ข้ามไปยังเนื้อหา
Data Centerคู่มือ

Windows Server 2012 ESU สิ้นสุด 13 ตุลาคม 2026 ไม่มีแพตช์ต่อ ควรย้ายไปรุ่นไหน

Windows Server 2012 ESU สิ้นสุด 13 ต.ค. 2026 ทั้งใน Azure และนอก Azure ไม่มีแพตช์ความปลอดภัยต่อ สรุปเส้นทางอัปเกรดถึง Windows Server 2025 และวันหมดอายุทุกรุ่น

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 6 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
ห้องเซิร์ฟเวอร์ของ The National Archives สหราชอาณาจักร ภาพถ่ายปี 2011 ประกอบข่าว Windows Server 2012 ESU
ห้องเซิร์ฟเวอร์ของ The National Archives สหราชอาณาจักร ภาพถ่ายปี 2011 ใช้ประกอบเรื่องเซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่า ภาพ: The National Archives (UK) / Wikimedia Commons (CC BY 3.0)

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Microsoft ระบุว่า Windows Server 2012 ESU ของทั้ง Windows Server 2012 และ 2012 R2 สิ้นสุด 13 ตุลาคม 2026 หลังให้เพิ่ม 3 ปี ทั้งเครื่องใน Azure และนอก Azure
  • Patch Tuesday วันที่ 10 พฤศจิกายน 2026 จึงเป็นรอบแรกที่เครื่องเหล่านี้ไม่อยู่ในโครงการ ESU อีกต่อไป
  • Windows Server 2012 R2 อัปเกรดตรงไป Windows Server 2025 ได้ ส่วน Windows Server 2012 ไปได้ไกลสุดคือ 2016 แบบ in-place จึงต้องผ่านอีกขั้น
  • Windows Server 2016 หมดอายุ 12 มกราคม 2027 ส่วน 2019 หมด 9 มกราคม 2029 และ 2022 หมด Mainstream ไปแล้วเมื่อ 13 ตุลาคม 2026
  • Windows Server 2025 มี Mainstream ถึง 13 พฤศจิกายน 2029 และ Extended ถึง 14 พฤศจิกายน 2034 เป็นปลายทางที่มีเวลายาวที่สุด

Windows Server 2012 ESU คือโครงการแพตช์ความปลอดภัยแบบเสียเงินหรือฟรีใน Azure ที่ต่อชีวิต Windows Server 2012 และ 2012 R2 หลังหมดอายุ และสิ้นสุดแล้วเมื่อ 13 ตุลาคม 2026 เครื่องที่ยังใช้งานอยู่จึงไม่ได้รับแพตช์จาก Microsoft อีก องค์กรควรเลือกปลายทางทันที โดยรุ่นที่มีเวลาเหลือมากที่สุดคือ Windows Server 2025

Microsoft ระบุในเอกสารว่าเมื่อหมดช่วงนี้จะหยุดให้อัปเดต และแนะนำให้อัปเดตเป็นรุ่นใหม่กว่าโดยเร็วที่สุด Patch Tuesday รอบถัดไปคือ 10 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งเป็นรอบแรกหลังจบโครงการ ส่วนรอบตุลาคมซึ่งแก้ช่องโหว่จำนวนมากเป็นประวัติการณ์อ่านได้ในสรุป Patch Tuesday ตุลาคม 2026

ตาราง Windows Server 2012 ESU บน Microsoft Learn ระบุวันสิ้นสุด 13 ตุลาคม 2026
ตาราง ESU บนหน้าเอกสารของ Microsoft ระบุวันสิ้นสุด 13 ตุลาคม 2026 ทั้งเครื่องใน Azure และนอก Azure ภาพ: Microsoft Learn (ภาพหน้าจอ)

Windows Server 2012 ESU จบแล้วหมายความว่าอะไร

ESU ของ Windows Server ให้เฉพาะแพตช์ความปลอดภัยระดับ Critical และ Important ไม่มีฟีเจอร์ใหม่และไม่มีการแก้ปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยตามคำขอ Microsoft เรียกโครงการนี้ว่าทางเลือกสุดท้าย สำหรับลูกค้าที่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เก่าต่อหลังหมดซัพพอร์ต

  • ทั้งสองรุ่นจบพร้อมกัน Windows Server 2012 และ 2012 R2 สิ้นสุด Extended Support เมื่อ 10 ตุลาคม 2023 แล้วมี ESU ต่อ 3 ปี
  • Azure ไม่ได้ต่อเวลาให้ ตาราง Windows Server 2012 ESU ระบุวันจบเดียวกันทั้งเครื่องใน Azure และนอก Azure
  • เบราว์เซอร์หมดไปก่อนแล้ว หน้า Lifecycle ระบุว่า Microsoft Edge 109 เป็นรุ่นสุดท้ายบนระบบนี้ และได้รับการแก้ไขถึง 10 ตุลาคม 2023
  • ไม่มีรายการปีที่ 4 หน้า Lifecycle ณ 1 พฤศจิกายน 2026 แสดงเพียง Extended Security Update Year 1 ถึง Year 3
หน้า Microsoft Lifecycle ของ Windows Server 2012 R2 แสดงวันสิ้นสุด Mainstream และ Extended
หน้า Lifecycle ของ Windows Server 2012 R2 ระบุ Mainstream สิ้นสุด 9 ตุลาคม 2018 และ Extended สิ้นสุด 10 ตุลาคม 2023 ภาพ: Microsoft Learn (ภาพหน้าจอ)

วันหมดซัพพอร์ตของ Windows Server ทุกรุ่น

ก่อนเลือกปลายทาง ควรดูว่าแต่ละรุ่นเหลือเวลาเท่าไร วันที่ด้านล่างแปลงจากหน้า Lifecycle ของ Microsoft ตามเวลาแปซิฟิก

รุ่น Mainstream สิ้นสุด Extended สิ้นสุด ความหมายต่อแผนย้าย
Windows Server 2012 และ 2012 R2 9 ต.ค. 2018 10 ต.ค. 2023 (ESU ถึง 13 ต.ค. 2026) ต้องย้ายออกทันที
Windows Server 2016 11 ม.ค. 2022 12 ม.ค. 2027 ไม่ควรเป็นปลายทาง
Windows Server 2019 9 ม.ค. 2024 9 ม.ค. 2029 เหลือราว 2 ปี
Windows Server 2022 13 ต.ค. 2026 14 ต.ค. 2031 อยู่ในช่วง Extended แล้ว
Windows Server 2025 13 พ.ย. 2029 14 พ.ย. 2034 เหลือเวลามากที่สุด

จุดที่หลายคนพลาดคือ Windows Server 2022 จบ Mainstream วันเดียวกับ Windows Server 2012 ESU ส่วน Windows Server 2016 จะหมดในอีกไม่ถึง 3 เดือน ดูรายละเอียดได้ในคู่มือ Windows Server 2016 หมดซัพพอร์ต การย้ายจาก 2012 ไป 2016 จึงเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ใช่ปลายทาง

ไทม์ไลน์การรองรับ Windows Server: รุ่น 2012 ESU จบ 13 ตุลาคม 2026 รุ่น 2016 จบ 12 มกราคม 2027 รุ่น 2019 จบ 9 มกราคม 2029 รุ่น 2022 จบ 14 ตุลาคม 2031 และรุ่น 2025 จบ 14 พฤศจิกายน 2034
ไทม์ไลน์ช่วงการรองรับ Windows Server แต่ละรุ่น จาก ESU ของรุ่น 2012 ถึง Extended Support ของรุ่น 2025 ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: Microsoft Lifecycle)

หลัง Windows Server 2012 ESU อัปเกรดไปรุ่นไหนได้โดยตรง

ตารางเส้นทางอัปเกรดด้วยสื่อติดตั้งของ Microsoft ระบุดังนี้

อัปเกรดจาก ไปได้โดยตรง ไปไม่ได้โดยตรง
Windows Server 2012 2012 R2, 2016 2019, 2022, 2025
Windows Server 2012 R2 2016, 2019, 2025 2022
Windows Server 2016 2019, 2022, 2025 -
Windows Server 2019 2022, 2025 -

Microsoft อธิบายว่าตั้งแต่ Windows Server 2025 ระบบที่ไม่ใช่คลัสเตอร์อัปเกรดข้ามได้สูงสุด 4 รุ่น ส่วนรุ่น 2022 ลงไปข้ามได้ 2 รุ่น และคลัสเตอร์แบบ rolling upgrade ขยับได้ครั้งละ 1 รุ่น ดังนั้นเครื่อง 2012 R2 ไปถึง 2025 ได้ในขั้นเดียว แต่เครื่อง 2012 รุ่นแรกต้องผ่านอย่างน้อยสองขั้น หรือเปลี่ยนไปใช้การติดตั้งใหม่

ตารางเส้นทางอัปเกรด Windows Server ด้วยสื่อติดตั้งบน Microsoft Learn
ตารางเส้นทางอัปเกรดบนหน้าเอกสารของ Microsoft แสดงว่ารุ่น 2012 R2 ไปถึง Windows Server 2025 ได้โดยตรง ภาพ: Microsoft Learn (ภาพหน้าจอ)

เลือกวิธีย้ายออกจาก Windows Server 2012 อย่างไร

วิธี เหมาะเมื่อ สิ่งที่ต้องระวัง
In-place upgrade ต้องการทางเร็วบนเครื่องเดิม และบทบาทรองรับ ฮาร์ดแวร์เดิมต้องรองรับรุ่นใหม่
Clean install เครื่องใหม่ หรืออัปเกรดตรงไม่ได้ ต้องติดตั้งแอปและตั้งค่าใหม่
Migration ย้ายบทบาททีละอย่างไปเครื่องใหม่ ต้องวางลำดับการย้าย
Cluster OS rolling upgrade ต้องการคงการให้บริการของคลัสเตอร์ ขยับได้ครั้งละ 1 รุ่น
ย้ายขึ้นคลาวด์ ไม่ต้องการดูแลฮาร์ดแวร์เอง ต้องตรวจไลเซนส์และเครือข่าย

ตรวจอะไรก่อนอัปเกรดเครื่องหลัง Windows Server 2012 ESU

Microsoft ให้ปัจจัยที่ต้องดูก่อนเลือกวิธีไว้ห้าข้อ และเตือนให้สำรองระบบกับไฟล์สำคัญทุกครั้ง ไม่ว่าจะใช้ in-place upgrade, clean install หรือ migration

  • เวลาหยุดระบบ in-place upgrade ต้องรีบูตแต่อยู่บนเครื่องเดิม ส่วน rolling upgrade ของคลัสเตอร์คงการให้บริการไว้ได้
  • ฮาร์ดแวร์ ถ้าอยู่เครื่องเดิมใช้ in-place หรือ clean install ถ้าย้ายเครื่องใหม่ใช้ migration
  • บทบาทและฟีเจอร์ ไม่ใช่ทุกบทบาทที่อัปเกรดแบบ in-place ได้ ต้องตรวจตารางการย้ายบทบาทของ Microsoft
  • ไลเซนส์ ต้องมี product key และวิธีเปิดใช้งานของรุ่นปลายทาง Microsoft ระบุว่าการอัปเกรด Windows Server แต่ละครั้งต้องใช้ไลเซนส์แยก

นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามที่ทำให้แผนสะดุดได้ การอัปเกรดแบบ in-place เปลี่ยนภาษาของระบบไม่ได้ สลับระหว่าง Server Core กับ Desktop Experience ไม่ได้ และอัปเกรดไปรุ่นทดลองไม่ได้ ส่วนเครื่องที่เป็น Domain Controller มีเอกสารเฉพาะของ Microsoft ที่ต้องอ่านก่อน เครื่องเก่าที่ลงภาษาอื่นหรือเป็น Server Core จึงควรวางแผนติดตั้งใหม่ตั้งแต่ต้น

ขั้นตอนย้ายหลัง Windows Server 2012 ESU สิ้นสุด

ขั้นตอนที่ 1: หาเครื่องที่เหลือให้ครบ

รวมทั้งเครื่องจริงและ VM สาขาย่อย เครื่องที่ผู้ขายแอปดูแล และเครื่องทดสอบที่ลืมปิด บันทึกรุ่นระบบ บทบาท เจ้าของงาน และข้อมูลที่เก็บ รวมถึงเครื่องที่เคยซื้อ Windows Server 2012 ESU ไว้ เพราะผู้ดูแลอาจเข้าใจว่าเครื่องกลุ่มนี้ยังได้รับแพตช์อยู่

ขั้นตอนที่ 2: จัดลำดับความเสี่ยง

เริ่มจากเครื่องที่เปิดรับจากอินเทอร์เน็ต เครื่องที่เก็บข้อมูลลูกค้า และเครื่องบทบาทหลัก เช่น Active Directory แล้วจึงตามด้วยแอปภายใน

ขั้นตอนที่ 3: ถามผู้ขายแอปก่อนลงมือ

ขอเอกสารยืนยันว่าแอปรองรับ Windows Server 2025 หรือรุ่นปลายทาง ถ้าแอปไปต่อไม่ได้ ให้ตั้งงบเปลี่ยนแอปแยกจากงบเซิร์ฟเวอร์

ขั้นตอนที่ 4: สำรองและทดสอบ

สำรองข้อมูลและทดสอบการกู้คืนก่อนทุกครั้ง แล้วลองอัปเกรดกับสำเนาของเครื่องจริงก่อนทำบนระบบใช้งาน

ขั้นตอนที่ 5: ปิดเครื่องเดิมให้จบ

หลังย้ายเสร็จ เก็บเครื่องเดิมไว้ช่วงสั้น ๆ เพื่อย้อนกลับ แล้วปิดและลบออกจากบัญชีทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้เหลือเครื่องที่ไม่มีแพตช์ค้างในเครือข่าย

เจ้าหน้าที่สองคนทำงานที่คอนโซลแบบดึงออกจากตู้แร็ก ภาพจากหน้าผลิตภัณฑ์ Windows Server ของ Microsoft
เจ้าหน้าที่ทำงานที่คอนโซลแบบดึงออกจากตู้แร็ก ภาพจากหน้าผลิตภัณฑ์ Windows Server ของ Microsoft ภาพ: Microsoft

ถ้ายังย้ายไม่ทันต้องทำอะไร

หลัง Windows Server 2012 ESU จบ เครื่องที่ยังต้องเปิดอยู่ควรถูกจำกัดมากที่สุด มาตรการเหล่านี้ลดโอกาสถูกโจมตีได้บางส่วน แต่ไม่ทดแทนแพตช์

  • ถอดเครื่องออกจากการเข้าถึงโดยตรงจากอินเทอร์เน็ต และแยกไว้ในเครือข่ายเฉพาะ
  • จำกัดการใช้ Remote Desktop เฉพาะผ่าน VPN หรือ jump host และเปิด MFA ที่ปลายทางเข้า
  • สำรองข้อมูลแบบแยกจากระบบเดิม เพื่อกู้คืนได้เมื่อเครื่องถูกโจมตี
  • เฝ้าระวัง log ของเครื่องกลุ่มนี้เป็นพิเศษ และกำหนดวันย้ายที่เจ้าของงานรับทราบ

บริบทองค์กรไทย: ฮาร์ดแวร์เก่ากับงบปีหน้า

เครื่องที่ยังใช้ Windows Server 2012 มักรันบนเซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่า การย้ายจึงมักพ่วงการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ องค์กรที่ใช้ VMware ควรตรวจESX 9 CPU ควบคู่กัน เพราะ vSphere 8 จะจบ General Support วันที่ 11 ตุลาคม 2027 ส่วนงบซื้อเครื่องต้องเผื่อราคา DRAM ตุลาคม 2026 ที่ยังสูงเป็นประวัติการณ์

ถ้าโจทย์หลักคือระบบเก่าไม่กี่เครื่อง การเช่าเครื่องบนคลาวด์ระหว่างเปลี่ยนรุ่นอาจเร็วกว่ารอจัดซื้อ ส่วนหน่วยงานที่ต้องทำ TOR ควรระบุรุ่นระบบปฏิบัติการปลายทางและวันหมดซัพพอร์ตไว้ในข้อกำหนด เพื่อไม่ให้ได้รุ่นที่ใกล้หมดอายุ

บริการของ THAI DATA CLOUD ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ Windows Server 2012 ESU จบ องค์กรไทยที่มีแอป ASP.NET หรือฐานข้อมูล MSSQL บนเครื่องเก่าต้องหาเครื่องปลายทางรุ่นใหม่ให้เร็วขึ้น Cloud Windows Server ของ THAI DATA CLOUD มี Windows Server ถูกลิขสิทธิ์ที่พร้อมใช้ใน 1 นาที เข้าใช้งานผ่าน RDP ได้ทันที และตั้งอยู่บน Data Center ไทยและสิงคโปร์ จึงใช้เป็นเครื่องปลายทางหรือเครื่องทดสอบระหว่างย้ายได้ (THAI DATA CLOUD เป็นผู้ดำเนินงานเว็บไซต์นี้)

ติดตามข่าวเซิร์ฟเวอร์และวันหมดซัพพอร์ตได้ที่หมวดดาต้าเซ็นเตอร์

คำถามที่พบบ่อย

Windows Server 2012 ESU หมดเมื่อไร?

Windows Server 2012 ESU สิ้นสุดวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ตามหน้าเอกสารของ Microsoft ใช้กับทั้ง Windows Server 2012 และ 2012 R2 และใช้วันเดียวกันทั้งเครื่องใน Azure และนอก Azure หลังจากนั้น Microsoft จะหยุดให้อัปเดต และแนะนำให้ย้ายไปรุ่นใหม่โดยเร็ว

ซื้อ ESU ต่อเป็นปีที่ 4 ได้ไหม?

ตารางของ Microsoft ระบุระยะเวลา Windows Server 2012 ESU ไว้ 3 ปี และหน้า Lifecycle แสดงเพียง Year 1 ถึง Year 3 ณ 1 พฤศจิกายน 2026 เราไม่พบรายการปีที่ 4 บนหน้าเอกสารทั้งสอง องค์กรจึงควรวางแผนย้ายออก ไม่ควรรอการขยายเวลา

Windows Server 2012 R2 อัปเกรดเป็น Windows Server 2025 ได้เลยไหม?

ได้สำหรับระบบที่ไม่ใช่คลัสเตอร์ Microsoft ระบุว่าตั้งแต่ Windows Server 2025 อัปเกรดข้ามได้สูงสุด 4 รุ่น และเริ่มจาก 2012 R2 ขึ้นไป ส่วนคลัสเตอร์แบบ rolling upgrade ขยับได้ครั้งละ 1 รุ่น และควรตรวจว่าบทบาทและแอปรองรับก่อนเสมอ

Windows Server 2012 รุ่นแรกอัปเกรดไปรุ่นไหนได้?

ตารางเส้นทางอัปเกรดด้วยสื่อติดตั้งของ Microsoft ระบุว่า Windows Server 2012 ไปได้ที่ 2012 R2 และ 2016 เท่านั้น องค์กรที่หมด Windows Server 2012 ESU และยังอยู่รุ่นนี้จึงควรพิจารณาติดตั้งใหม่หรือย้ายบทบาทไปเครื่องใหม่แทนการอัปเกรดหลายต่อ

ถ้ายังย้ายออกไม่ทันควรทำอย่างไร?

ควรแยกเครื่องออกจากอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายผู้ใช้ทั่วไป จำกัดการเข้าถึงเฉพาะบัญชีที่จำเป็น สำรองข้อมูลแบบแยกจากระบบเดิม และกำหนดวันย้ายที่ชัดเจน มาตรการเหล่านี้ลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ไม่ทดแทนแพตช์ที่ Windows Server 2012 ESU เคยให้

แหล่งอ้างอิง

  1. Extended Security Updates for Windows Server overview — Microsoft Learn
  2. Windows Server 2012 R2 - Microsoft Lifecycle — Microsoft Learn
  3. Windows Server 2012 - Microsoft Lifecycle — Microsoft Learn
  4. Plan Your Windows Server Upgrade Path — Microsoft Learn
  5. Windows Server 2019 - Microsoft Lifecycle — Microsoft Learn
  6. Windows Server 2022 - Microsoft Lifecycle — Microsoft Learn
  7. Windows Server 2025 - Microsoft Lifecycle — Microsoft Learn

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

องค์กรและบริษัท
Microsoft192VMware29
ประเทศและสถานที่
สิงคโปร์182
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
Windows Server26Microsoft Azure78Microsoft Edge9.NET21SQL Server18
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ