ข้ามไปยังเนื้อหา
Health

WHO เปิดยุทธศาสตร์ Pandemic Hub ตั้งเป้าตรวจจับโรคระบาดใหม่ใน 24 ชั่วโมงภายในปี 2030

WHO เปิดยุทธศาสตร์ 5 ปีของ Pandemic Hub ที่เบอร์ลิน 12 ต.ค. 2026 ตั้งเป้าให้ทุกประเทศตรวจจับภัยสุขภาพใหม่ได้ใน 24 ชั่วโมงภายในปี 2030 ด้วย AI และข้อมูลจีโนม

โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 8 นาที

แชร์FacebookXLINELinkedIn
พิธีต่อบันทึกความเข้าใจระหว่าง WHO Pandemic Hub กับ Robert Koch Institute และ Charité ในงาน World Health Summit 2026 ที่เบอร์ลิน
ภาพ: WHO / Marcio Schimming

สรุปประเด็นสำคัญ

  • WHO เปิดยุทธศาสตร์ปี 2026–2030 ของ Pandemic Hub (WHO Hub for Pandemic and Epidemic Intelligence) ในวันเปิดงาน World Health Summit ที่เบอร์ลิน 12 ตุลาคม 2026 ตั้งเป้าให้ทุกประเทศตรวจจับและเข้าใจภัยสุขภาพใหม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง ภายในปี 2030
  • ระบบ EIOS ของ Pandemic Hub ใช้ AI สแกนแหล่งข้อมูลสาธารณะหลายพันแหล่งแบบเรียลไทม์ทุกวัน มีผู้ใช้กว่า 125 ประเทศสมาชิก กับ 30 องค์กรระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายกว่า 4,000 คน
  • ยุทธศาสตร์ Pandemic Hub มี 4 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ และ 5 โครงการหลัก รวมโครงการใหม่ Digital Enablers for Public Health Intelligence ที่จะสร้างระบบดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับแบ่งปันข้อมูลและใช้ AI อย่างรับผิดชอบ
  • กรณีเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยกาฬโรคอีร์คุตสค์เสียชีวิต WHO รู้จากรายงานสื่อเมื่อ 2 ตุลาคม 2026 ขอให้รัสเซียยืนยันหลายรอบ และรายงานเมื่อ 10 ตุลาคม ว่าการตรวจกว่า 5,500 รายการไม่พบเชื้อก่อโรคร้ายแรง แต่ยังไม่ทราบเชื้อที่ทำให้เสียชีวิต
  • กรมควบคุมโรคแถลงเมื่อ 11 ตุลาคม 2026 ว่ายังไม่มีหลักฐานการระบาดของกาฬโรค ผู้ที่กลับจากพื้นที่เสี่ยงแล้วมีไข้สูง หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองโต ไอ หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทาง สอบถามได้ที่สายด่วน 1422

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดยุทธศาสตร์ปี 2026–2030 ของ Pandemic Hub ศูนย์ข่าวกรองด้านโรคระบาดของ WHO ในเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2026 ตั้งเป้าให้ทุกประเทศตรวจจับและเข้าใจภัยสุขภาพใหม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดขึ้น ภายในปี 2030 โดยพึ่ง AI การถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อ และระบบแบ่งปันข้อมูลข้ามพรมแดน

Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ประกาศยุทธศาสตร์นี้ในพิธีเปิดงาน World Health Summit ที่เบอร์ลิน ชื่อเต็มของ Pandemic Hub คือ WHO Hub for Pandemic and Epidemic Intelligence ตั้งขึ้นในปี 2021 ด้วยการสนับสนุนตั้งต้นจากรัฐบาลเยอรมนี หลังโควิด-19 เผยให้เห็นช่องว่างของการเฝ้าระวังโรค ปัจจุบันทำงานกับประเทศสมาชิก WHO 160 ประเทศ องค์กรภาคี 190 แห่ง และนักวิทยาศาสตร์กับผู้กำหนดนโยบายอีกหลายพันคน ส่วนเอกสารยุทธศาสตร์ยาว 16 หน้าเผยแพร่บนเว็บไซต์ WHO ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม

Pandemic Hub ตั้งเป้าอะไรภายในปี 2030

เอกสารยุทธศาสตร์วาดภาพว่าภายในปี 2030 ประเทศต่าง ๆ จะตรวจจับและเข้าใจภัยสุขภาพใหม่ได้ "ในหลักชั่วโมงแทนหลักวัน" โดยใช้ข่าวกรองจากแหล่งข้อมูลเปิด ข้อมูลห้องปฏิบัติการและจีโนม การวิเคราะห์ขั้นสูง และ AI ร่วมกันเป็นงานประจำ เป้า 24 ชั่วโมงถูกเขียนเป็น "aspiration" หรือเป้าหมายที่มุ่งไป และแบ่งงานเป็น 4 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์

เป้าหมาย สาระสำคัญ
1. ระบบเฝ้าระวังโรคที่แข็งแรงขึ้น ช่วยประเทศสร้างระบบเฝ้าระวังโรคไว้ล่วงหน้า เพราะระบบแบบนี้สร้างระหว่างวิกฤตไม่ทัน
2. ตรวจจับเร็วขึ้นด้วยนวัตกรรม รวมข้อมูลแหล่งเปิด ห้องแล็บ และจีโนมเข้างานประจำ ให้การสแกนด้วย AI การตรวจที่เร็วขึ้น และการถอดรหัสพันธุกรรมต้นทุนต่ำไปถึงประเทศที่ต้องการที่สุด
3. ตัดสินใจดีขึ้นด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ให้ผู้ตัดสินใจใช้แนวโน้ม การคาดการณ์ และฉากทัศน์เป็นปกติ และสรุปผลวิเคราะห์เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
4. รากฐานดิจิทัลที่ไว้วางใจได้ วางมาตรฐานกลางให้แลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างปลอดภัย แก้ปัญหาข้อมูลหลายรูปแบบที่อยู่ในระบบแยกกันและกติกาไม่ชัด

Tedros กล่าวว่า ห้าปีหลังก่อตั้ง Pandemic Hub ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบความมั่นคงด้านสุขภาพโลก และยุทธศาสตร์ใหม่จะรวมรัฐบาลและภาคีไว้รอบเป้าหมายเดียว คือโลกที่ทุกประเทศรับมือภัยสุขภาพได้ก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่

หน้าเอกสาร Public health intelligence for a safer world ยุทธศาสตร์ Pandemic Hub ปี 2026–2030 บนเว็บไซต์ WHO เผยแพร่ 10 ตุลาคม 2026 ระบุเป้าตรวจจับภัยสุขภาพใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง
หน้าเอกสารยุทธศาสตร์ Pandemic Hub ปี 2026–2030 บนเว็บไซต์ WHO สรุปเป้าตรวจจับภัยสุขภาพใหม่ภายใน 24 ชั่วโมงและ 4 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ภาพ: World Health Organization (ภาพหน้าจอ)

5 โครงการหลักของ Pandemic Hub: AI จีโนม และข้อมูล

WHO แจกแจงงานของ Pandemic Hub ช่วงห้าปีข้างหน้าเป็น 5 โครงการที่เชื่อมกัน

  • Epidemic Intelligence from Open Sources (EIOS) ใช้ AI สแกนแหล่งข้อมูลสาธารณะหลายพันแหล่งแบบเรียลไทม์ทุกวัน เพื่อหาสัญญาณของภัยสุขภาพ มีผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายกว่า 4,000 คน ผู้ใช้กว่า 125 ประเทศสมาชิกและ 30 องค์กรระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ หลังเปิด EIOS 2.0 ในปี 2025 แผนต่อไปคือพัฒนา AI ให้ตรวจจับสัญญาณ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงได้อัตโนมัติมากขึ้น
  • International Pathogen Surveillance Network (IPSN) เสริมขีดความสามารถด้านการถอดรหัสพันธุกรรมและชีวสารสนเทศ เพื่อระบุเชื้อใหม่ได้เร็ว และเร่งการพัฒนาชุดตรวจ ยา และวัคซีน
  • The Collaboratory เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองและวิทยาการข้อมูลกว่า 2,000 คนที่ระดมได้ทันทีเมื่อมีภัยใหม่
  • Collaborative Surveillance ดำเนินการแล้วในกว่า 83 ประเทศ ช่วยสถาบัน ระบบ และบุคลากรของแต่ละประเทศตรวจจับภัยสุขภาพด้วยแนวคิด One Health
  • Digital Enablers for Public Health Intelligence โครงการใหม่ที่จะพัฒนาระบบดิจิทัลที่ปลอดภัย ให้ประเทศและภาคีแบ่งปัน วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลร่วมกันได้ พร้อมสนับสนุนการนำ AI มาใช้อย่างรับผิดชอบ
ภาพสรุปตัวเลขของ Pandemic Hub ของ WHO: เป้าตรวจจับภัยสุขภาพใหม่ใน 24 ชั่วโมงภายในปี 2030 ทำงานกับ 160 ประเทศสมาชิกและ 190 องค์กรภาคี EIOS มีผู้ใช้กว่า 125 ประเทศและผู้เชี่ยวชาญกว่า 4,000 คน The Collaboratory กว่า 2,000 คน และ Collaborative Surveillance ในกว่า 83 ประเทศ
ตัวเลขหลักของ Pandemic Hub: เป้า 24 ชั่วโมง เครือข่าย 160 ประเทศสมาชิก และขนาดของโครงการ EIOS, The Collaboratory และ Collaborative Surveillance ภาพ: THAI DATA (ข้อมูล: องค์การอนามัยโลก (WHO))

ในงานเดียวกัน Pandemic Hub ยังต่อบันทึกความเข้าใจกับ Robert Koch Institute หน่วยงานสาธารณสุขกลางของเยอรมนี และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Charité – Universitätsmedizin Berlin ไปจนถึงปี 2031

ตัวอย่างงานแบบ Pandemic Hub: WHO ตรวจสอบสัญญาณกาฬโรคจากรัสเซีย

งานข่าวกรองโรคระบาดที่ยุทธศาสตร์พูดถึงเห็นได้ชัดจากกรณีในรัสเซียเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งเราเคยรายงานไว้ในข่าว WHO จี้รัสเซียแจงกรณีสงสัยกาฬโรคปอด ตามรายงาน Disease Outbreak News ที่ WHO เผยแพร่เมื่อ 10 ตุลาคม 2026

  1. 2 ตุลาคม WHO รู้จากรายงานของสื่อว่าเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคอีร์คุตสค์เสียชีวิต หลังเข้าโรงพยาบาลด้วยปอดบวมรุนแรงเมื่อ 29 กันยายน และสื่อระบุว่าสงสัยกาฬโรคปอด
  2. 3, 5, 6 และ 7 ตุลาคม WHO ขอให้ทางการรัสเซียยืนยันข้อมูลตามมาตรา 9 และ 10 ของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)
  3. 6 ตุลาคม จุดประสานงาน IHR ของรัสเซียตอบว่าไม่มีผู้ป่วยกาฬโรคในแคว้นอีร์คุตสค์ช่วงหลัง และจัดการเสียชีวิตเป็นปอดบวมไม่ทราบสาเหตุ
  4. ทางการรัสเซียรายงานว่าตรวจทางห้องปฏิบัติการกว่า 5,500 รายการ ไม่พบเชื้อก่อโรคร้ายแรง ส่วนในกลุ่มผู้สัมผัสพบเพียงโควิด-19 จำนวน 2 ราย ไรโนไวรัส 3 ราย เชื้อ Haemophilus 1 ราย และการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่น ๆ

รายงานไม่ได้ระบุว่า WHO ใช้ระบบใดจับข่าวนี้ได้ แต่ขั้นตอนนี้ตรงกับงานที่ EIOS ของ Pandemic Hub ออกแบบมาทำ คือหาสัญญาณจากข้อมูลสาธารณะ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบกับประเทศต้นทาง

WHO ประเมินว่ายังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อต่อเนื่อง แต่ความมั่นใจยังจำกัด เพราะยังไม่ได้ข้อมูลที่ระบุเชื้อที่ทำให้เสียชีวิต และยังตัดความเป็นไปได้ของการสัมผัสเชื้อจากห้องปฏิบัติการออกไม่ได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน WHO ไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าจากเหตุการณ์นี้

รายงาน Disease Outbreak News ของ WHO วันที่ 10 ตุลาคม 2026 เรื่องปอดบวมไม่ทราบสาเหตุในรัสเซีย ระบุว่า WHO รู้เหตุการณ์จากรายงานของสื่อเมื่อ 2 ตุลาคม แล้วขอให้ทางการรัสเซียยืนยัน
รายงาน Disease Outbreak News ของ WHO วันที่ 10 ตุลาคม 2026 เรื่องปอดบวมไม่ทราบสาเหตุในรัสเซีย ระบุว่า WHO รู้เหตุการณ์จากรายงานของสื่อเมื่อ 2 ตุลาคม ภาพ: World Health Organization (ภาพหน้าจอ)

กรมควบคุมโรคยืนยันยังไม่มีหลักฐานการระบาดของกาฬโรค

ฝั่งไทย กรมควบคุมโรคแถลงเมื่อ 11 ตุลาคม 2026 ว่าได้ติดตามข่าวและประสานกับจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR-NFP) ของรัสเซีย ได้ข้อมูลว่าตรวจตัวอย่างในกลุ่มผู้สัมผัสเกือบ 5,000 รายการ ไม่พบกาฬโรคหรือเชื้อก่อโรคอันตรายร้ายแรง พบโควิด-19 จำนวน 2 รายและไรโนไวรัส 2 ราย (ตัวเลขต่างจากรายงานของ WHO เล็กน้อย เพราะเป็นข้อมูลคนละชุดที่ได้มาคนละช่วง)

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า "จากข้อมูลที่ได้รับ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการระบาดของโรคกาฬโรค" และขอให้ประชาชนติดตามข่าวจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ ไม่ตื่นตระหนกกับข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ กรมฯ ยังติดตามสถานการณ์ผ่านเครือข่ายเฝ้าระวังโรคระหว่างประเทศต่อเนื่อง

หัวข่าวกรมควบคุมโรคบนเว็บไซต์สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข 11 ตุลาคม 2569 เผยผลตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ IHR-NFP ประเทศรัสเซีย ผลแล็บไม่พบเชื้อกาฬโรค
ประกาศของกรมควบคุมโรคบนเว็บไซต์สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ยืนยันผลแล็บไม่พบเชื้อกาฬโรคในรัสเซีย ภาพ: สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ภาพหน้าจอ)

ทำไมยุทธศาสตร์ Pandemic Hub จึงสำคัญ

ยุทธศาสตร์อ้างรายงานของ Global Preparedness Monitoring Board ว่าหลายประเทศยังไม่มีระบบตรวจจับ ประเมิน และตอบสนองภัยสุขภาพใหม่ได้เร็ว ที่ใดที่การเฝ้าระวังกระจัดกระจายและขาดทรัพยากร ภัยจะถูกพบช้าเกินไป ยุทธศาสตร์ Pandemic Hub มองว่า AI เปลี่ยนกระแสข้อมูลมหาศาลเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าได้ การถอดรหัสพันธุกรรมระบุเชื้อที่ไม่รู้จักได้ในไม่กี่ชั่วโมง และการตรวจน้ำเสียช่วยให้ตรวจจับได้ใกล้ต้นเหตุมากขึ้น แต่เทคโนโลยีจะมีค่าก็ต่อเมื่อประเทศต่าง ๆ นำไปใช้ เชื่อถือ และเชื่อมเข้ากับระบบที่มีธรรมาภิบาลรองรับ

อีกด้านคือการเมืองและงบประมาณ เอกสารยอมรับว่าทรัพยากรตึงตัวขึ้นและลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศเปลี่ยนไป แม้รัฐสมาชิกจะรับรองความตกลงว่าด้วยโรคระบาดใหญ่ (Pandemic Agreement) เมื่อพฤษภาคม 2025 เป็นกรอบผูกพันทางกฎหมายฉบับแรกด้านการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดใหญ่ WHO จึงระบุตรงไปตรงมาว่าเป้า 24 ชั่วโมงของ Pandemic Hub ต้องอาศัยการลงทุนต่อเนื่องและความร่วมมือข้ามภาคส่วนและพรมแดน

เมื่อไรควรพบแพทย์

ระบบเฝ้าระวังของ Pandemic Hub เป็นงานระดับรัฐบาล แต่การตรวจพบเร็วในชีวิตจริงเริ่มจากคนป่วยที่ไปพบแพทย์ทันเวลาและบอกประวัติครบ กรมควบคุมโรคแนะนำในประกาศวันที่ 11 ตุลาคม 2026 ว่า

  • ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงและมีไข้สูง หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองโต หรือไอ หายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์
  • แจ้งประวัติการเดินทางกับแพทย์ทุกครั้ง เพื่อให้วินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้อง กรมฯ ระบุว่ากาฬโรครักษาได้หากวินิจฉัยและได้รับยาปฏิชีวนะทันท่วงทีตั้งแต่ระยะแรก
  • สอบถามข้อมูลโรคและภัยสุขภาพได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

การวินิจฉัยและการเลือกยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล

ผลต่อองค์กรไทย

ยุทธศาสตร์ Pandemic Hub เป็นงานระดับรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศ แต่บทเรียนจากเดือนนี้ใช้กับองค์กรไทยได้ทันที

  • ใช้แหล่งทางการเป็นตัวตั้งของนโยบายเดินทาง กรณีรัสเซียแสดงให้เห็นว่าข่าวบนโซเชียลอาจไปไกลกว่าข้อเท็จจริง ขณะที่ WHO ไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทาง องค์กรที่ส่งพนักงานไปต่างประเทศควรผูกการตัดสินใจกับรายงาน Disease Outbreak News ของ WHO และประกาศของกรมควบคุมโรค
  • เปิดทางให้พนักงานแจ้งอาการหลังเดินทาง ฝ่ายบุคคลควรมีช่องทางให้พนักงานที่กลับจากต่างประเทศแล้วไม่สบายแจ้งและไปพบแพทย์ได้ทันที พร้อมย้ำให้บอกประวัติการเดินทาง
  • เตรียมระบบข้อมูลสุขภาพให้เชื่อมต่อได้ โรงพยาบาล ห้องแล็บ และบริษัท HealthTech ควรติดตามมาตรฐานกลางที่ Pandemic Hub จะผลักดันผ่านโครงการ Digital Enablers เพราะ WHO ระบุว่าข้อมูลที่อยู่คนละรูปแบบและคนละระบบคือคอขวดของการตรวจจับโรค
  • ทบทวนความปลอดภัยทางชีวภาพ องค์กรที่มีห้องปฏิบัติการทำงานกับเชื้ออันตรายควรทบทวนมาตรการ biosafety และ biosecurity ตามที่ WHO ย้ำไว้ในรายงานกรณีรัสเซีย
  • ตรวจสอบก่อนแชร์ ทีมสื่อสารองค์กรควรรอข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขก่อนส่งต่อข่าวโรคระบาดในกลุ่มพนักงาน ตามที่กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนทำ

ติดตามข่าวธุรกิจการแพทย์และนโยบายสาธารณสุขเรื่องอื่นได้ที่หมวด ธุรกิจการแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

WHO Pandemic Hub คืออะไร?

Pandemic Hub คือ WHO Hub for Pandemic and Epidemic Intelligence ศูนย์ของ WHO ที่เบอร์ลิน ตั้งขึ้นในปี 2021 ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี หลังโควิด-19 เผยช่องว่างของการเฝ้าระวังโรค ปัจจุบันทำงานกับประเทศสมาชิก 160 ประเทศและองค์กรภาคี 190 แห่ง เพื่อตรวจจับภัยโรคระบาดใหม่ ระบุเชื้อด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม และสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล

เป้าหมาย 24 ชั่วโมงของ Pandemic Hub หมายถึงอะไร?

ยุทธศาสตร์ปี 2026–2030 ของ Pandemic Hub ตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 ทุกประเทศจะตรวจจับและเข้าใจภัยสุขภาพใหม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดขึ้น WHO เขียนไว้เป็นเป้าหมายที่มุ่งไป (aspiration) ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้แล้ว และระบุว่าต้องอาศัยการลงทุนต่อเนื่อง ความไว้วางใจ และความร่วมมือข้ามพรมแดน

EIOS ของ WHO ใช้ AI ทำอะไร?

EIOS (Epidemic Intelligence from Open Sources) เป็นหนึ่งในห้าโครงการของ Pandemic Hub ใช้ AI สแกนแหล่งข้อมูลสาธารณะหลายพันแหล่งแบบเรียลไทม์ทุกวันเพื่อหาสัญญาณภัยสุขภาพ ปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 125 ประเทศสมาชิกและ 30 องค์กรระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายกว่า 4,000 คน

ข่าวกาฬโรคในรัสเซียเดือนตุลาคม 2026 สรุปแล้วเป็นอย่างไร?

WHO รายงานเมื่อ 10 ตุลาคม 2026 ว่ารัสเซียตรวจทางห้องปฏิบัติการกว่า 5,500 รายการไม่พบเชื้อก่อโรคร้ายแรง และจัดการเสียชีวิตเป็นปอดบวมไม่ทราบสาเหตุ WHO ยังไม่ได้ข้อมูลยืนยันเชื้อที่เป็นสาเหตุ แต่ไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้า ส่วนกรมควบคุมโรคระบุเมื่อ 11 ตุลาคมว่ายังไม่มีหลักฐานการระบาดของกาฬโรค

แหล่งอ้างอิง

  1. WHO Pandemic Hub sets ambitious goal to detect new outbreaks within 24 hours — World Health Organization
  2. Public health intelligence for a safer world: WHO Hub for Pandemic and Epidemic Intelligence strategy 2026–2030 — World Health Organization
  3. WHO Hub in Berlin, Robert Koch Institute, and Charité – Universitätsmedizin Berlin extend collaboration to strengthen global health security — World Health Organization
  4. Pneumonia of undetermined etiology - the Russian Federation — World Health Organization
  5. กรมควบคุมโรค เผยผลตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ IHR-NFP ประเทศรัสเซีย กรณีรายงานข่าวผู้เสียชีวิตสงสัยกาฬโรคในรัสเซีย ผลแลปไม่พบเชื้อกาฬโรค ย้ำติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการ — สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้

เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว

ประเทศและสถานที่
รัสเซีย17เยอรมนี54
แชร์FacebookXLINELinkedIn

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ