SCB EIC ชี้เทคโนโลยีโมดูลาร์แก้ปัญหาก่อสร้างไทย เสนอรัฐใช้ในโครงการภาครัฐแบบสิงคโปร์
SCB EIC เผยบทวิเคราะห์ 14 ต.ค. 2026 มองเทคโนโลยีโมดูลาร์ช่วยภาคก่อสร้างไทยลดเวลา แรงงาน และของเสีย เสนอรัฐส่งเสริมการลงทุนและใช้ในโครงการภาครัฐแบบสิงคโปร์
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 3 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ In focus เรื่อง Modular Construction เมื่อ 14 ต.ค. 2026 มองว่าเทคโนโลยีโมดูลาร์จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคก่อสร้างไทย
- SCB EIC อ้างการประเมินของ McKinsey ว่ารายได้ห่วงโซ่อุปทานโมดูลาร์ทั่วโลกปี 2022 อยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์ และอาจแตะ 0.54–1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2040 โตเฉลี่ย 6–10% ต่อปี
- ตัวอย่างจากสิงคโปร์: หลังกำหนดให้บางแปลงในโครงการ Government Land Sales ต้องใช้ระบบ PPVC สัดส่วนโครงการใหม่ที่ใช้แนวทาง DfMA เพิ่มจาก 61% ในปี 2023 เป็น 68% ในปี 2024
- อุปสรรคในไทยคือลูกค้ายังไม่เชื่อมั่น ยังไม่เกิด Economies of Scale และขาดการส่งเสริมการลงทุนแบบครบวงจร SCB EIC จึงเสนอแนวทางให้ 3 กลุ่ม คือ ผู้รับเหมาและผู้พัฒนาอสังหาฯ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง และภาครัฐ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 มองว่าเทคโนโลยีโมดูลาร์ (Modular Construction) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคก่อสร้างไทย ทั้งช่วยลดเวลาก่อสร้าง ลดการใช้แรงงาน และลดของเสีย พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการลงทุนและนำไปใช้ในโครงการภาครัฐ
บทวิเคราะห์นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง เพราะการย้ายงานจากหน้างานไปไว้ในโรงงานเปลี่ยนทั้งวิธีลงทุน วิธีขาย และวิธีรับประกันอาคาร
เทคโนโลยีโมดูลาร์ต่างจากการก่อสร้างแบบเดิมอย่างไร
SCB EIC อธิบายว่าเทคโนโลยีโมดูลาร์เปลี่ยนพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นจุดประกอบอาคาร ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกผลิตสำเร็จรูปและตกแต่งจนเป็นโมดูลพร้อมใช้ตั้งแต่ในโรงงาน ครอบคลุมงานโครงสร้าง งานระบบ และงานตกแต่งภายใน แล้วจึงขนมาติดตั้งที่หน้างาน
- Productivity สูงขึ้น ลดระยะเวลาก่อสร้างและลดการใช้แรงงานหน้างาน
- ของเสียน้อยลง การผลิตในระบบโรงงานควบคุมปริมาณวัสดุและกระบวนการผลิตได้แม่นยำ
- ลด Emission ของเสียที่น้อยลงตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคก่อสร้าง
ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ทั่วโลกโตต่อเนื่อง
SCB EIC อ้างการประเมินของ McKinsey ว่ารายได้ของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโมดูลาร์ทั่วโลกปี 2022 อยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มแตะ 0.54–1.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 หรือราว 3–6 เท่าของปี 2022 (คำนวณจากตัวเลขดังกล่าว) โตเฉลี่ย 6–10% ต่อปี แรงขับเคลื่อนมาจากการขยายตัวของเมือง นโยบายที่อยู่อาศัยราคาไม่สูงที่รัฐและผู้พัฒนาต้องลดต้นทุนและเวลาก่อสร้าง ที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบซ้ำกัน และการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งประกอบระบบในโรงงานแล้วทดสอบก่อนส่งมอบ และขยายเฟสต่อไปด้วยการต่อโมดูลใหม่ได้
| ตัวชี้วัด | ตัวเลข |
|---|---|
| รายได้ห่วงโซ่อุปทานโมดูลาร์ทั่วโลก ปี 2022 | 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| ประมาณการภายในปี 2040 | 0.54–1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| อัตราเติบโตเฉลี่ย | 6–10% ต่อปี |
| สิงคโปร์: โครงการใหม่ที่ใช้แนวทาง DfMA ปี 2023 | 61% |
| สิงคโปร์: โครงการใหม่ที่ใช้แนวทาง DfMA ปี 2024 | 68% |

อุปสรรคของเทคโนโลยีโมดูลาร์ในไทยและข้อเสนอของ SCB EIC
SCB EIC ระบุความท้าทาย 3 ข้อ คือ ลูกค้าและผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น ยังไม่เกิด Economies of Scale ที่จูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุน และยังขาดการส่งเสริมการลงทุนอย่างครบวงจร ข้อเสนอแบ่งตามกลุ่มดังนี้
- ผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มที่มีโรงงาน Prefabrication และ Precast อยู่แล้วต่อยอดไปผลิตและติดตั้งโมดูลาร์ เริ่มจากอาคารประเภทที่ถนัด แสดงต้นทุนบำรุงรักษาตลอดอายุเทียบกับการก่อสร้างแบบเดิม และทำแพ็กเกจบริการหลังการขายกับการรับประกันระบบ
- ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ขยายกำลังผลิตไปสู่สินค้ากลุ่มโมดูลาร์ ควบคุมทั้งการผลิตและการติดตั้ง และสื่อสารข้อมูลวิศวกรรมกับมาตรฐาน เช่น การทดสอบโครงสร้าง ความทนทานต่อภัยพิบัติ และการรับประกันโครงสร้างระยะยาว
- ภาครัฐ ส่งเสริมครบวงจรตั้งแต่โรงงาน การวิจัยและพัฒนา จนถึงตลาดผู้ใช้ เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ งบวิจัย และโครงการต้นแบบ รวมถึงใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐแบบสิงคโปร์ ที่กำหนดให้ที่ดินบางแปลงในโครงการ Government Land Sales (GLS) ต้องใช้ระบบ Prefabricated Prefinished Volumetric Construction (PPVC)

ผลต่อธุรกิจอสังหาฯ และองค์กรไทย
- ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยราคาไม่สูง ซึ่งมีแบบบ้านซ้ำกันจำนวนมาก ศึกษาเทคโนโลยีโมดูลาร์เพื่อลดเวลาก่อสร้างและพึ่งแรงงานหน้างานน้อยลง
- ผู้รับเหมาที่มีโรงงาน Precast ประเมินการลงทุนสายการผลิตโมดูลาร์ เริ่มจากอาคารประเภทที่ทำซ้ำได้ เช่น ที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบซ้ำกัน หรืองานระบบสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่ง SCB EIC ยกเป็นแรงหนุนของตลาด
- ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง เตรียมข้อมูลมาตรฐานและผลทดสอบที่ลูกค้าต้องการ เพราะ SCB EIC ชี้ว่าความเชื่อมั่นคืออุปสรรคแรก
- หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจที่ลงทุนก่อสร้าง พิจารณาโครงการนำร่องที่กำหนดให้ใช้ระบบโมดูลาร์ ตามตัวอย่างของสิงคโปร์
ติดตามข่าวที่อยู่อาศัย วัสดุก่อสร้าง และผู้รับเหมาได้ที่หมวด อสังหาริมทรัพย์
คำถามที่พบบ่อย
เทคโนโลยีโมดูลาร์ในงานก่อสร้างคืออะไร?
SCB EIC อธิบายว่าเทคโนโลยีโมดูลาร์คือการก่อสร้างที่ผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปและตกแต่งจนเป็นโมดูลพร้อมใช้ตั้งแต่ในโรงงาน ครอบคลุมงานโครงสร้าง งานระบบ และงานตกแต่งภายใน แล้วขนมาติดตั้งที่หน้างาน ทำให้พื้นที่ก่อสร้างกลายเป็นจุดประกอบอาคาร ช่วยลดเวลา แรงงาน และของเสีย
ทำไมเทคโนโลยีโมดูลาร์ยังไม่แพร่หลายในไทย?
SCB EIC ระบุความท้าทาย 3 ข้อ คือ ลูกค้าและผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น ตลาดยังเล็กจนไม่เกิด Economies of Scale ที่จูงใจผู้ประกอบการให้ลงทุน และยังขาดการส่งเสริมการลงทุนอย่างครบวงจรจากภาครัฐ
SCB EIC เสนอให้ภาครัฐทำอะไรเรื่องเทคโนโลยีโมดูลาร์?
SCB EIC เสนอให้รัฐส่งเสริมตั้งแต่โรงงาน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงตลาดผู้ใช้ เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ งบวิจัย และโครงการต้นแบบ รวมถึงพิจารณาใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ แบบที่สิงคโปร์กำหนดให้ที่ดินบางแปลงในโครงการ Government Land Sales ต้องใช้ระบบ PPVC
ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ทั่วโลกใหญ่แค่ไหน?
SCB EIC อ้างการประเมินของ McKinsey ว่ารายได้ของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโมดูลาร์ทั่วโลกปี 2022 อยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มเป็น 0.54–1.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 จากการขยายตัวของเมือง นโยบายที่อยู่อาศัยราคาไม่สูง และการขยายดาต้าเซ็นเตอร์
แหล่งอ้างอิง
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- SCB EIC4McKinsey3ธนาคารไทยพาณิชย์5
- ประเทศและสถานที่
- สิงคโปร์60
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ