วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2008: จากสินเชื่อซับไพรม์ถึง Lehman Brothers ล้มละลาย และผลต่อไทย
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เริ่มจากสินเชื่อซับไพรม์ในสหรัฐฯ จน Lehman Brothers ล้มละลาย 15 ก.ย. 2008 สหรัฐฯ ตั้ง TARP 700,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนไทยส่งออกปี 2552 ลด 13.9%
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 12 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คือวิกฤตการเงินโลกช่วง ค.ศ. 2007–2009 ที่เริ่มจากสินเชื่อซับไพรม์ในสหรัฐฯ ภาวะถดถอยของสหรัฐฯ กินเวลา 18 เดือน ตั้งแต่ธันวาคม 2007 ถึงมิถุนายน 2009 และ GDP ที่แท้จริงลดลง 4.3% จากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุด ตามข้อมูลของ Federal Reserve History
- Lehman Brothers ยื่นล้มละลายวันที่ 15 กันยายน 2008 รายงาน FCIC ระบุว่ากระทบบริษัทในเครือราว 8,000 แห่ง สินทรัพย์และหนี้สินราว 600,000 ล้านดอลลาร์ วันรุ่งขึ้น Fed อนุมัติเงินกู้ให้ AIG สูงสุด 85,000 ล้านดอลลาร์
- สภาคองเกรสอนุมัติ TARP วงเงิน 700,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2008 ใช้จ่ายจริง 443,500 ล้านดอลลาร์ และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สรุปต้นทุนสุทธิ 31,100 ล้านดอลลาร์ ส่วน Fed ลดดอกเบี้ยเหลือ 0–0.25% เมื่อ 16 ธันวาคม 2008
- ในไทย วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้มูลค่าส่งออกปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ลดลง 13.9% GDP หดตัว 2.3% ตามตัวเลขที่ ธปท. รายงานในขณะนั้น (ข้อมูลปัจจุบันของธนาคารโลกคือหดตัว 0.7%) และ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.75% เหลือ 1.25% ภายในราว 4 เดือน
- มรดกที่ยังอยู่คือกฎหมาย Dodd-Frank ที่ลงนามวันที่ 21 กรกฎาคม 2010 และหลักเกณฑ์ Basel III ซึ่ง ธปท. เริ่มบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2556
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คือชื่อที่ใช้ในไทยเรียกวิกฤตการเงินโลกช่วง ค.ศ. 2007–2009 ซึ่งเริ่มจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำ (ซับไพรม์) ในสหรัฐฯ และรุนแรงที่สุดเมื่อวาณิชธนกิจ Lehman Brothers ยื่นล้มละลายวันที่ 15 กันยายน 2008 ตามด้วยการปล่อยกู้ให้ AIG โครงการ TARP วงเงิน 700,000 ล้านดอลลาร์ และดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่ลดเหลือเกือบศูนย์ ก่อนเศรษฐกิจโลกจะหดตัวในปี 2009
บทความนี้เรียบเรียงจาก Federal Reserve History รายงานของคณะกรรมาธิการไต่สวนวิกฤตการเงินสหรัฐฯ (FCIC) ข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายงานเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 71 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งระบุว่าวิกฤตซับไพรม์ลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจโลก "จนมีคำเรียกขานว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" ตัวเลขที่แต่ละแหล่งระบุไม่ตรงกันเขียนไว้ทั้งสองแบบ
ลำดับเหตุการณ์วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ค.ศ. 2007–2010
| วันที่ | เหตุการณ์ |
|---|---|
| เม.ย. 2007 | New Century Financial ผู้ปล่อยสินเชื่อซับไพรม์รายใหญ่ยื่นล้มละลาย |
| ส.ค. 2007 | ตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสินทรัพย์ค้ำ (ABCP) เริ่มตึงตัว |
| 18 ก.ย. 2007 | Fed เริ่มลดดอกเบี้ยจาก 5.25% เป็น 4.75% |
| ธ.ค. 2007 | สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย |
| 16 มี.ค. 2008 | Bear Stearns รับข้อเสนอควบรวมกับ JPMorgan Chase |
| 7 ก.ย. 2008 | Fannie Mae และ Freddie Mac เข้าสู่การควบคุมกิจการ (conservatorship) |
| 15 ก.ย. 2008 | Lehman Brothers ยื่นล้มละลาย |
| 16 ก.ย. 2008 | Fed อนุมัติเงินกู้ให้ AIG สูงสุด 85,000 ล้านดอลลาร์ |
| 3 ต.ค. 2008 | กฎหมาย EESA มีผล ตั้งโครงการ TARP |
| 25 พ.ย. 2008 | Fed ประกาศซื้อ MBS และตราสารหนี้ของ GSE |
| 16 ธ.ค. 2008 | Fed ลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นกรอบ 0–0.25% |
| 18 มี.ค. 2009 | Fed ขยายการซื้อสินทรัพย์ รวมพันธบัตรรัฐบาล 300,000 ล้านดอลลาร์ |
| มิ.ย. 2009 | ภาวะถดถอยของสหรัฐฯ สิ้นสุด |
| 21 ก.ค. 2010 | Barack Obama ลงนามกฎหมาย Dodd-Frank |
| ธ.ค. 2010 | คณะกรรมการบาเซิลออกหลักเกณฑ์ Basel III |
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เริ่มจากสินเชื่อซับไพรม์อย่างไร
Federal Reserve History อธิบายว่าช่วงต้นถึงกลางทศวรรษ 2000 ผู้ปล่อยกู้หันมาให้สินเชื่อบ้านแก่ผู้กู้ความเสี่ยงสูง แล้วนำสินเชื่อไปรวมกองขายต่อเป็นหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำ (MBS) กระบวนการนี้เรียกว่า securitisation ซึ่งแบ่งความเสี่ยงเป็นชั้น ชั้นที่อยู่บนถูกมองว่าเสี่ยงต่ำ เพราะมีประกันความเสียหายหรือมีชั้นอื่นรับขาดทุนก่อน
- ราคาบ้านเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มกว่าเท่าตัวระหว่างปี 1998–2006 ซึ่ง Fed History เรียกว่าการขึ้นที่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
- หนี้จำนองของครัวเรือนเพิ่มจาก 61% ของ GDP ในปี 1998 เป็น 97% ในปี 2006
- เมื่อราคาบ้านถึงจุดสูงสุด ผู้กู้ขายบ้านหรือรีไฟแนนซ์ได้ยากขึ้น ผลขาดทุนเริ่มเพิ่ม และ New Century Financial ล้มละลายในเดือนเมษายน 2007
- เดือนสิงหาคม 2007 นักลงทุนในตลาดเงินเริ่มหลีกเลี่ยงตราสารที่เกี่ยวพันกับสินเชื่อซับไพรม์
สาเหตุยังเป็นที่ถกเถียง Fed History ระบุว่ามีผู้ชี้ว่าดอกเบี้ยต่ำของ Fed หลังภาวะถดถอยปี 2001 มีส่วนทำให้ตลาดบ้านร้อนแรง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าปัจจัยนี้อธิบายได้เพียงส่วนน้อย

จาก Bear Stearns ถึง Fannie Mae และ Freddie Mac
Fed History ระบุว่าในปี 2008 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ลามถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ รายแรกคือ Bear Stearns ซึ่งมีสินทรัพย์ราว 400,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2008 และแจ้ง Fed เมื่อ 13 มีนาคมว่าจะไม่มีเงินพอชำระภาระในวันรุ่งขึ้น
- 14 มีนาคม 2008 Fed สาขานิวยอร์ก (FRBNY) ปล่อยกู้ 12,900 ล้านดอลลาร์ผ่าน JPMorgan Chase
- 16 มีนาคม 2008 Bear Stearns รับข้อเสนอควบรวมกับ JPMorgan Chase และ FRBNY ตั้งบริษัท Maiden Lane LLC ซื้อสินทรัพย์ราว 30,000 ล้านดอลลาร์จาก Bear Stearns ด้วยเงินกู้จาก FRBNY ราว 29,000 ล้านดอลลาร์
อีกหกเดือนต่อมาถึงคิวของ Fannie Mae และ Freddie Mac บริษัทที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน (GSE) ซึ่งรับซื้อและค้ำประกันสินเชื่อบ้าน Fed History ระบุว่าทั้งสองแห่งขาดทุนหนักทั้งจากหลักทรัพย์ซับไพรม์และสินเชื่อบ้านชั้นดีที่ผิดนัด
คำแถลงของ Henry Paulson รัฐมนตรีคลัง วันที่ 7 กันยายน 2008 ระบุว่าหน่วยงานกำกับ FHFA นำทั้งสองแห่งเข้าสู่การควบคุมกิจการ (conservatorship) และกระทรวงการคลังทำสัญญาซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์เพื่อให้ทั้งคู่มีส่วนของเจ้าของเป็นบวก Paulson กล่าวว่าเขาแจ้ง FHFA ว่า conservatorship เป็นรูปแบบเดียวที่เขาจะยอมใช้เงินภาษีช่วยทั้งสองแห่ง และระบุสาเหตุว่ามาจากโครงสร้างธุรกิจที่มีความขัดแย้งในตัวและการปรับฐานของตลาดบ้าน
15 กันยายน 2008: Lehman Brothers ล้มละลาย AIG ได้รับเงินกู้
Fed History ระบุว่าในสุดสัปดาห์ก่อนหน้า Fed กระทรวงการคลัง และ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เชิญผู้บริหารสถาบันการเงินใหญ่มาหาทางให้เอกชนช่วย Lehman แต่ไม่สำเร็จ เช้าวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2008 Lehman จึงยื่นล้มละลาย
รายงาน FCIC (หน้า 339–340) ระบุขนาดความเสียหายจากช่วงนี้ของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ไว้ดังนี้
- การล้มละลายกระทบบริษัทในเครือราว 8,000 แห่ง มีสินทรัพย์และหนี้สินราว 600,000 ล้านดอลลาร์ เจ้าหนี้กว่า 100,000 ราย และพนักงานราว 26,000 คน
- วันนั้นดัชนี Dow ร่วงกว่า 500 จุด มูลค่าราว 700,000 ล้านดอลลาร์ในกองทุนเกษียณ กองทุนบำนาญ และพอร์ตลงทุนอื่นหายไป
- ถึงเดือนกันยายน 2010 มีคำขอรับชำระหนี้ราว 66,000 รายการ รวมกว่า 873,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนเหตุผลที่ไม่ช่วย Ben Bernanke ให้การต่อ FCIC ว่า Fed "ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยกู้โดยไม่มีความคาดหมายที่สมเหตุสมผลว่าจะได้เงินคืน" ขณะที่ FCIC สรุปว่าการตัดสินใจนี้มีทั้งเหตุผลทางการเงิน การเมือง ทางปฏิบัติ และหลักการ
วันที่ 16 กันยายน 2008 Fed อนุมัติให้ FRBNY ปล่อยกู้ AIG สูงสุด 85,000 ล้านดอลลาร์ อายุ 24 เดือน แลกกับหุ้น 79.9% ให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพราะ AIG ขายสัญญาประกันความเสี่ยงด้านเครดิต (credit default swap) ผ่านบริษัทลูกที่ไม่มีผู้กำกับ แล้วถูกคู่สัญญาเรียกหลักประกันที่หาเองไม่ได้ บ่ายวันเดียวกันกองทุนตลาดเงิน Reserve Primary Fund ประกาศว่าไถ่ถอนที่ 1 ดอลลาร์ต่อหน่วยไม่ได้เพราะขาดทุนจากตราสารของ Lehman จนนักลงทุนแห่ถอนเงินจากกองทุนตลาดเงิน
TARP และดอกเบี้ยศูนย์: สหรัฐฯ รับมือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์อย่างไร
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าสภาคองเกรสอนุมัติวงเงิน TARP 700,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2008 ตามกฎหมาย EESA ก่อนกฎหมาย Dodd-Frank จะลดเพดานเหลือ 475,000 ล้านดอลลาร์ วงเงินที่ผูกพันแบ่งเป็น
- ธนาคารราว 250,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดสินเชื่อราว 27,000 ล้านดอลลาร์
- อุตสาหกรรมรถยนต์ราว 82,000 ล้านดอลลาร์ AIG ราว 70,000 ล้านดอลลาร์
- โครงการช่วยครอบครัวไม่ให้ถูกยึดบ้านราว 46,000 ล้านดอลลาร์
- ถึง 30 กันยายน 2023 จ่ายจริง 443,500 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมเงินที่ได้คืนและต้นทุนดอกเบี้ย 13,100 ล้านดอลลาร์แล้ว ต้นทุนสุทธิคือ 31,100 ล้านดอลลาร์ และทุกโครงการปิดแล้ว
ด้านนโยบายการเงินในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ข้อมูล FRED แสดงว่า Fed ลดดอกเบี้ยจาก 5.25% เริ่ม 18 กันยายน 2007 ลงเหลือ 2.00% ในเดือนเมษายน 2008 แล้วลดอีกในวันที่ 8 และ 29 ตุลาคม 2008 จนแถลงการณ์ 16 ธันวาคม 2008กำหนดกรอบ 0–0.25%
Fed ยังซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ (QE) โดยประกาศ 25 พฤศจิกายน 2008ว่าจะซื้อ MBS สูงสุด 500,000 ล้านดอลลาร์ และตราสารหนี้ของ GSE สูงสุด 100,000 ล้านดอลลาร์ Fed History ระบุว่ารอบนี้ซึ่งเรียกกันว่า QE1 ซื้อสินทรัพย์ระยะยาวรวมราว 1.75 ล้านล้านดอลลาร์

เศรษฐกิจโลกถดถอยแค่ไหนในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
Fed History ระบุว่าภาวะถดถอยของสหรัฐฯ เริ่มธันวาคม 2007 สิ้นสุดมิถุนายน 2009 รวม 18 เดือน นานที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2
- GDP ที่แท้จริงลดลง 4.3% จากไตรมาส 4 ปี 2007 ถึงไตรมาส 2 ปี 2009 (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2013)
- อัตราว่างงานจาก 5% ในเดือนธันวาคม 2007 ขึ้นถึง 10% ในเดือนตุลาคม 2009
- ดัชนี S&P 500 ลดลง 57% จากจุดสูงสุดเดือนตุลาคม 2007 ถึงจุดต่ำสุดเดือนมีนาคม 2009
- ความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนลดจากราว 69 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2007 เหลือ 55 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2009
ข้อมูลธนาคารโลก แสดงว่า GDP โลกหดตัว 1.3% ในปี 2009 สหรัฐฯ หดตัว 2.6% และปริมาณส่งออกสินค้าและบริการของโลกลดลง 9.6% แถลงการณ์ Fed เดือนมีนาคม 2009 เองก็ระบุว่าการส่งออกของสหรัฐฯ ทรุดลงเพราะคู่ค้าหลายประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นกัน
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร
TDRI ระบุว่าระบบการเงินไทยหลีกเลี่ยงผลโดยตรงของวิกฤตซับไพรม์ได้ แต่ไทยซึ่งพึ่งการส่งออกมากถูกกระทบทางอ้อมอย่างรุนแรง ช่วงไตรมาส 1–3 ของปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ส่งออกขยายตัวกว่า 20% แต่ไตรมาส 4 หดตัว 9.4% และ GDP ติดลบ 4.2% ไตรมาสแรกของปี 2552 ส่งออกหดตัว 20% และ GDP ติดลบ 7.1%
รายงานเศรษฐกิจปี 2552 ของ ธปท. ระบุว่าเศรษฐกิจทั้งปีหดตัว 2.3% เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ มูลค่าส่งออก 150,900 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13.9% การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 5.1% การลงทุนภาคเอกชนลดลง 12.8% และอัตราว่างงานสูงสุด 2.1% หรือ 779,400 คนในไตรมาสแรก การนำเข้าลดลงแรงกว่าถึง 24.9% บัญชีเดินสะพัดจึงเกินดุล 20,300 ล้านดอลลาร์
ตัวเลข GDP ไทยช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ต่างกันตามแหล่ง ตัวเลขช่วงนั้นที่ TDRI และ ธปท. ใช้คือปี 2551 โต 2.6% และปี 2552 หดตัว 2.3% แต่ข้อมูลปัจจุบันของธนาคารโลกคือโต 1.7% และหดตัว 0.7%
| ตัวชี้วัด (%) / ปี พ.ศ. | 2550 | 2551 | 2552 | 2553 |
|---|---|---|---|---|
| GDP ไทย (ธนาคารโลก) | 5.4 | 1.7 | -0.7 | 7.5 |
| GDP โลก (ธนาคารโลก) | 4.4 | 2.1 | -1.3 | 4.5 |
| ส่งออกไทย ปริมาณจริง (ธนาคารโลก) | 8.9 | 6.3 | -12.1 | 14.2 |
| GDP ไทย ตัวเลขช่วงนั้น (TDRI/ธปท.) | – | 2.6 | -2.3 | – |
| ดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. สิ้นปี | 3.25 | 2.75 | 1.25 | 2.00 |

ธปท. และรัฐบาลไทยรับมือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์อย่างไร
ตารางมติ กนง. แสดงว่า ธปท. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 3.50% วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 และ 3.75% วันที่ 27 สิงหาคม 2551 TDRI ระบุว่าช่วงต้นปี 2551 ธปท. ยังกังวลเงินเฟ้อจากราคาเชื้อเพลิงและอาหาร ก่อนเปลี่ยนท่าทีค่อนข้างฉับพลันมากังวลเศรษฐกิจตกต่ำในไตรมาส 4
- 3 ธันวาคม 2551 ลด 1.00% เหลือ 2.75%
- 14 มกราคม 2552 ลดเหลือ 2.00% และ 25 กุมภาพันธ์ 2552 เหลือ 1.50%
- 8 เมษายน 2552 ลดเหลือ 1.25% และคงไว้จนขึ้นเป็น 1.50% วันที่ 14 กรกฎาคม 2553
TDRI ประเมินว่าการลดดอกเบี้ยช่วยได้เป็นรอง เพราะต้นเหตุคือคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่หายไป และปัญหาหลักของผู้ประกอบการคือเข้าถึงสินเชื่อยากเมื่อธนาคารเข้มงวด
ด้านการคลัง รัฐบาลรับมือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ด้วยงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2552 วงเงิน 116,700 ล้านบาท ซึ่ง TDRI ระบุว่ารวมเงินช่วยค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท พร้อมมาตรการภาษีราว 40,000 ล้านบาท รายงาน ธปท. ฉบับภาษาไทยระบุว่าขาดดุลงบประมาณเพิ่มจาก 1.8% เป็น 3.9% ของ GDP และกำหนดเงินกู้นอกงบประมาณตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 อีก 335,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2553

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งอย่างไร
วิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) กับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กระทบไทยต่างกันทั้งต้นเหตุและช่องทาง
| ประเด็น | วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 | วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2551–2552 |
|---|---|---|
| จุดเริ่ม | ไทย: วิกฤตค่าเงินและสถาบันการเงินพร้อมกัน | สหรัฐฯ: สินเชื่อซับไพรม์ |
| ช่องทางกระทบไทย | ค่าเงินบาทและสถาบันการเงินในประเทศ | การส่งออกที่หดตัว ระบบการเงินไม่ถูกกระทบโดยตรง |
| GDP ไทยปีที่แย่ที่สุด (ธนาคารโลก) | -7.6% (2541) | -0.7% (2552) |
| เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว | ไม่ถูกกระทบมาก ยกเว้นญี่ปุ่น | อุปสงค์หดตัวทั่วโลก |
TDRI มองว่าสำหรับประเทศที่พึ่งการส่งออกอย่างไทย วิกฤตครั้งนี้อาจจัดการยากกว่าปี 2540 เพราะครั้งก่อนเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วยังซื้อสินค้าจากเอเชียตะวันออกได้ ส่วนครั้งนี้อุปสงค์หดตัวทั่วโลก
อีกด้าน บทความของ ธปท. ปี 2560 ระบุว่าการปฏิรูปหลังปี 2540 สร้างภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ไทยฝ่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 และมหาอุทกภัยปี 2554 มาได้ สัดส่วนหนี้เสียของสถาบันการเงินลดจาก 45% ช่วงวิกฤตเหลือ 3% ณ ปี 2560 และหนี้สินต่อทุนของภาคธุรกิจลดจาก 5 เท่าเหลือ 1.3 เท่า
มรดกของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ยังอยู่ถึงวันนี้
- กฎหมาย Dodd-Frank Fed History ระบุว่ากฎหมายที่สหรัฐฯ ออกหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และลงนาม 21 กรกฎาคม 2010 ให้สภากำกับเสถียรภาพ (FSOC) ระบุสถาบันที่มีความสำคัญเชิงระบบ บังคับให้สถาบันใหญ่ทำแผนรองรับการล้ม (living will) และใช้ Volcker Rule
- Basel III BIS ระบุว่าหลักเกณฑ์ชุดนี้ออกมาเพื่อตอบวิกฤตปี 2007–09 ฉบับแรกเดือนธันวาคม 2010 ส่วนเอกสารของ ธปท.ระบุว่าไทยเริ่มใช้ 1 มกราคม 2556 ธนาคารพาณิชย์ต้องมี CET1 อย่างน้อย 4.5% และเงินกองทุนทั้งสิ้น 8.5% ทันที และทยอยเพิ่ม buffer จนครบ 2.5% ในปี 2562
- ข้อสรุปที่ยังถกเถียง FCIC ลงมติรับรายงาน 6 ต่อ 4 เสียง เสียงข้างมากสรุปว่า "วิกฤตการเงินครั้งนี้หลีกเลี่ยงได้" ส่วนกรรมาธิการ 4 คนทำความเห็นแย้ง
- Bitcoin บล็อกแรกของ Bitcoin ฝังข้อความ "The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks" ไว้ในซอร์สโค้ด
บทเรียนจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์สำหรับองค์กรไทยวันนี้
บทเรียนจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่องค์กรไทยนำไปใช้ได้จริงมีสามข้อ
- อย่าพึ่งอันดับเครดิตอย่างเดียว FCIC ระบุว่าสถาบันการเงินซื้อขายหลักทรัพย์จำนองที่ไม่เคยตรวจสอบ และพึ่งอันดับเครดิตอย่างไม่ตั้งคำถาม
- มีวงเงินสำรองก่อนตลาดปิด หลัง Lehman ล้ม Paulson ให้การว่าแม้บริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ก็ขายตั๋วเงินระยะสั้นได้ยาก และ TDRI ระบุว่าธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้มากในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำปี 2552
- กระจายตลาดส่งออก ไทยเคยเสียมูลค่าส่งออก 13.9% ในปีเดียวเพราะคู่ค้าถดถอยพร้อมกัน
ณ 8 ตุลาคม 2026 FRED แสดงกรอบดอกเบี้ย Fed ที่ 3.75–4.00% และ ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% ในการประชุม 26 สิงหาคม 2569 อ่านต่อ: รายงานการประชุม Fed ล่าสุด และบทความอื่นในหมวดประวัติศาสตร์
คำถามที่พบบ่อย
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไร?
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คือชื่อที่ใช้ในไทยเรียกวิกฤตการเงินโลกช่วง ค.ศ. 2007–2009 ซึ่งเริ่มจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำ (ซับไพรม์) ในสหรัฐฯ ช่วงที่รุนแรงที่สุดคือกลางเดือนกันยายน 2008 เมื่อ Lehman Brothers ยื่นล้มละลายวันที่ 15 และ Fed ต้องปล่อยกู้ให้ AIG ในวันถัดมา จากนั้นเศรษฐกิจโลกหดตัวในปี 2009
Lehman Brothers ล้มละลายเมื่อไร และทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ช่วย?
Lehman Brothers ยื่นล้มละลายเช้าวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2008 หลังการหาเอกชนมาช่วยในช่วงสุดสัปดาห์ไม่สำเร็จ Ben Bernanke ประธาน Fed ชี้แจงว่า Fed ให้กู้ได้เมื่อคาดว่าจะได้เงินคืนอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น ส่วนรายงาน FCIC ระบุว่าการตัดสินใจไม่ช่วยในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนั้นมีทั้งเหตุผลทางการเงิน การเมือง ทางปฏิบัติ และหลักการ
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?
ระบบการเงินไทยไม่ได้รับผลโดยตรงจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่การส่งออกทรุดหนัก TDRI ระบุว่าไตรมาสแรกของปี 2552 ส่งออกหดตัว 20% และ GDP หดตัว 7.1% ทั้งปี 2552 มูลค่าส่งออกลดลง 13.9% ส่วน GDP หดตัว 2.3% ตามตัวเลขที่ ธปท. รายงานในขณะนั้น ขณะที่ข้อมูลปัจจุบันของธนาคารโลกระบุว่าหดตัว 0.7%
TARP ในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คืออะไร และใช้เงินไปเท่าไร?
TARP (Troubled Asset Relief Program) คือโครงการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ตั้งขึ้นระหว่างวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 3 ตุลาคม 2008 วงเงินแรก 700,000 ล้านดอลลาร์ ใช้ช่วยธนาคาร ตลาดสินเชื่อ อุตสาหกรรมรถยนต์ AIG และเจ้าของบ้าน ถึง 30 กันยายน 2023 จ่ายไป 443,500 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมเงินที่ได้คืนและต้นทุนดอกเบี้ยแล้วมีต้นทุนสุทธิ 31,100 ล้านดอลลาร์
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งอย่างไร?
วิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 เกิดในไทยเอง เป็นวิกฤตค่าเงินและสถาบันการเงินพร้อมกัน และ GDP ปี 2541 หดตัว 7.6% ส่วนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เริ่มในสหรัฐฯ และกระทบไทยผ่านการส่งออกเป็นหลัก GDP ปี 2552 หดตัว 0.7% ตามข้อมูลธนาคารโลก TDRI ชี้ว่าครั้งนี้รับมือยากในแง่ที่อุปสงค์สินค้าส่งออกหดตัวทั่วโลก
แหล่งอ้างอิง
- The Great Recession and Its Aftermath — Federal Reserve History
- Support for Specific Institutions — Federal Reserve History
- The Financial Crisis Inquiry Report (January 2011) — Financial Crisis Inquiry Commission / U.S. Government Publishing Office
- Troubled Asset Relief Program — U.S. Department of the Treasury
- Annual Economic Report 2009 — ธนาคารแห่งประเทศไทย
- รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 71: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับการปรับโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจไทย — สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- ประเทศและสถานที่
- สหรัฐอเมริกา121นิวยอร์ก15ญี่ปุ่น41
- ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
- Bitcoin2
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ