว ห้ามกระเป๋าล้อลาก และทุกคนต้องผ่านเครื่องสแกนก่อนเข้าบ้าน
- ห้ามวาดภาพร่าง ห้ามถ่ายภาพหรือวิดีโอเชิงพาณิชย์และการถ่ายแบบโพสท่า ห้ามเลนส์ยาวกว่า 135 มม. ขาตั้งกล้อง ไม้เซลฟี กิมบอล และกล้อง GoPro
- สัตว์เลี้ยงเข้าอาคารไม่ได้ ยกเว้นสัตว์ช่วยเหลือ และที่ดินเกือบทั้งหมดรับชำระแบบไม่ใช้เงินสด
ปิกนิกได้เฉพาะที่สนามลาดหน้ารูปปั้น Diana, Bass Pond และ Lagoon พร้อมเส้นทางเดินโดยรอบ
หน้าการเดินทาง ระบุที่อยู่สำหรับ GPS คือ 1 Lodge St, Asheville, NC 28803 จาก I-40 ใช้ทางออก 50 หรือ 50B (US Highway 25) สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือ Asheville Regional Airport ซึ่ง Biltmore ไม่มีรถรับส่ง ถนนในที่ดินไม่มีทางเท้าและระยะทางไกล จึงแนะนำให้ขับรถมาเอง หรือซื้อรถรับส่ง Biltmore Connect 15 ดอลลาร์ต่อคนต่อวัน เว็บไซต์แนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม หรือสองวันเพื่อชมให้ครบ
ราคาและเวลาของ Biltmore Estate เปลี่ยนตามวันและฤดู ควรตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการอีกครั้งก่อนเดินทาง อ่านเรื่องคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีอเมริกันอีกแห่งได้ที่ Hearst Castle หรือดูทั้งหมดที่หมวดบ้านและสวนคนดังทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
Biltmore Estate อยู่ที่ไหน เดินทางไปอย่างไร?
Biltmore Estate อยู่ที่เมือง Asheville รัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกา ที่อยู่สำหรับ GPS คือ 1 Lodge St, Asheville, NC 28803 จากทางหลวง I-40 ใช้ทางออก 50 หรือ 50B (US Highway 25) สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือ Asheville Regional Airport เว็บไซต์ทางการแนะนำให้ขับรถมาเอง ที่จอดรถรวมในค่าเข้า
ค่าเข้า Biltmore Estate เท่าไร?
ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2026 หน้าราคาทางการของ Biltmore Estate ระบุว่าบัตร House & Grounds (ชมบ้านพร้อมออดิโอไกด์และสวน) เริ่มที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐ บัตรเฉพาะสวนและพื้นที่ภายนอกเริ่มที่ 85 ดอลลาร์ อายุ 16 ปีลงมาได้ส่วนลด และ 9 ปีลงมาเข้าฟรี ราคาเปลี่ยนตามวันและฤดู และซื้อบัตรชมบ้านออนไลน์ประหยัด 10 ดอลลาร์ต่อใบ
ใครออกแบบ Biltmore House และสวน?
Biltmore House ออกแบบโดยสถาปนิก Richard Morris Hunt ซึ่งเสียชีวิตในเดือนกรกฎาคม 1895 ก่อนบ้านเสร็จ ส่วนสวน ถนน และป่าของ Biltmore Estate ออกแบบโดย Frederick Law Olmsted ผู้ออกแบบ Central Park ทั้งสองได้รับการว่าจ้างจาก George W. Vanderbilt ในปี 1888
Biltmore Estate เปิดให้คนทั่วไปชมตั้งแต่เมื่อไร?
Cornelia Vanderbilt ลูกสาวคนเดียวของ George W. Vanderbilt กับสามี John Cecil เปิด Biltmore House ให้ประชาชนเข้าชมในปี 1930 เพื่อช่วยการท่องเที่ยวของพื้นที่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและหารายได้มาดูแลรักษาที่ดิน วันนี้ Biltmore Estate เปิดทุกวันตลอดปี และทายาทยังเป็นเจ้าของและบริหาร
Biltmore Estate เสียหายจากพายุ Helene หรือไม่?
บล็อกทางการของ Biltmore Estate ระบุว่าพายุโซนร้อน Helene ในเดือนกันยายน 2024 ทำให้น้ำท่วมทางเข้าและพื้นที่ลุ่ม แต่ Biltmore House, Conservatory, Winery, สวน และที่พักเสียหายน้อยหรือไม่เสียหาย ที่ดินกลับมาเปิดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2024 และหน้าราคากับหน้าเวลาเปิดที่ตรวจเมื่อ 22 ต.ค. 2026 ไม่มีประกาศเรื่องพายุ
แหล่งอ้างอิง
- Estate timeline — The Biltmore Company
- Biltmore tickets & pricing — The Biltmore Company
- Frederick Law Olmsted — The Biltmore Company
- Gardens & Grounds — The Biltmore Company
- National Historic Landmark Nomination: Biltmore Estate (Additional Documentation and Boundary Reduction) — National Park Service
- List of National Historic Landmarks by State — National Park Service
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- รัฐสภา33
- ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
- Amazon Aurora4
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ