กิจการไปรษณีย์โทรเลข สมัยรัชกาลที่ 5: โทรเลขสายแรก 2418 ไปรษณียาคาร 2426 ถึงรวมกรม 2441
กิจการไปรษณีย์โทรเลขของสยามเริ่มจากโทรเลขสายแรกกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ 45 กม. ปี 2418 เปิดไปรษณียาคาร 4 ส.ค. 2426 และรวมเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลขปี 2441
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 10 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มกิจการไปรษณีย์โทรเลขคือ พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) เมื่อรัฐบาลสยามมอบหมายให้กรมกลาโหมสร้างทางสายโทรเลขสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ) รวม 45 กิโลเมตร หลังบริษัทของชาวอังกฤษ 2 คนที่ตั้งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2412 ทำไม่สำเร็จ
- กิจการไปรษณีย์โทรเลขฝั่งโทรเลขออกนอกประเทศครั้งแรกเมื่อสายกรุงเทพฯ–พระตะบอง–ไซ่ง่อน เปิดบริการ 16 กรกฎาคม 2426 อัตราคำละ 1 เฟื้อง และสยามเริ่มใช้ระเบียบโทรเลขระหว่างประเทศตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2428
- ฝั่งไปรษณีย์ของกิจการไปรษณีย์โทรเลขเปิดรับฝากส่งจดหมายเป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีเมื่อ 4 สิงหาคม 2426 ที่ไปรษณียาคาร ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองโอ่งอ่าง
- ปี 2441 กรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขรวมเป็น กรมไปรษณีย์โทรเลข ใช้ไปรษณียาคารเป็นที่ทำการจนถึงปี 2470 ส่วนบริการโทรเลขไทยมีวันสุดท้ายคือ 30 เมษายน 2551
กิจการไปรษณีย์โทรเลขของสยามเริ่มต้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยโทรเลขสายแรกกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ใน พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ตามด้วยการเปิดไปรษณียาคารเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2426 และการรวมกรมไปรษณีย์กับกรมโทรเลขเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลขใน พ.ศ. 2441 รวมแล้วใช้เวลาราว 23 ปี จากสายโทรเลขเส้นเดียวสู่หน่วยงานสื่อสารของรัฐที่ต่อเชื่อมกับต่างประเทศ
วันนี้ 23 ตุลาคม เป็นวันปิยมหาราช บทความนี้เล่ากิจการไปรษณีย์โทรเลขในยุคนั้นจากเอกสารของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา หน้าประวัติของกรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ และหน้าประวัติกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นแหล่งทางการทั้งหมด
ลำดับเหตุการณ์กิจการไปรษณีย์โทรเลข พ.ศ. 2412–2428
ตารางแรกเรียงเหตุการณ์ของกิจการไปรษณีย์โทรเลขช่วงก่อตั้ง ตั้งแต่ความพยายามวางสายโทรเลขครั้งแรกถึงการเข้าร่วมกติกาโทรเลขสากล
| ปี / วันที่ | เกิดอะไรขึ้น | แหล่ง |
|---|---|---|
| 5 พฤษภาคม 2412 | ชาวอังกฤษ 2 คนตั้งบริษัทก่อสร้างและบำรุงรักษาทางโทรเลขในสยาม แต่ดำเนินงานล้มเหลว | วารสารราชบัณฑิตยสถาน |
| 2418 | กรมกลาโหมสร้างทางสายโทรเลขสายแรก กรุงเทพฯ–ปากน้ำ 45 กิโลเมตร และหนังสือรายวัน “ข่าวราชการ” เริ่มออก ต่อมาจึงมีคนเดินหนังสือและตั๋วแสตมป์ | วารสารราชบัณฑิตยสถาน, สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
| 22 กรกฎาคม 2419 | หนังสือ “ข่าวราชการ” เลิกออก บริการไปรษณีย์แบบไม่เป็นทางการเลิกตามไปด้วย | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
| 2421 | สายโทรเลขสายที่สอง กรุงเทพฯ–บางปะอิน ขยายต่อถึงอยุธยา | กองทัพเรือ |
| 2423 | เจ้าหมื่นเสมอใจราช เสนอให้เปิดบริการไปรษณีย์ในประเทศ | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
| 16 กรกฎาคม 2426 | เปิดโทรเลขสายแรกที่ติดต่อต่างประเทศ ผ่านพระตะบองไปไซ่ง่อน คำละ 1 เฟื้อง | กองทัพเรือ |
| 4 สิงหาคม 2426 | เปิดรับฝากส่งจดหมายเป็นการทดลองในพระนครและธนบุรี ที่ไปรษณียาคาร | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
| มีนาคม 2427 | เปิดโทรเลขสายตะวันตก กรุงเทพฯ–กาญจนบุรี เชื่อมสายของพม่า | กองทัพเรือ |
| 1 กรกฎาคม 2428 | สยามเริ่มใช้ข้อบังคับโทรเลขระหว่างประเทศ หลังลงนามอนุสัญญาที่กรุงเบอร์ลิน | กองทัพเรือ |
ลำดับเหตุการณ์กิจการไปรษณีย์โทรเลข พ.ศ. 2433–2551
ตารางที่สองต่อจากการจัดกิจการไปรษณีย์โทรเลขเข้ากระทรวงโยธาธิการ จนถึงวันสุดท้ายของบริการโทรเลข
| ปี / วันที่ | เกิดอะไรขึ้น | แหล่ง |
|---|---|---|
| 2433 (ร.ศ. 109) | รวมกรมโทรเลขและไปรษณีย์เข้าในกระทรวงโยธาธิการ | กระทรวงคมนาคม |
| 2438–2440 | สร้างสายโทรเลขเพิ่ม 3 สาย ชลบุรี–ตราด ศรีราชา–เกาะมะขาม สวรรคโลก–แม่สอด | กองทัพเรือ |
| 2441 | รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลข และสายไทรบุรี–กัวลามุดาต่อถึงปีนังและสิงคโปร์ | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, กองทัพเรือ |
| 1 พฤศจิกายน 2455 | ประกาศใช้รหัสมอร์สภาษาไทยอย่างเป็นทางการ | กองทัพเรือ |
| 2470 และ 2482 | กรมไปรษณีย์โทรเลขย้ายไปถนนเจริญกรุง และเริ่มใช้อาคารที่ทำการไปรษณีย์กลาง | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
| 25 กุมภาพันธ์ 2520 | แยกงานปฏิบัติการออกไปเป็นการสื่อสารแห่งประเทศไทย | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
| 30 เมษายน 2551 | วันสุดท้ายของการให้บริการโทรเลขไทย | สำนักงานราชบัณฑิตยสภา |
ก่อนมีกิจการไปรษณีย์โทรเลข: คนเร็ว และหนังสือ “ข่าวราชการ”
บทความ “ไปรษณีย์ไทย ๑” ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาซึ่งอ้างหนังสืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่าว่าในสมัยโบราณ จดหมายระหว่างเมืองส่วนใหญ่เป็นหนังสือราชการ ต้องฝากไปกับคนเดินหนังสือราชการหรือพ่อค้า ต่อมาจึงจัดคนเดินหนังสือประจำตามหัวเมืองสำคัญ เรียกว่า “คนเร็ว”
ใน พ.ศ. 2418 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงร่วมกันออกหนังสือรายวันฉบับหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Court” และชื่อภาษาไทยว่า “ข่าวราชการ” สมาชิกต้องไปรับหนังสือเองที่สำนักงาน ณ พระบรมมหาราชวัง แต่มีผู้ไม่มารับตามกำหนดจำนวนมาก สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ฯ จึงโปรดให้มีบุรุษเดินหนังสือ เรียกว่า “โปสต์แมน” และโปรดให้มีตั๋ว “แสตมป์” เพื่อแสดงว่าจ่ายค่าเดินหนังสือแล้ว สมาชิกยังซื้อแสตมป์ไปปิดจดหมายของตนให้บุรุษเดินหนังสือช่วยส่งได้ด้วย
บทความเดียวกันนับว่าแสตมป์ชุดนั้นเป็นตราไปรษณียากรที่ประเทศไทยมีใช้เป็นครั้งแรก แต่เมื่อหนังสือ “ข่าวราชการ” เลิกออกในวันที่ 22 กรกฎาคม 2419 บริการไปรษณีย์ชนิดไม่เป็นทางการนี้ก็เลิกตามไปด้วย
โทรเลขสายแรกของกิจการไปรษณีย์โทรเลข: กรุงเทพฯ–สมุทรปราการ 45 กิโลเมตร
วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 37 ฉบับที่ 2 (เมษายน–มิถุนายน 2555) บันทึกว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2412 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวอังกฤษ 2 คนตั้งบริษัทก่อสร้างและบำรุงรักษาทางโทรเลขขึ้น แต่ดำเนินงานล้มเหลว ใน พ.ศ. 2418 รัฐบาลจึงดำเนินการเอง โดยมอบหมายให้กรมกลาโหมสร้างทางสายโทรเลขสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำ และวางสายเคเบิลใต้น้ำต่อไปถึงกระโจมไฟนอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา รวมระยะทาง 45 กิโลเมตร
หน้าประวัติของกรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือเล่าเรื่องเดียวกันโดยเรียกผู้ดำเนินงานว่ากระทรวงกลาโหม และระบุชื่อชาวอังกฤษที่เคยยื่นเรื่อง เพื่อขอพระบรมราชานุญาต วางสายโทรเลขว่าวิลเลี่ยม เฮนรี ริด (William Henry Rid) ซึ่งทำไม่สำเร็จ แหล่งเดียวกันอธิบายว่าสายแรกใช้แจ้งข่าวเรือที่ผ่านเข้าออกสันดอนมายังกรุงเทพฯ จากนั้นใน พ.ศ. 2421 จึงมีสายที่สอง กรุงเทพฯ–บางปะอิน แล้วขยายต่อถึงอยุธยา

4 สิงหาคม 2426 ไปรษณียาคาร ที่ทำการแรกของกิจการไปรษณีย์โทรเลข
บทความ “ไปรษณีย์ไทย ๒” ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาเล่าว่า ใน พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิทธิ์ ผู้เคยไปเห็นไปรษณีย์ในต่างประเทศ จึงทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายคำแนะนำให้เปิดบริการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ และทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์ เมื่อเตรียมการพร้อมแล้ว จึงประกาศเปิดรับฝากส่งจดหมายหรือหนังสือเป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2426 ที่ทำการอยู่ที่ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองโอ่งอ่าง เรียกว่า “ไปรษณียาคาร”
หน้าประวัติของกองทัพเรือระบุเพิ่มว่า วันที่ 4 สิงหาคม 2426 เป็นวันสถาปนากรมโทรเลขและกรมไปรษณีย์ขึ้น ก่อนหน้านั้นไม่ถึงเดือน คือวันที่ 16 กรกฎาคม 2426 โทรเลขสายแรกที่ติดต่อกับต่างประเทศเพิ่งเปิดบริการ เส้นทางนี้ใช้ลวดอาบสังกะสี ออกจากกรุงเทพฯ ผ่านปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ ศรีโสภณ ถึงคลองกำปงปลักในพระตะบอง แล้วต่อกับสายของอินโดจีนไปไซ่ง่อน คิดค่าบริการคำละ 1 เฟื้อง ส่วนสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ–อยุธยา คิดคำละ 2 ไพ


กิจการไปรษณีย์โทรเลขออกต่างประเทศ: พม่า ปีนัง สิงคโปร์ และกติกาสากลปี 2428
กองทัพเรือบันทึกว่าใน พ.ศ. 2427 มีโทรเลขสายตะวันตก กรุงเทพฯ–กาญจนบุรี ซึ่งต่อกับสายโทรเลขของพม่าที่ชายแดน เปิดบริการในเดือนมีนาคม ปีเดียวกันออกกฎหมายโทรเลข จุลศักราช 1246 มีบทบัญญัติ 15 ข้อ ใช้อยู่จนถึงรัชกาลที่ 7 ที่ประกาศใช้ พระราชบัญญัติโทรเลข โทรศัพท์ พุทธศักราช 2477 แทน
ก้าวสำคัญของกิจการไปรษณีย์โทรเลขในเวทีโลกเกิดใน พ.ศ. 2428 เมื่อ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ทูตไทยประจำกรุงปารีส เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมโทรเลขระหว่างประเทศที่กรุงเบอร์ลิน และลงนามอนุสัญญาโทรเลขระหว่างประเทศ สยามจึงเริ่มใช้ข้อบังคับและระเบียบการโทรเลขระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2428
ถึง พ.ศ. 2441 สายไทรบุรี–กัวลามุดาต่อกับสายของสหพันธรัฐมลายา ทำให้กิจการไปรษณีย์โทรเลขของสยามติดต่อปีนังและสิงคโปร์ได้
ปี 2441 กิจการไปรษณีย์โทรเลขรวมเป็นกรมเดียว
หน้าประวัติกระทรวงคมนาคมเล่าว่า ช่วง พ.ศ. 2418–2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูปราชการบริหารเป็น 12 หน่วย หนึ่งในนั้นคือกรมโยธาธิการ ซึ่งดูแลการก่อสร้าง ถนน คลอง และการช่าง รวมทั้งการไปรษณีย์ โทรเลข และการรถไฟ ครั้นใน ร.ศ. 109 (พ.ศ. 2433) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการโยธาต่างๆ ที่อยู่ในกระทรวงต่างๆ มาตั้งเป็นกระทรวงโยธาธิการขึ้น และรวมกรมโทรเลข ไปรษณีย์ เข้าในกระทรวงโยธาธิการ
อีก 8 ปีต่อมา สำนักงานราชบัณฑิตยสภาบันทึกว่า ใน พ.ศ. 2441 เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเสนอว่าราชการของกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นงานด้านการสื่อสารด้วยกัน ควรรวมเป็นหน่วยราชการเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นเป็นการสมควร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมทั้งสองเข้าด้วยกัน เรียกว่า “กรมไปรษณีย์โทรเลข” ตั้งอยู่ที่ไปรษณียาคาร
ตารางนี้สรุปว่ากิจการไปรษณีย์โทรเลขอยู่ในหน่วยงานใดในแต่ละช่วงตามแหล่งข้างต้น
| ช่วงเวลา | โทรเลข | ไปรษณีย์ |
|---|---|---|
| 2418–2425 | กรมกลาโหม (หน้าของกองทัพเรือเรียกกระทรวงกลาโหม) ดำเนินงานสร้างสาย | ยังไม่มีบริการทางการ (มีเพียงคนเดินหนังสือของ “ข่าวราชการ” ปี 2418–2419) |
| 2426–2432 | กรมโทรเลข | กรมไปรษณีย์ ที่ไปรษณียาคาร |
| 2433–2440 | กรมโทรเลข ในกระทรวงโยธาธิการ | กรมไปรษณีย์ ในกระทรวงโยธาธิการ |
| 2441 เป็นต้นไป | กรมไปรษณีย์โทรเลข | กรมไปรษณีย์โทรเลข |

ส่งภาษาไทยด้วยรหัสมอร์ส: โจทย์ภาษาไทยของกิจการไปรษณีย์โทรเลข
ปัญหาหนึ่งของกิจการไปรษณีย์โทรเลขที่คนทำงานไอทีวันนี้คุ้นเคย คือการทำให้ระบบที่ออกแบบมาสำหรับอักษรโรมันรองรับภาษาไทย วารสารราชบัณฑิตยสถานอ้างงานของเสงี่ยม เผ่าทองศุข ว่าเมื่อรหัสมอร์สเป็นตัวแทนของอักษรโรมัน สมัยแรกจึงต้องเขียนภาษาไทยด้วยอักษรโรมัน เช่น “ฉันไปไม่ได้” ต้องส่งว่า “CHAN PAI MAI DAI” ซึ่งคำว่า MAI อ่านได้ทั้ง ไม ไม่ ไม้ ไหม ใหม่ ใหม้ หรือหม้าย
หน้าประวัติของกองทัพเรือเล่าอีกแบบว่า ระยะแรกข้อความที่ส่งเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ถ้าจะส่งภาษาไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อน ทำให้ช้าและเข้าใจผิดได้ จนมีการคิดรหัสมอร์สภาษาไทยและประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2455 เจ้าหน้าที่กองทัพเรือวิเคราะห์ว่ารหัสชุดนี้ไม่ได้กำหนดตามความถี่ของตัวอักษร แต่จับคู่ตัวอักษรที่ตรงกันระหว่างภาษาเยอรมันกับภาษาไทย เช่น T กับ ต จึงสันนิษฐานว่าอาจได้รับความช่วยเหลือจากเยอรมนี
โจทย์นี้อยู่กับกิจการไปรษณีย์โทรเลขต่อมาอีกหลายสิบปี เครื่องโทรพิมพ์ที่เข้ามาในพระนครปี 2472 เป็นแบบภาษาอังกฤษ 5 ยูนิต จนสำนักงานราชบัณฑิตยสภาบันทึกว่า ดร. สมาน บุญยรัตพันธุ์ ประดิษฐ์เครื่องโทรพิมพ์ภาษาไทยได้สำเร็จใน พ.ศ. 2496 (หน้าของกองทัพเรือสะกดชื่อสกุลว่า บุณยรัตพันธุ์) และเครื่องโทรพิมพ์ไทยแบบเอสพี (S.P.) ที่ใช้ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษเริ่มใช้งานครั้งแรกวันที่ 1 เมษายน 2500
มรดกที่เหลือถึงปัจจุบัน
ไปรษณียาคารเป็นที่ทำการของกรมไปรษณีย์โทรเลขจนถึง พ.ศ. 2470 จึงย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนนเจริญกรุง และเริ่มใช้อาคารใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “ที่ทำการไปรษณีย์กลาง” ต่อมา พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 แยกงานปฏิบัติการของกรมไปรษณีย์โทรเลขออกไปตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจชื่อการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 ส่วนบริการโทรเลขซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของกิจการไปรษณีย์โทรเลขมาตั้งแต่ต้น มีวันสุดท้ายคือ 30 เมษายน 2551

สิ่งที่องค์กรไทยวันนี้เห็นได้จากกิจการไปรษณีย์โทรเลขยุคแรก
- มาตรฐานกลางมาก่อนการขยายเครือข่าย การลงนามอนุสัญญาโทรเลขระหว่างประเทศและใช้ระเบียบสากลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2428 ทำให้สายของสยามต่อกับไซ่ง่อน พม่า ปีนัง และสิงคโปร์ได้
- ภาษาไทยต้องออกแบบตั้งแต่ต้น ช่วงที่ต้องส่งภาษาไทยเป็นอักษรโรมันหรือแปลเป็นอังกฤษ ทำให้ข้อความกำกวมและช้า เรื่องเดียวกับการรองรับภาษาไทยในระบบสมัยใหม่
- บริการที่ใกล้กันมักถูกรวม การรวมกิจการไปรษณีย์โทรเลขเป็นกรมเดียวในปี 2441 เกิดจากเหตุผลว่าเป็นงานด้านการสื่อสารด้วยกัน
- เทคโนโลยีมีวันเลิกใช้ โทรเลขให้บริการรวม 133 ปีก่อนยุติในปี 2551 เมื่อบริการใหม่สะดวกกว่า
อ่านต่อเรื่องเครือข่ายสื่อสารยุคหลังได้ที่ ประวัติอินเทอร์เน็ตไทย และ ประวัติมือถือในไทย ส่วนพิธีของวันนี้อ่านได้ที่ พิธีวันปิยมหาราช 2569 และบทความอื่นในหมวดประวัติศาสตร์
คำถามที่พบบ่อย
กิจการไปรษณีย์โทรเลขของไทยเริ่มเมื่อไร?
กิจการไปรษณีย์โทรเลขของไทยเริ่มจากโทรเลขก่อน ใน พ.ศ. 2418 รัฐบาลมอบหมายให้กรมกลาโหมสร้างทางสายโทรเลขสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำ สมุทรปราการ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ส่วนการไปรษณีย์เปิดรับฝากส่งจดหมายเป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2426
ไปรษณียาคารคืออะไร เกี่ยวกับกิจการไปรษณีย์โทรเลขอย่างไร?
ไปรษณียาคาร คือที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของไทย ตั้งอยู่ที่ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองโอ่งอ่าง เปิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2426 และเป็นที่ทำการของกิจการไปรษณีย์โทรเลขเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2470 จึงย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนนเจริญกรุง
กรมไปรษณีย์โทรเลขตั้งขึ้นเมื่อไร?
ใน พ.ศ. 2441 เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเสนอว่าราชการของกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นงานด้านการสื่อสารด้วยกัน ควรรวมเป็นหน่วยราชการเดียวกัน จึงรวมเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลข ตั้งอยู่ที่ไปรษณียาคาร กิจการไปรษณีย์โทรเลขจึงอยู่ในกรมเดียวตั้งแต่ปีนั้น
สมัยแรกส่งโทรเลขเป็นภาษาไทยได้หรือไม่?
ได้แต่ไม่สะดวก รหัสมอร์สรุ่นแรกเป็นตัวอักษรโรมัน วารสารราชบัณฑิตยสถานยกตัวอย่างว่า “ฉันไปไม่ได้” ต้องส่งเป็น “CHAN PAI MAI DAI” ซึ่งอ่านได้หลายความหมาย กองทัพเรือระบุว่ารหัสมอร์สภาษาไทยประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2455 ช่วยให้กิจการไปรษณีย์โทรเลขรับส่งข้อความภาษาไทยได้
บริการโทรเลขในไทยยุติเมื่อไร?
สำนักงานราชบัณฑิตยสภาระบุว่า บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กำหนดให้วันที่ 30 เมษายน 2551 เป็นวันสุดท้ายของการให้บริการโทรเลขไทย และยกเลิกบริการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2551 ปิดฉากกิจการไปรษณีย์โทรเลขฝั่งโทรเลขที่เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2418 รวม 133 ปี
แหล่งอ้างอิง
- ไปรษณีย์ไทย ๑ — สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
- ไปรษณีย์ไทย ๒ — สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
- ยุคแรก — ประวัติกรมสื่อสารทหารเรือไทยในยุคแรก — กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ กองทัพเรือ
- วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 37 ฉบับที่ 2 เมษายน–มิถุนายน 2555 (หน้า 82: โทรเลข) — สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
- ประวัติกระทรวงคมนาคม — สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม
- โทรเลข-โทรพิมพ์ — สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- องค์กรและบริษัท
- กระทรวงคมนาคม15
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ