Osborne House ที่ประทับริมทะเลของพระนางเจ้าวิคตอเรีย: สวนระเบียงและ Swiss Cottage
Osborne House บน Isle of Wight ที่พระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert ทรงซื้อปี 1845 และสร้างเสร็จปี 1851 มีสวนระเบียง Swiss Cottage ชายหาด และค่าเข้าชมปี 2026
โดย กองบรรณาธิการ THAI DATA อ่าน 14 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ
- พระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert ทรงซื้อที่ดิน Osborne House เดือนพฤษภาคม 1845 ในราคา 28,000 ปอนด์ ตามหน้าประวัติของ English Heritage แล้วทรงให้สร้างบ้านใหม่แบบอิตาลี โดย Prince Albert ทรงออกแบบร่วมกับ Thomas Cubitt
- ปีก Pavilion ซึ่งเป็นห้องส่วนพระองค์เสร็จปี 1846 ปีกหลักเสร็จปี 1851 ส่วน Durbar Room ห้องจัดเลี้ยงแบบอินเดีย สร้างในปี 1890–92 ตามหน้าของ English Heritage
- Swiss Cottage บ้านไม้แบบเทือกเขาแอลป์สำหรับพระราชโอรสธิดา สร้างปี 1853–54 มีครัวขนาดสามในสี่ของจริงและแปลงผักของแต่ละพระองค์ English Heritage บูรณะเสร็จปี 2014 ด้วยงบ 1.65 ล้านปอนด์
- ค่าเข้าชมวันที่ 22 ตุลาคม 2026 ผู้ใหญ่ซื้อออนไลน์ล่วงหน้า 21.59 ปอนด์ (ไม่รวมเงินบริจาค) ซื้อวันเข้าชม 25.40 ปอนด์ หน้าเว็บระบุว่าเปิดทุกวัน 10.00–17.00 น.
Osborne House คือที่ประทับริมทะเลบน Isle of Wight ประเทศอังกฤษ ที่พระนางเจ้าวิคตอเรีย (Queen Victoria) และ Prince Albert ทรงซื้อที่ดินในเดือนพฤษภาคม 1845 แล้วทรงสร้างบ้านใหม่แบบอิตาลีจนเสร็จในปี 1851 พร้อมสวนระเบียง Swiss Cottage และชายหาดส่วนพระองค์ วันนี้ English Heritage ดูแล Osborne House และเปิดให้ประชาชนเข้าชม
บทความนี้เรียบเรียงจากหน้าประวัติ หน้าคำอธิบายบ้านและสวน และหน้าข้อมูลการเข้าชมของ English Heritage องค์กรการกุศลที่ดูแลสถานที่ ร่วมกับทะเบียนอาคารอนุรักษ์และทะเบียนสวนประวัติศาสตร์ของ Historic England พระนามของพระราชินีเขียนตามหน้าเว็บของกรมศิลปากร ซึ่งใช้ว่า "พระนางเจ้าวิคตอเรีย" ส่วนพระนามอื่นที่ยังไม่พบในหน้าเว็บของหน่วยงานรัฐไทยคงไว้เป็นภาษาอังกฤษ
Osborne House สำคัญอย่างไร
หน้าความสำคัญของสถานที่ ของ English Heritage ระบุว่า Osborne House มีความสำคัญโดดเด่นเพราะผูกพันใกล้ชิดกับพระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert และเพราะตัวบ้านกับข้าวของเดิมยังอยู่ครบเกือบทั้งหมด ทั้งบ้านและภูมิทัศน์จึงเปิดให้เห็นชีวิต รสนิยม และความสนใจของทั้งสองพระองค์อย่างที่หาได้ยาก
- พระนางเจ้าวิคตอเรียทรงใช้ Osborne House นานกว่า 50 ปี ทรงต้อนรับพระมหากษัตริย์ต่างประเทศและรัฐมนตรีที่นี่
- สวนแบบเป็นทางการรอบบ้านคือตัวอย่างที่เหลืออยู่ดีที่สุดของรสนิยมด้านการออกแบบสวนของ Prince Albert ที่รับแบบสวนอิตาลียุคเรอเนสซองซ์มาใช้
- Osborne House เป็นบ้านที่สร้างใหม่บนที่ดินเดิม ไม่ใช่การต่อเติมบ้านเก่า ซึ่งหน้าเว็บระบุว่าไม่ค่อยพบในบ้านชนบทของศตวรรษที่ 19
- หน้าสิ่งอำนวยความสะดวกระบุว่าวัตถุเกือบทั้งหมดในตัวบ้าน Swiss Cottage และพิพิธภัณฑ์เป็นของ Royal Collection
ผู้ชมเดินเข้าได้แม้ห้องที่เป็นส่วนพระองค์ที่สุด รวมถึงห้องเด็กและห้องบรรทมที่พระนางเจ้าวิคตอเรียสวรรคตในปี 1901
ที่ดินของตระกูล Blachford ก่อนเป็น Osborne House
หน้าประวัติฉบับเต็ม เล่าว่าในปี 1705 ที่ดิน Osborne ตกเป็นของตระกูล Blachford ระหว่างปี 1774–1781 Robert Pope Blachford ขยายบ้านเดิมเป็นบ้านสามชั้น พร้อมสวนครัวที่มีกำแพงล้อมและคอกม้าก่ออิฐ
ในปี 1843 พระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert ทรงมองหาที่พักริมทะเลให้ครอบครัวที่กำลังขยาย เพื่อหลีกจากภาระในลอนดอนและ Windsor นายกรัฐมนตรี Sir Robert Peel แนะนำที่ดิน Osborne ซึ่งขณะนั้นเป็นของ Lady Isabella Blachford
- ทั้งสองพระองค์ทรงเช่าที่ดินก่อน แล้วทรงซื้อในเดือนพฤษภาคม 1845 ในราคา 28,000 ปอนด์
- ทะเบียนสวนประวัติศาสตร์ของ Historic England ระบุว่าการซื้อปี 1845 รวม Barton Manor ที่อยู่ติดกันไว้เป็นฟาร์มของที่ดินด้วย
- หน้าประวัติระบุว่าบ้านหลังเดิมเล็กเกินไป จึงต้องขยาย
Prince Albert กับ Thomas Cubitt ผู้ออกแบบ Osborne House
หน้าประวัติระบุว่าทั้งสองพระองค์ไม่ประสงค์ให้กรมป่าไม้และที่ดินหลวง (Department of Woods and Forests) ซึ่งดูแลงานก่อสร้างของรัฐทั้งหมดในเวลานั้นเข้ามากำกับ Prince Albert จึงทรงเลี่ยงสถาปนิกของกรม และทรงว่าจ้าง Thomas Cubitt (1788–1855) ช่างก่อสร้างใหญ่ (master builder) ผู้พัฒนาที่ดินส่วนใหญ่ในย่าน Belgravia ของลอนดอนเป็นที่ปรึกษา Cubitt เสนอว่าแทนที่จะดัดแปลงบ้านเก่า ควรสร้างบ้านใหม่ และออกแบบร่วมกับ Prince Albert
หน้าคำอธิบายบ้านและสวน อธิบายว่า Osborne House สร้างแบบ Italianate เพราะอากาศอบอุ่นของเกาะและวิวกว้างเหนือช่องแคบ Solent ทำให้ Prince Albert นึกถึงอ่าวเนเปิลส์ องค์ประกอบของบ้านแบบอิตาลีมีครบ ทั้งรูปทรงแบบ palazzo หอคอยคู่ และระเบียงขั้นบันไดที่เชื่อมด้วยบันได แบบนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "Osborne style" และถูกนำไปใช้ในอาคารทั่วจักรวรรดิอังกฤษ
ทะเบียนอาคารอนุรักษ์ ของ Historic England บันทึกว่า Prince Albert ทรงออกแบบ Osborne House ส่วน Thomas Cubitt เป็นผู้สร้าง และน่าจะมีบทบาทเป็นสถาปนิกอยู่บ้าง ตัวบ้านก่ออิฐฉาบซีเมนต์และเสริมด้วยคานเหล็ก หน้างานอนุรักษ์ระเบียง เพิ่มว่าการฉาบผสมสีเพื่อให้ดูเหมือนหิน Bath เป็นวิธีประหยัดงบที่ยังให้ภาพเหมือนบ้านหิน
การก่อสร้าง Osborne House ทีละปีก
Osborne House แบ่งเป็นสี่อาคารที่เชื่อมกันรอบลานสองลาน สามอาคารเสร็จในช่วงพระชนม์ชีพของ Prince Albert
| อาคาร | ปีที่เสร็จ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| Pavilion | 1846 | ห้องส่วนพระองค์ของทั้งสองพระองค์และห้องเด็ก |
| Household wing | 1848 | ที่พักของข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ |
| Main wing | 1851 | สร้างบนที่ตั้งบ้านเก่าที่รื้อในปี 1848 เดิมเป็นที่ประทับของพระราชโอรสธิดา ต่อมาเป็นห้องรับรองแขก |
| Durbar wing | 1890–92 | ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่และห้องชุดของ Princess Beatrice |
ปีที่สร้างต่างกันเล็กน้อยตามแหล่ง หน้าคำอธิบายของ English Heritage ระบุว่า Osborne House สร้างระหว่างปี 1845–1851 ทะเบียนสวนของ Historic England อ้างงานสำรวจปี 1983 ว่าสร้างระหว่างปี 1846–1850 และระบุปี Durbar wing ว่า 1890–1 ส่วนทะเบียนอาคารระบุว่าหอธงสูง 107 ฟุต
ห้องที่เปิดให้ชมใน Osborne House
หน้าคำอธิบายระบุว่าแผนผังของ Pavilion เน้นให้เดินผ่านห้องรับรองที่เชื่อมกันได้สะดวก ห้องชั้นล่างมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทำให้สว่างและมองข้ามระเบียงไปถึงทะเล ส่วนห้องส่วนพระองค์ชั้นบนมีขนาดแบบบ้านทั่วไปและตกแต่งเรียบกว่า
- ห้องประทับนั่ง: มีโต๊ะทรงงานของพระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert วางเคียงกัน
- ห้องเด็ก: ห้องชุดเด็กชั้นสองของ Pavilion จัดใหม่ให้เหมือนภาพถ่ายปี 1873 และเปิดให้ชมตั้งแต่ปี 1989
- ห้องบรรทม: ทะเบียนอาคารระบุว่าเป็นห้องที่พระนางเจ้าวิคตอเรียสวรรคตเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1901
- บันไดใหญ่: มีภาพเฟรสโกเทพ Neptune มอบอำนาจเหนือท้องทะเลแก่ Britannia ที่ Dyce วาดในปี 1847 (ทะเบียนอาคาร)
- ห้องรับแขก (drawing room): บูรณะในปี 2003 ให้เหมือนช่วงทศวรรษ 1890 โคมระย้าเดินสายไฟฟ้าในปี 1893
หน้าความสำคัญของสถานที่เสริมว่าบ้านหลังนี้ใช้โครงสร้างกันไฟทั้งหลัง มีระบบทำความร้อนและระบายอากาศบางส่วน และห้องอาบน้ำที่มีน้ำร้อนกับฝักบัวตั้งแต่แรกสร้าง ต่อมาจึงเพิ่มลิฟต์ โทรศัพท์ และไฟฟ้า
Durbar Room ห้องจัดเลี้ยงแบบอินเดีย
หน้าประวัติเล่าว่าเดิม Osborne House ไม่มีห้องรับรองขนาดใหญ่ งานเลี้ยงคนจำนวนมากจึงทำได้เฉพาะฤดูร้อนที่กางเต็นท์บนสนามหญ้า Durbar wing ที่สร้างในปี 1890–92 จึงมีห้องรับรองหรือห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่ชั้นล่าง ชื่อ Durbar Room
ภายนอกของปีกนี้ทำแบบอิตาลีให้เข้ากับตัวบ้าน แต่ภายใน Lockwood Kipling บิดาของนักเขียน Rudyard Kipling และผู้อำนวยการ Mayo School of Art ในเมือง Lahore ออกแบบตามสถาปัตยกรรมอินเดียตอนเหนือ เพื่อสะท้อนพระราชสถานะจักรพรรดินีแห่งอินเดีย งานปูนปั้นเป็นฝีมือช่างชาวอินเดีย Bhai Ram Singh และเตาผิงมีลายนกยูงเหนือหิ้ง หน้าคอลเลกชันระบุว่าของสะสมอินเดียใน Osborne House ส่วนใหญ่เป็นของขวัญและของที่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลองพระราชสถานะนี้

งานศิลปะที่ทั้งสองพระองค์ทรงสะสม
หน้าคอลเลกชัน ระบุว่าของสะสมใน Osborne House คือตัวอย่างที่สำคัญที่สุดของรสนิยมร่วมกันของพระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert หลายชิ้นทั้งสองพระองค์ทรงสั่งทำและทรงมอบให้แก่กันเป็นของขวัญวันประสูติและวันคริสต์มาส
- รูปปั้น Andromeda ของ John Bell ที่จัดแสดงในงาน Great Exhibition ปี 1851 แล้วพระนางเจ้าวิคตอเรียทรงซื้อ วันนี้อยู่กลางน้ำพุบนระเบียงล่าง
- รูปปั้นสุนัข Eos สุนัขเกรย์ฮาวด์ของ Prince Albert ผลงาน John Francis จัดแสดงที่ Royal Academy ปี 1848
ห้องที่ Swiss Cottage และพิพิธภัณฑ์ข้างกันเก็บของสะสมด้านธรรมชาติและวัตถุจากทั่วโลกที่พระราชโอรสธิดาเก็บรวบรวม ซึ่งหน้าเว็บเรียกว่าโลกยุควิกตอเรียย่อส่วน
สวนระเบียงแบบอิตาลีของ Osborne House
ทะเบียนสวนระบุว่าระเบียงสองชั้นด้านหน้าสวนของ Osborne House สร้างระหว่างปี 1847–53 โดยบริษัทของ Thomas Cubitt ภายใต้การกำกับของ Prince Albert และ Ludwig Gruner ระเบียงบนเป็นแปลงดอกไม้รูปทรงเรขาคณิต (parterre) ปลูกไม้ดอกตามฤดู หน้าคำอธิบายของ English Heritage ระบุว่าเดิมทางเดินปูด้วยวัสดุลาวาเทียมหลากสี ระเบียงล่างมีน้ำพุ Andromeda ล้อมด้วย "สัตว์ทะเล" แปดตัวที่หล่อในปี 1858–60
หน้างานอนุรักษ์ระเบียง ระบุว่า Prince Albert ทรงเริ่มปลูกต้นไม้บนระเบียงตั้งแต่ปี 1850 ก่อนงานก่อสร้างเสร็จ หลายต้นยังอยู่จนวันนี้
- แมกโนเลีย Magnolia grandiflora ที่ฝึกให้เลื้อยแนบผนัง หน้าเว็บระบุว่าอายุกว่า 167 ปี
- เมอร์เทิล (Myrtus communis) ที่หน้าเว็บระบุว่าถูกใช้ในช่อดอกไม้เจ้าสาวของราชวงศ์อังกฤษหลายรุ่น
- องุ่นบนซุ้มเพอร์โกลา ปลูกครั้งแรกปี 1851 และคามีเลียบนระเบียงล่างปลูกปี 1853
- กุหลาบเลื้อย 'May Queen' และ 'Félicité et Perpétue' พันเสาเพอร์โกลา
ในปี 2016–17 English Heritage ซ่อมผนังฉาบ บันได และน้ำพุของระเบียง ทีมสวนคัดกิ่งที่จะเก็บไว้ มัดรวมและดึงออกจากผนังระหว่างซ่อม แล้วฝึกให้แนบผนังอีกครั้งเมื่องานเสร็จ หน้าคำอธิบายระบุว่าไม้ดอกที่พระนางเจ้าวิคตอเรียทรงบันทึกไว้ เช่น เจอเรเนียม สต็อก และเฮลิโอโทรป ยังใช้ในแปลงตามฤดูทุกวันนี้
ต้นไม้ สวนกำแพงล้อม และอุทยานรอบ Osborne House
หน้าคำอธิบายระบุว่า Prince Albert ทรงดูแลทุกด้านของสวนและที่ดิน ทรงชอบต้นป็อปลาร์ และนิยมแบบอิตาลีที่ปลูกไม้ไม่ผลัดใบอย่างเมอร์เทิลและลอเรลเรียงสองข้างทาง ยังมีแมกโนเลีย โรโดเดนดรอน และอะซาเลีย Prince Albert ทรงปลูกต้นไม้ในอุทยานหลายต้นด้วยพระองค์เอง บางครั้งกับพระราชโอรสธิดา ในปี 1847 พระนางเจ้าวิคตอเรียทรงบันทึกว่าเด็ก ๆ ช่วยปลูก "หรืออย่างน้อยก็คิดว่าได้ช่วย"
- ถึงปี 1864 มีทางเดินและถนนในที่ดินยาวรวม 21 ไมล์ (หน้าประวัติ)
- ที่ดินในศตวรรษที่ 19 กว้างกว่า 2,000 เอเคอร์ (800 เฮกตาร์) วันนี้เหลือ 354 เอเคอร์ (143 เฮกตาร์) (หน้าคำอธิบาย)
- พื้นที่ขึ้นทะเบียนสวนมี 240 เฮกตาร์ เป็นสวนแบบเป็นทางการราว 20 เฮกตาร์ และอุทยานกับป่าราว 220 เฮกตาร์ (ทะเบียนสวน)
สวนครัวกำแพงล้อมมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ประตูทางเข้าใช้ซุ้มประตูหน้าบ้านหลังเก่า แนวทางเดินรูปกากบาทเดิมถูกฟื้นขึ้นมา และในปี 2000 มีสวนใหม่ที่ Rupert Golby ออกแบบ ใช้พืชที่ชื่อเกี่ยวกับทั้งสองพระองค์ หน้าสวนตามฤดู ระบุว่าฤดูร้อนมีแปลงดอกไม้สำหรับตัดหนึ่งเอเคอร์ และต้นส้มของ Osborne ออกผลครั้งแรกเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 2018

Swiss Cottage บ้านไม้ของพระราชโอรสธิดา
หน้า Swiss Cottage ระบุว่า Prince Albert ทรงสร้าง Swiss Cottage ในปี 1853–54 ให้พระราชโอรสธิดาทั้ง 9 พระองค์ หน้าประวัติระบุว่าอยู่ในสวนของพระราชโอรสธิดาเอง ห่างจากตัวบ้านไปทางตะวันออกเกือบ 1 ไมล์ ทะเบียนสวนบรรยายว่าเป็นอาคารไม้ทาน้ำมันดินแบบทีโรล
Swiss Cottage ซ่อนอยู่หลังแนวต้นไม้ เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนงานบ้าน ทำครัว และทำสวน ครัวในบ้านมีอุปกรณ์ครบเหมือนบ้านเล็กกลางศตวรรษที่ 19 แต่ทำขนาดสามในสี่ของจริง เด็ก ๆ อบขนมและเตรียมน้ำชากับอาหารกลางวันให้ทั้งสองพระองค์และแขก นักวิจัยของ English Heritage ยังพบห้องโคนมหลังประตูที่เคยถูกก่อปิดและฉาบทับ
- พระราชโอรสธิดาแต่ละพระองค์มีแปลงปลูกผัก ผลไม้ และดอกไม้ของตนเอง ใช้เครื่องมือขนาดเล็กและรถเข็นที่มีอักษรย่อพระนาม
- ผู้ช่วยคนสวนตรวจผลผลิต ถ้าดีพอ Prince Albert จะทรงจ่ายเงินตามราคาตลาด
- ปี 1856 พระราชโอรสสองพระองค์สร้างป้อมจำลอง และปี 1860 มีค่ายทหารจำลองพร้อมสะพานชักเพิ่ม
พิพิธภัณฑ์แบบสวิสข้างกันสร้างในปี 1862 ตามหน้าประวัติ ส่วนหน้า Swiss Cottage ระบุว่าพระนางเจ้าวิคตอเรียทรงมอบให้พระราชโอรสธิดาในเดือนมกราคม 1863 ภายในมีของนับพันชิ้น ในปี 2014 English Heritage บูรณะ Swiss Cottage ด้วยงบ 1.65 ล้านปอนด์

ชายหาดส่วนพระองค์ของ Osborne House
หน้าคอลเลกชันระบุว่าเหตุผลหนึ่งที่ทั้งสองพระองค์ทรงเลือก Osborne House คือความเป็นส่วนตัวของชายหาดและแนวชายฝั่งของที่ดินเอง เรือพระที่นั่งเทียบที่อ่าว Osborne ซึ่งห่างจากตัวบ้านราว 1 ไมล์โดยรถม้า
- ปี 2012 ชายหาดส่วนพระองค์เปิดให้ประชาชนเข้าชม และรถลงเล่นน้ำทะเล (bathing machine) ของพระนางเจ้าวิคตอเรียกลับมาตั้งที่ชายหาดอีกครั้ง (หน้าประวัติ)
- Queen's Alcove ซุ้มครึ่งโดมกรุกระเบื้องและพื้นโมเสก สร้างปี 1865–9 (ทะเบียนสวน)
- Landing House อาคารเก็บเรือและเรือนน้ำชาแบบอิตาลี สร้างปี 1855–6 (ทะเบียนสวน)
หน้า Swiss Cottage แนะนำให้เดินจาก Swiss Cottage ไปชายหาดตามทาง Rhododendron Walk ส่วนหน้าสิ่งอำนวยความสะดวกระบุว่าสุนัขเข้าชายหาดไม่ได้ ยกเว้นสุนัขช่วยเหลือ

Osborne House หลังการสวรรคตในปี 1901
หน้าประวัติเล่าว่า Osborne House เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของราชวงศ์ แต่ King Edward VII ไม่ทรงต้องการใช้ และไม่มีพระราชวงศ์พระองค์อื่นประสงค์จะรับภาระดูแล ในวันบรมราชาภิเษกปี 1902 King Edward VII จึงทรงมอบที่ดินแก่ชาติ
- 1903–1921 ส่วนหนึ่งของที่ดินรอบคอกม้าเป็นที่ตั้ง Royal Naval College Osborne วิทยาลัยนักเรียนนายเรือ
- 1904 ชั้นล่างบางส่วนเปิดให้ประชาชนชม ส่วนอื่นเกือบทั้งหมดกลายเป็นสถานพักฟื้นของนายทหาร ซึ่งหน้าความสำคัญระบุว่าดำเนินการช่วงปี 1904–2000
- 1954 ห้องส่วนพระองค์ที่ปิดผนึกตามพระราชประสงค์ของ King Edward VII ตั้งแต่ปี 1901 ได้เปิดให้ประชาชนชม เมื่อ Queen Elizabeth II ทรงอนุญาต
- 1977 ปีรัชดาภิเษกของ Queen Elizabeth II มีผู้มาชมเพิ่มขึ้นมาก และหลายห้องตกแต่งใหม่
English Heritage เข้ารับการบริหาร Osborne House ในปี 1986 ตามหน้าประวัติของ English Heritage เอง แต่ทะเบียนสวนของ Historic England ระบุว่าเป็นปี 1983

ทะเบียนมรดกของ Osborne House
- ทะเบียนอาคารอนุรักษ์ Grade I รหัส 1223802 ขึ้นทะเบียนครั้งแรก 9 สิงหาคม 1979 ข้อความในทะเบียนมาจากระบบข้อมูลเก่า และระบุปีบางจุดต่างจากแหล่งอื่น เช่น ปีก Household เสร็จปี 1851 (English Heritage และทะเบียนสวนระบุ 1848)
- ทะเบียนสวนและอุทยานประวัติศาสตร์ Grade II* รหัส 1000929 ขึ้นทะเบียน 9 มกราคม 1987 บรรยายว่าเป็นระเบียง สวน และอุทยานรอบบ้านแบบอิตาลี ซึ่งเป็นบ้านของครอบครัวพระนางเจ้าวิคตอเรียและ Prince Albert ตั้งแต่ปี 1845–1901
ลำดับเหตุการณ์ของ Osborne House
| ปี | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| 1705 | ที่ดิน Osborne ตกเป็นของตระกูล Blachford |
| 1774–1781 | Robert Pope Blachford ขยายบ้านเป็นสามชั้น พร้อมสวนครัวและคอกม้า |
| 1843 | ทั้งสองพระองค์ทรงมองหาที่พักริมทะเล |
| 1845 | ทรงซื้อที่ดินเดือนพฤษภาคม ราคา 28,000 ปอนด์ |
| 1846 | ปีก Pavilion เสร็จ |
| 1847–53 | สร้างระเบียงสวน (ทะเบียนสวน) |
| 1848 | ปีก Household เสร็จ รื้อบ้านเก่า |
| 1851 | ปีกหลักเสร็จ |
| 1853–54 | สร้าง Swiss Cottage |
| 1861 | Prince Albert สิ้นพระชนม์ |
| 1862 | สร้างพิพิธภัณฑ์ข้าง Swiss Cottage |
| 1890–92 | สร้าง Durbar wing |
| 1901 | พระนางเจ้าวิคตอเรียสวรรคตที่ Osborne House 22 มกราคม |
| 1902 | King Edward VII ทรงมอบที่ดินแก่ชาติ |
| 1904 | ชั้นล่างบางส่วนเปิดให้ชม |
| 1954 | ห้องส่วนพระองค์เปิดให้ชม |
| 1983 / 1986 | English Heritage รับดูแล (ทะเบียนสวน / English Heritage) |
| 2012 | ชายหาดส่วนพระองค์เปิดให้ชม |
| 2014 | บูรณะ Swiss Cottage เสร็จ |
| 2016–17 | ซ่อมระเบียงสวน |
ข้อมูลการเข้าชม Osborne House
ตรวจสอบข้อมูลจากหน้าทางการเมื่อ 22 ต.ค. 2026 ราคาเป็นปอนด์สเตอร์ลิง ตามปฏิทินจองของหน้าราคาและเวลาเปิด สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2026 ราคาแบบรวมเงินบริจาค / ไม่รวมเงินบริจาค
| ประเภทตั๋ว | ซื้อออนไลน์ล่วงหน้า | ซื้อวันเข้าชม |
|---|---|---|
| ผู้ใหญ่ | 23.80 / 21.59 ปอนด์ | 28.00 / 25.40 ปอนด์ |
| เด็ก 5–17 ปี | 11.90 / 10.79 ปอนด์ | 14.00 / 12.70 ปอนด์ |
| ผู้ได้รับส่วนลด (concession) | 22.10 / 20.06 ปอนด์ | 26.00 / 23.60 ปอนด์ |
| ครอบครัว ผู้ใหญ่ 2 เด็กไม่เกิน 3 | 59.50 / 54.06 ปอนด์ | 70.00 / 63.60 ปอนด์ |
| ครอบครัว ผู้ใหญ่ 1 เด็กไม่เกิน 3 | 35.70 / 32.38 ปอนด์ | 42.00 / 38.10 ปอนด์ |
| สมาชิก English Heritage | ฟรี | ฟรี |
- หน้าหลักของสถานที่ระบุว่าเปิดทุกวัน 10.00–17.00 น. เข้ารอบสุดท้าย 16.00 น. ตารางสัปดาห์ที่เริ่ม 19 ตุลาคมแสดงวันอาทิตย์ 10.00–16.00 น.
- ราคาส่วนลดใช้ได้เมื่อจองออนไลน์ก่อนเที่ยงคืนของวันก่อนเข้าชม ตั๋วขายเป็นรอบเวลา แต่อยู่ได้นานจนถึงเวลาปิด
- ราคาเปลี่ยนตามฤดูกาล ช่วงฤดูหนาว Swiss Cottage ปิด และตัวบ้านเปิดเฉพาะชั้นล่าง ส่วนสวนยังเปิด
การเดินทางและกติกาใน Osborne House
หน้าการเดินทาง และหน้าสิ่งอำนวยความสะดวก ของ English Heritage ระบุดังนี้
- ที่อยู่: York Avenue, East Cowes, Isle of Wight, PO32 6JX ห่างจาก East Cowes ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 1 ไมล์ ระบบนำทางในรถให้ใช้รหัส PO32 6JT มีที่จอดรถฟรี
- เรือข้ามฟาก: ท่า East Cowes (Red Funnel) ห่าง 1.5 ไมล์ ท่า Fishbourne 4 ไมล์ และท่า Ryde (Wightlink) 7 ไมล์ hovercraft จาก Portsmouth ไป Ryde ใช้เวลาราว 10 นาที
- รถประจำทาง: Southern Vectis สาย 4 และ 5 ผู้มาด้วยรถประจำทาง รถไฟ หรือจักรยาน ได้ส่วนลด 20% สำหรับตั๋วที่ซื้อหน้างาน
- ถ่ายภาพ: ถ่ายในตัวบ้านได้โดยไม่ใช้แฟลชหรือขาตั้งกล้อง ลิขสิทธิ์ของวัตถุในบ้านเป็นของ Royal Collection
- ข้อห้าม: ห้ามนำรถเข็นเด็ก รถ mobility scooter และกระเป๋าใบใหญ่เข้าตัวบ้าน (มีรถเข็นวีลแชร์ให้ยืมใช้ในบ้าน และลิฟต์จากชั้นล่างขึ้นชั้นถัดไป) ห้ามจักรยานและสกู๊ตเตอร์ในพื้นที่ ห้ามสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า สุนัขเข้าสวนได้โดยต้องใช้สายจูงสั้น แต่เข้าตัวบ้าน Swiss Cottage และชายหาดไม่ได้
ราคา เวลา และกติกาเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบกับหน้าเว็บของ English Heritage อีกครั้งก่อนเดินทาง อ่านพระราชวังและสวนของราชวงศ์ต่างประเทศแห่งอื่น เช่นปราสาทนอยชวานชไตน์ ได้ที่หมวดบ้านและสวนราชวงศ์ทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
Osborne House อยู่ที่ไหน เดินทางไปอย่างไร?
Osborne House อยู่ที่ York Avenue, East Cowes บน Isle of Wight ประเทศอังกฤษ ห่างจาก East Cowes ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 1 ไมล์ หน้าการเดินทางของ English Heritage ระบุว่ามีรถประจำทาง Southern Vectis สาย 4 และ 5 เรือข้ามฟากของ Red Funnel เข้าท่า East Cowes ราว 1.5 ไมล์ และ hovercraft จาก Portsmouth ไป Ryde ใช้เวลาราว 10 นาที
ค่าเข้าชม Osborne House ปี 2026 เท่าไร?
ปฏิทินจองของ English Heritage แสดงราคาวันที่ 22 ตุลาคม 2026 ว่าผู้ใหญ่ซื้อออนไลน์ล่วงหน้า 21.59 ปอนด์ (23.80 ปอนด์ถ้ารวมเงินบริจาค) ซื้อวันเข้าชม 25.40 ปอนด์ เด็ก 5–17 ปีซื้อล่วงหน้า 10.79 ปอนด์ สมาชิก English Heritage เข้าฟรี ราคาเปลี่ยนตามฤดูกาล
ใครออกแบบ Osborne House และสร้างเมื่อไร?
หน้าประวัติของ English Heritage ระบุว่า Thomas Cubitt ช่างก่อสร้างใหญ่ (master builder) เสนอให้สร้างบ้านใหม่และออกแบบร่วมกับ Prince Albert ปีก Pavilion เสร็จปี 1846 ปีก Household ปี 1848 และปีกหลักปี 1851 ทะเบียนของ Historic England บันทึกว่า Prince Albert ทรงออกแบบ และ Cubitt เป็นผู้สร้าง
Swiss Cottage ใน Osborne House คืออะไร?
Swiss Cottage คือบ้านไม้แบบเทือกเขาแอลป์ที่ Prince Albert ทรงสร้างในปี 1853–54 ห่างจากตัวบ้าน Osborne House ไปทางตะวันออกเกือบ 1 ไมล์ ให้พระราชโอรสธิดาเรียนทำครัว ปลูกผัก และเก็บสะสมของในพิพิธภัณฑ์ ช่วงฤดูหนาว Swiss Cottage ปิด
ถ่ายรูปข้างใน Osborne House ได้หรือไม่?
ได้ หน้าสิ่งอำนวยความสะดวกของ English Heritage ระบุว่าถ่ายภาพในตัวบ้าน Osborne House ได้โดยไม่ใช้แฟลชหรือขาตั้งกล้อง และลิขสิทธิ์ของวัตถุในบ้านยังเป็นของ Royal Collection ห้ามนำรถเข็นเด็กและกระเป๋าใบใหญ่เข้าตัวบ้าน
แหล่งอ้างอิง
- History of Osborne — English Heritage
- Description of Osborne — English Heritage
- The Swiss Cottage at Osborne — English Heritage
- Prices and Opening Times for Osborne — English Heritage
- Osborne, East Cowes - 1000929 (Register of Parks and Gardens) — Historic England
- Osborne House, East Cowes - 1223802 — Historic England
บุคคล องค์กร และสถานที่ในข่าวนี้
เลือกชื่อเพื่ออ่านข่าวทั้งหมดที่กล่าวถึง ตัวเลขคือจำนวนข่าว
- ประเทศและสถานที่
- อินเดีย62สหราชอาณาจักร141
พบข้อมูลคลาดเคลื่อน? แจ้งกองบรรณาธิการ